ผมหาเพื่อนชาวนาที่จะได้เรียนการทำนาด้วยกัน แต่ก็ไม่พบเลย

 

ตั้งแต่ผมเรียนวิธีทำนามา ๓-๔ ปี  ผมพยายามเรียกตัวเองว่าเป็น “นักเรียนชาวนา”

 

เมื่อผมเป็นนักเรียนชาวนา ผมก็พยายามที่จะต้องไปนาบ่อย ๆ เพราะกลัวสอบตก ไม่ผ่านสักที

 

ในขณะเดียวกัน ผมก็พยายามสืบหาครูชาวนา หาเพื่อนเป็นชาวนา รุ่นพี่ และรุ่นน้องนักเรียนชาวนาเพื่อจะได้มาเรียนด้วยกันกับครูที่เป็นชาวนา และมาทำหน้าที่สอน ให้นักเรียนชาวนา

 

แต่ ผมหาเพื่อนชาวนาที่จะได้เรียนการทำนาด้วยกัน แต่ก็ไม่พบเลย

 

ตอนแรก ผมก็เข้าใจว่า การไปนาช้าไป หรือเร็วไป เลยไม่ค่อยเจอชาวนา

 

ผมจึงพยายามสุ่มการไปนา สุ่มไปเรื่อยๆ ว่าเวลาใดจะพบปะ เจอะเจอ ชาวนาที่ทำนาจริงๆบ้าง

 

ผมจึงวางแผนใหม่ และในบางครั้ง ผมก็ใช้วิธีสุ่มไป ตั้งแต่เวลา ตี ๕ บ้าง ๖ โมงเช้าบ้าง ๑๐ โมง  เที่ยง  บ่าย ๓ ตลอดจน ๓ ทุ่ม ๕ ทุ่ม หรือ ตี ๒  สุ่มไปเรื่อยๆ เกือบทุกวัน

 

และหวังว่า จะมีเวลาสักเวลาใดเวลาหนึ่งที่จะเจอชาวนา จะได้ถามเขาว่า เขามาทำงานเวลาใด เพราะผมอยากเรียนวิธีการทำนาด้วย

 

จนแล้วจนรอด ผมก็ยังไม่เคยเห็นชาวนาเลย มีแต่นาว่าง ๆ ไร้คน

บางทีก็มีคนขี่รถมอเตอร์ไซด์ ผ่านไปมา บ้าง บางวันเช้าบ้าง  บางวันเย็นบ้าง

มาทีไร ก็ใส่หมวกไอ้โม่ง ขี่รถไป มา ก็ไม่ค่อยได้ลงนา

ผมเลยไม่มีโอกาสรู้ว่า เขาเป็นใคร ไม่เห็นลงนา เขาขี่รถกลับไปมา

 

ผมคิดว่า เขาอาจเป็นชาวนาก็ได้ แต่ก็เห็นชี่รถ ไปมา บางทีผมก็โบกรถถามเขาว่า มาทำอะไร ที่ไหน เขาบอกว่า ผมเป็นชาวนา อยู่แถว ๆ ที่นาอาจารย์

ผมก็เลยสงสัยว่า เขาเป็นชาวนายังไง ไม่ลงนา  แล้วจะเป็นชาวนาอย่างไร

 

เหมือนอาจารย์ที่ไม่สอนหนังสือ แล้วเขาจะเรียกตัวเอง ว่าอาจารย์ ได้อย่างไร จะเป็นอาจารย์โดยตำแหน่ง ได้อย่างไร

 

 

ผมเป็นนักเรียน ที่ไปเรียน แต่ไม่เคยเห็นเพื่อนชาวนา 

 

ผมจึงอกหักมาตลอด เพื่อนก็ไม่มี รุ่นพี่ก็ไม่มี รุ่นน้องก็ไม่มี ครูก็ไม่มี เลยต้องเป็นนักเรียนชาวนาโดดเดี่ยว เรียนด้วยตนเองตามอัธยาศัย เพราะไม่รู้ว่าจะไปเรียนกับใคร

 

ผมพยายามนับรวมเวลาการมาทำงานของคนที่อ้างว่าเป็นชาวนา ปรากฏว่า เขามานากันปีละ ๕-๑๐  วัน

 

เวลาเขามา ก็มาแบบใส่หมวกไอ้โม่ง ขี่มอเตอร์ไซด์โฉบไปมา ถือว่า เขาได้มานาแล้ว

 

ผมจึงไม่เข้าใจว่า เขาเป็นชาวนาได้อย่างไร เขาแค่ขับรถโฉบไปมา

แทนที่จะลงไปสัมผัสนา ดูแลน้ำ ดิน พืช สัตว์ ผมไม่เข้าใจว่าจะดูแลนา ได้อย่างไร

 

