อารมณ์ดี

ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม
บ้านที่ข้าพเจ้าอยู่ติดกับบ้านหลังใหญ่ แม้มันจะดูทรุดโทรมไปมากตามกาลเวลาก็เถอะ บ้านหลังนั้นมีเด็กหญิงตัวผอมๆ ชอบใส่เสื้อผ้าสีสดใส บางวันถักเปียด้วยหนังยางหลากสีสัน บางวันใส่เสื้อสายเดี่ยว กระโปรงบานย้อนยุค เหมือนตัวละครในภาพยนตร์เรื่องปริศนา และจะรู้ทันทีเมื่อเธอมาเยี่ยมมาเยือน เพราะเสียงรองเท้าส้นสูงคู่นั้นของเธอกระทบกันกับพื้นดังโปกๆ จนแก้วหูกระเทือน เธอก็คือ "หนูน้อยมหัศจรรย์ แพมมี่" ผู้ที่ถูกชักชวนให้เข้ามาในวงโคจรน้ำหมึกของข้าพเจ้า โดยเด็กหญิงเจน หรือเจนเน็ตเป็นผู้ชักนำ แพมมี่เธอเติม "เน็ต" ต่อท้ายเจนเพราะจะได้เป็น "เจนเน็ต and แพมมี่"

เสาร์อาทิตย์แพมมี่และเจนเน็ตจะวิ่งจูงมือกันผ่านสนามหญ้าด้านหน้า ตรงมายังบ้านข้าพเจ้า เจนเน็ตรับหน้าที่ไกด์กิตติมศักดิ์ แนะนำซอกมุมภายในบ้าน ชี้ชวนดูรูปถ่ายวิวทิวทัศน์ต่าง ๆ ที่ข้าพเจ้าถ่ายไว้ รื้อค้นหนังสือเพื่อหาของเล่นตามประสา

บางครั้งข้าพเจ้าก็ให้ดินสอ ปากกา กระดาษ เอาไปนั่งวาดรูปกันสองคนอยู่หน้าบ้าน เด็กผู้หญิงสองคนเล่นคุณครูกับนักเรียน หรือผลัดกันทำกับข้าว โดยเก็บใบไม้ ก้อนหินแถวนั้นมาปรุงเป็นอาหาร เมื่อข้าพเจ้าเปิดทีวีเสียงดัง เจนเน็ตเอ็ดเข้า "นี่สองคนนะ หนูขอความสงบหน่อยจะได้ไหม หนูจะวาดรูปไม่มีสมาธิเลย" ข้าพเจ้ามองหน้าแหวว (แล้วยิ้ม) "ดู้......ดู เจ้าเจนเน็ตขู่เราเสียด้วย" เราสองคนนึกขำ

สักครู่เจนเน็ตเปิดประตูเข้ามาถามข้าพเจ้าว่า "พี่หน่องขา............สีอะไรผสมกันแล้วได้สีเขียวคะ" ข้าพเจ้าเลยแกล้งย้อนกลับไปบ้าง "นี่เจนเน็ต พี่ขอความสงบหน่อยจะได้ไหม จะดูทีวี ไม่มีสมาธิเลย" พอโดนย้อนเข้าอย่างนี้เจนเน็ตก็แก้ลำทันที "ไม่เอาน่า เมื่อกี้หนูล้อเล่นฮ่ะ" "น่ะ....นะ.....น.....สีอะไร" ออ...ไหลไปได้นะเจ้าหนูเจนเน็ต

เจนเน็ตเป็นน้องสาวเร ข้าพเจ้าเคยเล่าให้คุณฟังครั้งหนึ่งแล้วในเรื่อง "เจนกะเร" เจนเน็ตกับเจนก็คนเดียวกันน่ะล่ะ แหวเคยให้นิยามของเจนหรือเจนเน็ตว่าเป็นเด็กหญิงที่น่ากอดน่าฟัดที่สุด แถมยังมีคำพูดตลก ๆ ให้เราหัวเราะทุกครั้งที่เจอกับเจนเน็ต

อย่างวันก่อนข้าพเจ้ากับแหววขับรถจะไปตลาด เห็นเจนเน็ตกับพ่อวุธข้ามทางม้าลายกำลังจะไปขึ้นรถกลับบ้าน เลยเอามาเล่าให้เจนเน็ตฟัง เจนเน็ตเอ็ดกลับมาให้อีกว่า "เฮ้อ......สองคนนี่ยังไงกัน เจอกันทำไม ไม่ยอมทักกัน ใช้ไม่ได้ ทีหลังต้องทักกันนะ" เจนเน็ตเขาก็อย่างงี้ล่ะ เราเหมือนเพื่อนกัน เขารู้สึกกับเรายังไง เขาก็พูดออกมาตรง ๆ ก็คนมันจริงใจนี่

