ชาวบ้านตำบลเขาปู่ อ.ศรีบรรพต จ.พัทลุง ประมาณ 80 คน ซึ่งผมและทีมงานไตรภาคีฯ ได้มาทำเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันตาม “โครงการพัฒนาศักยภาพทีมสุขภาพภาคประชาชน” เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2549 ที่ผ่านมา เอื้อให้เกิดเวทีขึ้นโดย สอ.เขาปู่ ซึ่งมีหมออนามัยผู้หญิงล้วน 2 คน อยู่ปฏิบัติการเท่านั้น และรับผิดชอบ 9 หมู่บ้าน เป็นอย่างนี้มานานแล้ว คำถามว่าทำไมเขาอยู่กันได้ เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก แต่เอาไว้บันทึกหลัง ๆ ยังจะมีเรื่องเล่าจากที่นี่อีกหลาย ๆ บันทึก เพราะประทับใจมาก

     มีอยู่ตอนหนึ่งในขณะที่ได้แบ่งกลุ่มตามอายุ เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่ม “คนแต่แรก (คนสมัยก่อน)” “คนในอยู่ (คนยุคปัจจุบัน)” และ “เด็กรุ่นไหม” (คนอนาคต) [ในเครื่องหมายคำพูดให้อ่านเป็นภาษาใต้] ผมมอบโจทย์ว่า... “คนแต่ละยุค (จะ) อยู่กันอย่างไร” โดยให้แต่ละกลุ่มแยกไประดมสมองกันและกลับมานำเสนอต่อที่ประชุม

     ในกลุ่มของคนปัจจุบัน (ตามภาพ) ได้นำเสนอในหลาย ๆ ประเด็นที่น่าประทับใจมากคือ “ปัจจุบันนี้ เวาลาจะคุยกันก็ต้องเสียตังค์ คนเมื่อก่อนคุยกันได้สบาย ๆ” เป็นประเด็นหนึ่งที่ผมตั้งใจว่าจะขยายความในอีกบันทึกหนึ่ง แต่ในบันทึกนี้จะขอกล่าวถึงประเด็นแรกสุดที่ทางกลุ่มได้ให้ความสำคัญสูงสุดในการจัดเรียง คือ “คนปัจจุบันขาดอิสระ เสรีภาพ” ผมนั่งฟังด้วยใจจดใจจ่อว่าเขาคิดอะไรต่อ และจะอธิบายสิ่งที่เขา (กลุ่ม) คิดออกมาในลักษณะใด แล้วก็ทึ่ง...ใช้คำนี้แหละครับเหมาะที่สุด

     คนโดยเฉพาะชาวบ้านอย่างเรา ๆ ในปัจจุบันถูกบังคับโดยกฎหมาย กฎระเบียบ ต่าง ๆ นานา ที่ไม่เคยทราบมาก่อน มากมายจนทำตัวไม่ถูก ไปติดต่อราชการก็ต้อง...อย่างนั้น...อย่างนี้ สุดท้ายไปแล้วไปอีกก็ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร แถมถูกต่อว่ากลับมาอีกว่า “ไม่รู้เรื่องอะไรเลย” “ไม่มีการศึกษา ก็พูดยากอย่างนี้แหละ” ฯลฯ เป็นวลีที่ “พี่วี” (คนถือไมค์) พรุ่งพรูออกมา ทำให้ทั้งผู้เข้าร่วมเวที ทีมงาน และผมหัวเราะ เออออ ไปกับพี่เขา ลึก ๆ กลุ่มนี้ยังคิดไปไกลกว่านั้น โดยพี่วีได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “กฎเกณฑ์ ต่าง ๆ น่าจะเป็นความจำเป็นระดับต่ำสุดที่เรา ๆ จะร้องขอ แต่ใช่ว่าจะไม่มีเสียเลย”

     ผมเริ่มเปิดประเด็นต่อกับ “พี่วี” ในช่วงพักเที่ยงว่าทุกวันนี้เราเลือกทางเดินชีวิตผิดไปไหม ที่อะไร ๆ ก็ต้องบังคับกัน ทำไมเราไม่เลือกที่จะทบทวนเพื่อนำเอาของเก่า ๆ ของ “คนแต่แรก” กลับมาใช้อีกบ้าง เช่นการเอื้ออาทรกัน การให้ใจกัน การนับย่านสาวโยด หรือการอยู่ด้วยกันแบบเครือญาติ ตามที่กลุ่ม “คนแต่แรก” (คนในอดีต) ได้นำเสนอไว้ และดูท่าทางหลังการสนทนา “พี่วี” คิดอะไรได้หลายอย่าง ในฐานะผู้นำชุมชน ผมคงต้องติดตามดูอีกครั้งว่าพี่เขาจะขยายผลจากความเข้าใจนี้ไปอย่างไรบ้าง

     ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เรียกว่าโดนจุดดวงใจผม เมื่อกลุ่มนี้นำเสนอในประเด็นที่ว่า “กฎเกณฑ์ เป็นความจำเป็นระดับต่ำสุดที่มนุษย์ร้องขอ” เพราะการใช้กฏเกณฑ์ต่าง ๆ มาบังคับใช้ในสังคม เป็นการสร้างแรงจูงใจเชิงลบ ซึ่งผมจะไม่ค่อยเชื่อถือนักว่าจะได้ผลในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันหากไม่มีเสียเลยก็ย่อมจะไม่เกิดผลดีในกรณีที่มีคนรวมกันอยู่เป็นหมู่มาก แต่หากมีมากเกินพอดีนี่แหละที่ทำให้เกิดความสับสน อาจจะไม่รู้ทั่วถึงเท่าเทียมกัน ไม่เข้าใจ หรือเจตนาอย่างชัดแจ้งที่จะไม่ให้รู้อย่างชัดแจ้งโดยเท่าเทียมกัน อย่างนี้กฏเกณฑ์ที่ว่าก็รังแต่จะสร้างความทุกข์ให้เกิดขึ้น ตรงกับที่ชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง เล็ก ๆ ที่มาร่วมเวทีฯ มีอาชีพทำสวนผลไม้ ทำสวนยางพารา ได้สะท้อนออกมาตรง ๆ ว่า “ขาดอิสระ เสรีภาพ” ทั้ง ๆ ที่อยู่ในระบบการปกครองแบบประชาธิบไตยเต็มใบ (ตามที่ว่า...กัน)

     อนึ่งมองว่าเป็นธรรมชาติโดยสามัญหรือว่า...อย่างไร ที่กฎระเบียบมีไว้เพื่อข้ามพ้น หลีกหนี หลีกเลี่ยง ฉ้อฉล หรือการได้แหกกฎ เป็นเรื่องเท่ห์ เป็นเรื่องที่ดี ก็ไม่ทราบได้ ฉะนั้นเราจะมีกฏเกณฑ์ ไว้เป็นพันธนาการทำไมตั้งมากมาย ทำไมเราไม่พยายามปลดพันธการนี้กันเสียบ้าง เรียกว่า “No-Condition” หรืออยู่กันอย่างไร้เงื่อนไขใด ๆ เสียบ้าง (ไม่ใช้ทั้งหมด) เราอาจจะค้นพบความสุขเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ต่อจิตใจ และต่อความเป็นมนุษย์ก็ได้...น่าลองดู