ผมเลยสังเกตโดยวิธีหนึ่ง ว่าเขามานาตอนไหน

เลยได้จากหมอลำอีสาน ได้เวลาแต่เส้าเก้าโมง สิไปหาแม (ภาษาอีสาน) แล้วเขาก็ใช้วิธีเดียวกัน แต่เช้าเก้าโมง (ก็ คิดจะ)ไปนา แต่หลังจากคิดแล้วคิดอีก ก็เลยไม่ไป ทุกวันอาจเป็นเช่นนี้ ก็เลยไปนาแต่ในความคิด

 

เมื่อวันก่อนผมไปช่วยอบรมครูบาสุทธินันท์ ก็ได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาว่า ผู้เข้าอบรมทุกคนบ่น คิดถึงนา ไปอยู่สวนป่า ๓ วัน นอนไม่หลับ เพราะคิดถึงนา ผมก็ดีใจ คิดว่าจะเจอชาวนาตัวจริงคราวนี้ล่ะมั้ง

 

ถามไปถามมาก็ได้ความว่า ก็แค่คิด แต่ไม่ไปถึงนา เวลากลับไปบ้าน ก็ไม่ได้ไปนาเหมือนเดิม และก็ไม่เคยไปนาเลย ในระยะ หลายวันที่ผ่านมา สงสัยการเข้าฝึกอบรมจะทำให้คนคิดถึงนาละมั้ง

 

ผมพยายามสังเกตอีกด้านหนึ่ง ว่า ถ้าเขาไปนาแล้ว เขาจะทำอะไรบ้าง อย่างมากก็ไปหลังฝนตก สัก ๒-๓  วัน ที่น้ำแห้งไปแล้ว หรือไปวันที่จะไถนา ดำข้าว แต่ไม่เคยไปนาแบบเตรียมการล่วงหน้า ก็เลยทำอะไรไม่ทันสักที น้ำก็ไม่ทัน กล้าก็ไม่ทัน ดินก็ไม่ทัน

 

พอไม่ทัน ก็ต้องไปหาคนช่วย

 

ใครหล่ะครับ จะช่วยเขาได้ มีแต่นายทุนหน้าเลือดนั่นแหล่ะครับ ยื่นมือมาช่วย พร้อมขอส่วนแบ่งก้อนโตทุกครั้ง ก็เลยกลายเป็นที่มาของการทำนา แบบขาดทุน ทุกครั้ง  เลยเป็นสาเหตุหนึ่งของความยากจน เขาคิดแต่จะพึ่งคนอื่น  คนที่เขาให้พึ่ง เขาก็ค้ากำไรกันทั้งนั้น  คนเลยไม่อยากเป็นชาวนา ไม่อยากมานา ไม่อยากทำนา เพราะอาจเห็นการทำนา เป็นเรื่องทุกข์ ไม่สนุกเลย มีแต่ขาดทุน ไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลย

 

แล้วกระดูกสันหลังของชาติ อยู่ตรงไหนล่ะครับ

ผมเคยท่องตำรา สมัยเด็ก  ชาวนา เป็นกระดูกสันหลังของชาติ ผมสงสัยว่า กระดูกสันหลัง อยู่ที่ไหน ผมไม่เคยเห็นเลย

บัดนี้ ผมยืนอยู่ที่นา ก็เห็นแต่นา แต่ไม่มี ชาวนา

 

เห็นแต่คนที่ทำตัวเป็นเศษขยะลอยตามน้ำ ตามกระแส แล้วยังกล้าเรียกตัวเองว่า ชาวนา

นี่แหล่ะ ชะตากรรมของประเทศไทย

 

ขาดชาวนาที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ แล้วเราจะพัฒนาได้อย่างไร เราจะพึ่งตัวเองได้อย่างไร ใครจะพึ่งเราได้บ้าง จะทำเนินงานตามแผนเศรษฐกิจพอเพียง ได้อย่างไร เมื่อเขาทำตัวเยี่ยงทาส รอให้คนสั่ง ค่อยทำงานตามหลังเวลาที่เหมาะสม จึงไม่สมควรเรียกตัวเองว่า ชาวนา ที่สามารถเป็นกระดูกสันหลังของชาติได้

 

แล้วต่อไป ประเทศชาติจะพัฒนา และอยู่ต่อไปได้อย่างไร

 

 ชาวนาไทย (ตัวจริง)อยู่ที่ไหนครับ ได้ยินแล้วตอบด้วยครับ

หรือ สูญพันธ์หมดแล้วครับ