อีกครั้งหนึ่ง ครอบครัวน้องเจนเน็ตออกไปกินข้าวนอกบ้าน ขับรถผ่านบ้านข้าพเจ้า เห็นปิดไฟมืด พี่อ้อยแม่ของเจนเน็ตพูดขึ้นมาลอยๆ ว่า "พี่หน่องกับพี่แหววสงสัยไปตลาด" เจนเน็ตก็บ่นทันทีว่า "เอะ.....ยังไงกันสองคนนี้ ผ่านมากี่ทีกี่ทีก็ไม่อยู่ ค่ำมืดดึกดื่นป่านนี้ ไม่รู้จักกลับบ้านกลับช่อง" พี่อ้อยเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง ข้าพเจ้าฟังแล้วก็ขำจนท้องคัดท้องแข็ง "เจนเน็ตเขาก็อย่างงี้ล่ะพี่ พวกกันก็ต้องเป็นห่วงกันธรรมดา"

เมื่อพูดถึงเจนเน็ตก็ต้องพูดถึงแพมมี่ เพราะสองคนเป็นคู่หูคู่ฮา เสาร์อาทิตย์ก็จะวิ่งเล่นด้วยกัน โผล่บ้านโน้นที โผล่บ้านนี้ที แพมมี่มีจักรยานคันเล็ก ๆ เอาไว้ปั่นในซอย ส่วนเจนหรือเจนเน็ต ข้าพเจ้าเข้าใจว่าคงปั่นจักรยานยังไม่เป็น เห็นแต่กลิ้งตกจักรยานอยู่มากกว่า เวลาที่แพมมี่ปั่นจักรยานจากต้นซอยไปท้ายซอย ข้าพเจ้าก็เห็นเจนเน็ตวิ่ง ตุ...ตุ...ตามหลังจักรยานแพมมี่ ส่วนแพมมี่ก็ปั่นโฉบไปโฉบมา สองคนสนุกสนานเฮฮา ก็มีบ้างบางครั้งเห็นเจนเน็ตต้องลงเข็นจักรยานของแพมมี่ คงเพราะอยากขี่บ้าง ไม่เป็นไรขี่ไม่ได้ เข็นก็ได้ว่ะ อะไรทำนองนั้น

วิ่งเล่นกันจนเหนื่อยก็จะแวะมาดื่มน้ำดื่มท่าที่บ้านข้าพเจ้า บ่อยครั้งเจน....... "พี่แหวว...พี่แหวว...หนูปวดอึ" พออึเสร็จพี่แหววจะตามไปล้างก้นให้ ส่วนแพมมี่ก็วิ่งไปดูเจนเน็ต อึ! ในห้องน้ำแล้วเดินมาหน้าบ้านที่ข้าพเจ้านั่งอยู่ หัวเราะเอิ๊กอ๊าก....... "เจนเน็ตอึแตก ฮา....ฮ้า...ฮ้า" จนข้าพเจ้าต้องบอกเจนเน็ตว่า ถ้าคราวหลังพี่แหววไม่อยู่ เจนเน็ตปวดอึ วิ่งกลับไปบ้านเลยนะ พี่หน่องไม่ล้างอึให้เด็กเด็ดขาด (เจนเน็ตทำหน้างง) เด็กอึเหม็น....ฮา...ฮา....ฮา ไม่เชื่อถามแพมมี่ดู ปวดอึทีไรต้องมาอึบ้านพี่หน่องพี่แหววทุกที "ฮือ...." เจนเน็ตพยักหน้ายียวน เดินกลับไปนั่งวาดรูปกับแพมมี่ต่อหน้าบ้าน

วันต่อมาข้าพเจ้าเลยไปซื้อสมุดวาดเขียนกับอุปกรณ์สีน้ำมาให้เด็กๆ ที่แวะเวียนมาบ้านหลังเล็กของข้าพเจ้า จะได้สนุกสนานกับการระบายสี ข้าพเจ้ารู้สึกว่าการมีเด็กๆ มาเล่นอยู่ใกล้ๆ ทำให้เราสองคนพลอยรู้สึกสนุกไปด้วย บางครั้งก็ได้เห็น ได้ฟังอะไรน่ารักๆ หลายๆ อย่างในความเอื้อเฟื้อระหว่างเพื่อนตัวจ้อยสองคน ฟังเสียงพูดดัดจริต จีบปากจีบคอนตามประสาเด็ก หรือเสียงอ้อน ๆ ของเจน ที่อ้อนแพมมี่ชวนให้เล่นด้วยกันต่อก็เพลินดี

บางครั้งสองคนกรี๊ด.....โดยไม่มีสาเหตุ สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าปนขำขันให้ข้าพเจ้ากับแหววไม่น้อย อยู่กับเด็กๆ ไม่ต้องมีเหตุผลให้ฟุ่มเฟือย เดี๋ยวเศร้า เดี๋ยวสนุก เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องให้ เดี๋ยวกรี๊ด........

