เมื่อพิจารณาคำว่า "ศาสนา" ที่เป็นคำกลางๆ ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นศาสนาใด คำนี้ อาจให้ความรู้สึกทั้งในทางบวกและทางลบ

   ทางบวก : ผู้สนใจศาสนาจะเห็นความสำคัญของศาสนาในฐานะเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ของมนุษย์ผู้มีความเชื่อมั่นในอะไรบางอย่าง นอกจากนั้น ผู้มองข้ามเลย "ศาสนา" ไป ครั้นพบว่า สิ่งที่ตนศึกษามานั้นยังไม่สามารถให้คำตอบที่ดีเฉพาะตนได้ จึงหันเข้ามาดูว่า "ศาสนา" มันมีอะไร ทำไมคนที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก จึงเอ่ยถึงกันเสมอ ศาสนาจึงกลายเป็นอะไรที่น่าศึกษา และดูเหมือนเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ทีเดียว

  ทางลบ : เมื่อคนพิจารณาบุคลิกบุคคลที่อยู่ในศาสนา ในฐานะตัวแทนศาสนา อาจให้ความรู้สึกที่ต่างจากคนที่มีความเชื่อมั่นเป็นที่ตั้ง ศาสนาไม่ได้เจริญมั่นคงจากความสามารถของคนที่ไม่มีความเชื่อมั่นในศาสนา เมื่อเราซึมซับมิติที่ไม่ชอบมาพากลของศาสนา และรวมเอาบุคคลในศาสนาที่ไม่มีความเชื่อมั่นมาเป็นตัวแทน เราจะรู้สึก "อยาก" ห่างไกลจาก "ศาสนา" เป็นยิ่งนัก ในมุมมองของบุคคลประเภทนี้ ศาสนาไม่ใช่คำตอบที่ดีสำหรับชีวิตเขา จึงยึดเอาสิ่งอื่น อย่าง "วิทยาศาสตร์" เป็นคำตอบ ดังนั้น วิทยาศาสตร์ จึงอาจเป็นศาสนาหนึ่งในปัจจุบันและอนาคต

   การวิเคราะห์ข้างต้นเป็นความเห็นเล็กน้อยส่วนตัว อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทย มีหลักสูตรเกี่ยวกับศาสนาและมีสถาบันทางศาสนาจำนวนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการเปิดหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้ศาสนาโดยให้สอดคล้องกับระบบการศึกษาปัจจุบัน กระนั้น ผู้ที่เข้าไปเรียนควรจะเป็นผู้ที่ "เรียนเพื่อชีวิต" ไม่ใช่ "เรียนเพื่อประกอบอาชีพ" โดยคนที่ขอเลยผ่านหลักสูตรแบบนี้จะมีคำถามในใจว่า "เรียนศาสนาไปทำอะไร ไม่เห็นจะนำไปประกอบอาชีพอะไรได้"

  เราอาจแบ่งหลักสูตรศาสนาออกเป็น ๒ กลุ่ม ๑) ศาสนาบริสุทธิ์ ๒) ศาสนาประยุกต์ (จัดแบ่งเหมือนกับปรัชญาและวิทยาศาสตร์) โดยที่ ศาสนาบริสุทธิ์ จะศึกษาเรื่องราวทางศาสนาโดยเฉพาะ ส่วนศาสนาเชิงประยุกต์ เป็นการศึกษาเชิงเปรียบเทียบ การนำไปใช้กับระบบต่างๆ ในสังคม สำหรับประเด็นที่ ๒ สถาบันทางศาสนามีข้อจำกัดคือ ไม่สามารถจะเจาะฟองไข่ออกไปสู่โลกที่หลากมิติได้ การศึกษาศาสนาในแนวประยุกต์จึงค่อนข้างลำบาก

