ระดับชั้น ๑ มีเรื่องที่ภาคภูมิใจคือ

พิธีกรรมหน้าเสาธง ที่ตอนแรก เด็กๆชั้น ๑ จะยังไม่รู้ความสำคัญจึงยังไม่ได้ให้ความร่วมมือนัก เมื่อรู้เหตุก็ต้องมาดูปัจจัยเสริม นั่นคือ ตัวครู เมื่อมีการทำความเข้าใจเรื่องพิธีกรรมหน้าเสาธงกับครูที่จัดกันในช่วง เพลินภาวนา เป็นการกระตุ้นให้ครูรู้สึก ชวนกันมาระลึกถึงความรู้สึกในพิธีกรรมหน้าเสาธงก่อนในเบื้องต้น จากนั้นก็เริ่มฝึกเด็กในระดับชั้นทีละห้องอย่างเข้มข้น เมื่อเด็กเข้าใจก็เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันตาเห็น เด็กมีภาวะที่พร้อมที่จะเรียนรู้ในสิ่งใหม่ ปัจจัยที่สำคัญคือ ความพร้อมและความเข้าใจของครูและเด็กในสิ่งที่ทำมีความตรงกันก็จะนำพาการเปลี่ยนแปลงได้

การจัดสภาพห้องเรียนที่เอื้อต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ เพราะมีการมองความต่อยอดทั้งจากวิชาที่เด็กๆได้เรียน มาสู่การงานจริงโดยจัดเป็นโครงงานในช่วง โครงงานชื่นใจได้เรียนรู้ เห็นว่าห้องเรียนที่สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กนั้นก็ต้องมาจากตัวเด็กเอง และโครงงานนั้นเป็นทั้งการสร้างกระบวนการเรียนรู้และสร้างความเป็นเจ้าของห้อง ปัจจัยความสำเร็จ คือ ความร่วมมือกันระหว่างครู ผู้ปกครอง นักเรียน กระบวนการที่สอดคล้องกับการเรียนรู้และวิถีชีวิต จนเกิดความภาคภูมิใจร่วมกัน

การนำเสนอโครงงาน ชื่นใจ...ได้เรียนรู้ ในภาควิมังสาที่เห็นศักยภาพของเด็กชั้น ๑ สามารถประมวลความรู้ของตนเองได้เต็มศักยภาพ จัดการดูแลตนเอง เพราะเด็กเห็นครูเป็นแบบอย่างมาตลอดทั้งปี ครูเป็นตัวอย่างที่ทำอย่างจริงจัง เหมือนคำพูดที่มักพูดกันเสมอว่า ครูเป็นอย่างไรเด็กก็เป็นอย่างนั้น จนเด็กเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานโครงงานมากขึ้นครูจึงเริ่มให้โจทย์ที่ท้าทายกับเด็กมากขึ้น เด็กก็สามารถทำได้ดี มีความจริงจัง ปัจจัยความสำเร็จ คือ การส่งเสริมและการเป็นตัวอย่างที่ดีจากครู

ส่วนทักษะทางวิชาการของเด็กๆที่มีการสะสมและเห็นพัฒนาที่ดีขึ้น เพราะ ครูทุ่มเทกำลังกายและใจตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นตอนเลิกเรียนหรือตอนปิดเทอม เพราะอยากให้เด็กทั้งห้องได้พัฒนาไปด้วยกัน

ความร่วมมือกับผู้ปกครองที่เป็นไปด้วยดี มีทิศทางในการมองพัฒนาการเด็กไปในทิศทางเดียวกัน สร้างบรรยากาศเป็นกันเอง แม้แรกๆจะรู้สึกอึดอัด แต่ก็เริ่มคุ้นเคยแล้ว ครูก็สามารถที่จะพูดคุยอย่างเปิดใจ ด้วยความจริงจัง และตรงไปตรงมาโดยไม่ต้องอ้อมค้อมได้