ปุ๊บปั๊บ ๆ ก็วิ่งกลับบ้านใครบ้านมัน เด็กส่วนใหญ่เขาใช้ความรู้สึกนำความคิด ส่วนเหตุผลมีมั่งไม่มีมั่งไม่เป็นไร เดี๋ยวโตขึ้นมาก็เก่งอย่างท่านผู้นำนั่นแหละ เด็กไม่ซีเรียส......ขอบอก....คำขวัญวันเด็ก บังคับให้หนูท่องก็ท่องแล้วไง จะเอาอะไรกันอีก

เสาร์นี้แพมมี่กับเจนเน็ตไม่ยักมาเล่นที่บ้าน วันนี้ข้าพเจ้านอนตื่นสายเกือบ 11 โมง (เพราะเมื่อคืนดูบอลโลก) แพมมี่สาวน้อยมหัศจรรย์ ที่เรียกว่ามหัศจรรย์ก็เพราะพลังเสียงแปดหลอดของเธอสิ ตัวเล็กนิดเดียว ไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน โตขึ้นส่งประกวดไปรับจ้างกรี๊ด คงเข้าทีดี

เช้าวันนั้น...ได้ยินเสียงแพมมี่ถามแม่ของเขาว่า "แม่....แม่.......แอนบอกว่าแนนเป็นลูกเศรษฐี แม่รู้หรือเปล่าว่าลูกเศรษฐีเป็นยังไง" ข้าพเจ้ารอฟังคำตอบอยู่เช่นกัน "ลูกเศรษฐีเป็นยังไงแม่" "ลูกเศรษฐีก็คือลูกคนรวยๆ ไงล่ะลูก มีบ้านหลังใหญ่ ๆ มีรถยนต์คันโตๆ มีเสื้อผ้าสวยๆ ใส่ มีคนใช้เยอะแยะ"

แพมมี่ถามแม่ของเขาต่อด้วยน้ำเสียงสับสนและสงสัยมากขึ้น "แม่...แม่...แม่...แล้วหนูเป็นลูกเศรษฐีหรือเปล่าแม่" (เอ..ถ้าเป็นผมจะตอบยังไงดี) ว่าแล้วคนตอบก็อึ้งๆ ไปเหมือนกัน เขาจะตอบยังไง?

ข้าพเจ้าได้ยินเสียงแพมมี่ชัดเจนอีกครั้งว่า "หนูอยากเป็นลูกเศรษฐีแม๊..! ไม่เอา....ไม่เอาแม่...หนูอยากเป็นลูกเศรษฐี" เสียงอ้อนพยายามต่อรอง ส่วนข้าพเจ้านอนยิ้มฟังสองแม่ลูกคุยกันอย่างเพลิดเพลิน ข้าพเจ้าขี้เกียจลุกนอนเล่นเพลินสบายอารมณ์

"แม่....แม่" "อะไรอีกละแพม" "ไอ้ตัวพีกับตัวเอ็นภาษาอังกิต..มันอ่านว่ายังไง แม่"

"ก็อ่านว่ว่พีเอ็น็นนั่นล่ะลูก" "ไม่ใช่หนูหมายถึงแปลเป็นไทยว่าอะไร"

พีเอ็น นะรึ ! ก็แปลว่า พนไง ...พีเอ็น = พน " เสียงแพมมี่เงียบไปสักพัก "จริงเหรอแม่........หนูรู้แล้ว ๆ พีเอ็น ...อ่านว่าพน" เสียงแพมมี่มีความสุข

"พีเอ็น-พน แม่สอนภาษาอังกฤษให้หนูอีกนะแม่...."

ข้าพเจ้าก็มีความสุขเช่นกัน เมื่อได้ฟังสองคนคุยกัน ข้าพเจ้ารู้สึกถึงความไร้เดียงสา และความน่ารักของเด็กน้อยมหัศจรรย์ นี่ไม่ใช่เรื่องตลกแต่เป็นเรื่อง "ยิ้ม" เมื่อนึกถึงเหตุการณ์นี้ทีไร ก็ยิ้มออกมาได้ทุกที "ยิ้ม...ยิ้ม......ยิ้ม" แล้ววันนี้คุณล่ะยิ้มบ้างหรือยัง?

มันดีนะ........ขอบอก