  ผู้เขียน หลังจากที่เฝ้าเข้าไปแอบดู "วิทยาลัยศาสนา" ของ ม.มหิดล เป็นเวลามากกว่า ๒ ปี เมื่อวานทราบว่า มีการเปิดรับสมัครเพื่อเข้าศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต (ศาสนศึกษา) และหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (ศาสนศึกษา) เป็นหลักสูตรนานาชาติ หลักสูตรเดิมคือ ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต (ศาสนศึกษา) ส่วนหลักสูตรระดับปริญญาตรีนั้น เปิดมานานแล้ว เท่าที่ติดตามข่าว ค่อนข้างจะคัดเลือกผู้เรียนพอสมควร ดูเหมือนว่า วิทยาลัยแห่งนี้ กำลังจะทำลายความคิดที่ว่า "เรียนศาสนาไปทำอะไร ไม่เห็นจะนำไปประกอบอาชีพอะไรได้" ดังนั้น ไม่มีอะไรที่มนุษย์ทำไม่ได้ ปัญหาที่ว่านั้นมันไม่ใช่ปัญหาเลย หากมนุษย์มีความสามารถพอ

  สำหรับหลักสูตรระดับปริญญาโท และระดับปริญญาเอก นั้น เมื่อเข้าไปอ่านใน รายละเอียดของหลักสูตร ทำให้ต้องมาตั้งคำถามว่า "เขาทำได้อย่างไร...ใครเป็นคนร่างหลักสูตรแบบนี้" เท่าที่พยายามเข้าไปในเวปมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในประเทศไทย ดูเหมือนว่า หลักสูตรของมหิดล แตกต่าง ฉีกแนว ให้อยากรู้อยากเห็นทีเดียว...................

  เมื่อหลายปีก่อนผู้เขียนซื้อสะตอจากนครศรีธรรมราช เพื่อไปฝากคนรู้จักที่จังหวัดชุมพร ผู้ที่ผู้เขียนให้ความเคารพเป็นอย่างยิ่ง โดยยังไม่เห็นว่าใครจะมาเทียบได้ในตอนนี้ ท่านหนึ่ง แนะนำว่า เลือกฝักที่ดีๆ (สมบูรณ์ เม็ดอิ่มๆ ไม่มีร่องรอยถูกกัดแทะ...) เอาไปฝากเขา ส่วนที่ไม่สวยเราเอามากินกันได้ สิ่งที่ผู้เขียนขัดแย้งในใจ "ทำไมเราไม่เลือกเอาฝักสวยๆเก็บไว้กินเองล่ะ" แต่ก็เลือกฝักที่สวยๆนั่นแหละเพื่อนำไปฝากผู้ที่รู้จักตามคำแนะนำของท่าน อันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสะตอและเป็นสิ่งที่ควรทำคือ จงเลือกสิ่งดีๆ ให้กับผู้อื่น

  เสียงกระซิบแว่วๆ มาว่า ว้าๆๆ ผมก็อดเรียนสิ่งดีๆ ใหม่ๆ แบบนี้สิ เพราะผมไม่เก่งภาษาอังกฤษ และทิ้งมาจนไม่เหลือแล้ว..ไม่เหลือจริงๆ นี่หากเป็นหลักสูตรภาษาไทยนะ ผมจะทำวิทยานิพนธ์ให้ลึกถึงจิตวิญญาณเชียวแหละ"

  อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนรู้สึกชื่นชม ชื่นชอบกับหลักสูตรนี้มากถึงมากที่สุดเลย จึงโทรไปรบกวนเพื่อนที่เพิ่งเข้าไปเรียนที่มหิดลช่วยซื้อใบสมัครมาให้ดูหน่อย.........การศึกษาปัจจุบันต้องเป็น "นานาชาติ" มิฉะนั้น คุณคือจุดอ่อน .... เจาะฟองไข่ออกไป...ถ้ามันง่ายเขาคงไม่เรียนกันหรอก...แต่เอ๊ะ การเรียนระดับปริญญาเอก คือ อัตตกิลมถานุโยคหรือเปล่า...มันจะเป็นก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นไม่ใช่คำตอบของเรา

  ขอบคุณครับ