เริ่มต้นวันแรกกับการเรียนวิชากฎหมาย อิอิ

        รู้สึกว่ายังไม่เคยบันทึกเกี่ยวเก็บเนื้อหาที่เรียนมาเลยค่ะ วันนี้ขอลองมาทบทวนสักนิดนะค่ะ กับวิชากฎหมายธุรกิจ 1(กม. 201) ซึ่งเพิ่งเคยเริ่มต้นเรียนเป็นครั้งแรก หลังจากที่เปิดเรียนมาหลายอาทิตย์แล้ว แต่ไม่มีอาจารย์เข้าสอนประมาณ สองอาทิตย์ได้... อิอิ

        ก่อนจะเข้าเนื่อหาขอพุดถึงอาจารย์ผู้สอนสักนิดนะค่ะ แบบว่าเห็นบุคลิกท่านแล้วเหมือนจะฮ่านะค่ะ แต่ว่าก้ฮ่ากันไม่ออกซะแล้ว....เพราะว่าท่านเล่นเอาเรื่องคะแนนที่เหมือนจะทำได้ยากๆจริงๆมาขู่ซะก่อน อิอิ ก้เป็นธรรมเนียมค่ะ เจอหน้ากันวันแรก โม้ความหลัง เอ๊ย เล่าประวัติ และประสบการณ์ความหลังให้ฟังเป็นธรรมดา อิอิ (ไม่รู้ที่อื่นจะเป็นเหมือนกันหรือเปล่านะค่ะ) ....

        พอเข้าสู่เนื้อหาที่เรียน (เรียนกับอาจารย์ท่านนี้ไม่มีการฉายสไลด์ หรือ ใช้เอกสารใดๆ สอนกันสดๆเลยค่ะ...อันนี้ท่านบอกนะค่ะว่าคิดกันสดๆ อิอิ) กฎหมายนั้นมีความสำคัญมากๆนะค่ะ เพระว่าควบคุม ไปในทุกๆเรื่องๆเลยก็ว่าได้ เริ่มตั้งแต่เรื่องใกล้ตัว จนถึงเรื่องไกลตัว กฎหมายที่เราจะเรียนในวิชานี้มีอยู่สามประเภทนะค่ะ คือ

1 กฎหมายแพ่ง (Civil Law)

2 กฎหมายพาณิชย์ (Commercial Law)

3 กฎหมายธุกิจ (Business Law)

แต่ว่าวันนี้ขอทบทวนแค่เรื่องกฎหมายแพ่งก่อนนะค่ะ เพราะว่าพึ่งเรียนแค่เรื่องนี้ อิอิ ค่ะสำหรับกฎหมายแพ่งนั้น เป็นกฎหมายที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ และความสัมพันธ์ของบุคคล ตั้งแต่เกิดจนตาย....

กฎหมายแพ่ง (Civil Law)

1 การเริ่มต้นสภาพบุคคล

สภาพบุคคลย่อมเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อ คลอด แล้ว อยู่รอด เป็นทารก และสิ้นสุดลงเมื่อตาย

คลอด หมายถึง การที่ทารกออกมาจากครรภ์มารดาหมดทั้งตัวแล้ว

อยู่รอด หมายถึง มีอาการของการมีชีวิตด้วยตัวเอง เช่น ร้อง หายใจ หรือมีการเคลื่อนไหวเป็นต้น

2 การสิ้นสุดสภาพบุคคล

การสิ้นสุดสภาพบุคคลนี้มีอยู่ 2 กรณีค่ะ

    1 เมื่อตาย เป็นการสิ้นสุดหรือการตายโดยธรรมชาติ

     2 สาบสูญ เป็นการสิ้นสุดหรือการตาย โดยกฎหมาย มาตรา 48 (อาจารย์ผู้สอน บอก ว่ามาตรา 48 แต่แอบไปเห็นใน เอกสารประกอบการสอน เป็น มาตรา 62 และ 64 เลยงงๆ ว่าอันไหนดี)

มาตารา 48

         ถ้าบุคคลใดไปเสียจากภูมิเลาเนา หรือถิ่นที่อยู่ โดยไม่ได้ตั้งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปไว้ และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เมื่อมีผู้มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการร้องขอศาลจะสั่งให้ทำอย่างหนึ่งอย่างใดไปพลางก่อนตามที่จำเป็นเพื่อจัดการทรัพย์สิ้นของผู้ไม่อยู่นั้นก็ได้

        เมื่อเวลาได้ล่วงเลยไปหนึ่งปี นับตั้งแต่วันที่ผู้ไม่อยู่นั้นไปเสียจากภูมิเลาเนา หรือถิ่นที่อยู่ และไม่มีผู้ใดได้รับข่าวเกี่ยวกับบุคคลนั้นประการใดเลยประการใดเลยก็ดี หรือหนึ่งปีที่ได้มีผู้พบเห็นหรือได้ทราบข่าวมาเป็นครั้งสุดท้ายก็ดี เมื่อบุคคล ตามวรรคหนึ่งร้องขอ ศาลจะตั้งผู้จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยุ่ขึ้นก็ได้

สำหรับวันนี้ก็ได้มาเท่านี้ละค่ะ อิอิ อยากลองเขียนทบทวนเนื้อหาวิชาที่เรียนมาอ่ะค่ะ หากให้ข้อมูลผิดพลาดประการก้ต้องขออภัยด้วยนะค่ะ