มหาวิทยาลัยชีวิตจะแห้ว เพราะวุฒิการศึกษาแบบใหม่ สังคมจะยอมรับหรือไม่

|
คนรุ่นเก่าพัฒนา ว่าที่บัณฑิต โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น อีเมลติดต่อ
|
|
13 วิกฤต การศึกษานอกโรงเรียน ตามอัธยาศรัย
มหาวิทยาลัยชีวิต จะแห้ว เพราะวุฒิการศึกษาสังคมจะยอมรับหรือไม่ ?
นักศึกษาที่รักทุกท่านคะ วันนี้มีข่าวเกี่ยวกับการศึกมาเล่าให้ฟัง อ่านมาจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน หน้า 26 ลง วันพุธที่ 29 สิงหาคม 2550 มีความว่า ดังนี้ จะขอลอกเลยคะ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2550 นางจรวยพร ธรณินทร์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)กล่าวในการประชุมผู้บริหารสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ว่า ภาวะวิกฤตของการศึกษานอกระบบในสังคมไทยมีสาเหตุ 13 ประการ นักศึกษาที่รักทุกท่านคะ เขาว่ามา แต่ที่แสดงความคิดเห็นดิฉันเป็นผู้แสดงเองนะคะ ในหนังสือพิมพ์ไม่มีแสดง
1.คนทั่วไป ไม่เข้าใจความหมายและความแตกต่างระหว่างการศึกษานอกระบบ.....การศึกษาตามอัธยาศัย......และการศึกษาตลอดชีวิต ..... ว่ามันมีความจำเป็น ต้องแตกต่างกัน เพราะอะไรและทำไม แต่ก่อนไม่เห็นมี ----ขอให้ความคิดเห็นว่าคนไทยอืดอาดหรือเปล่าถามใครหละนี่ ใครเกี่ยวข้องตอบที
2.สังคมส่วนใหญ่มองการศึกษานอกระบบเป็นทางเลือกสุดท้าย-----ท่านเพื่อนๆนักศึกษาอ่านแล้ว ใช่ที่ว่าไหม พากันมาเรียน เหมือนไม่มีอะไรที่จะทำดีกว่านี้ หรือที่อื่นเขาไม่รับ เลยเป็นจุดสุดท้ายที่ต้องเลือก คิดว่าไม่นะ เพราะพวกเราชอบศึกษาไม่ต้องมาให้เลือก เมื่อมีโอกาส มีเวลาต้องเรียนไว้ การเรียนรู้ไม่มีวันสาย กบนอกกะลาดีกว่า หรือว่าไง?
3.สังคมมองผลผลิตการศึกษานอกระบบยังไม่มีคุณภาพ ----------นักศึกษามหาวิทยาลัยชีวิต จะเถียงเขาไหมเนี่ย เพราะมันอยู่ที่คนตั้งใจศึกษา ส่วนคนที่ไม่ตั้งใจ หรือไม่พร้อมที่จะเรียน คัดออกเลย ดีไหมหรือนัดมาเรียนหรือสอบแข่งกับ ศูนย์เรียนรู้กระนวน จะดีไหม กลัวจริง
4.กลุ่มเป้าหมายการศึกษานอกระบบเป็นผู้ด้อยฐานะทางเศรษฐกิจ ไม่สามารถเข้ารับบริการได้อย่างต่อเนื่อง---อาจใช่ เพราะตอนเด็กพ่อแม่ยากจน ไม่มีเงินส่งเสียให้เรียนสูงได้ พอโตขึ้นมาฐานะดีขึ้น ช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว เมื่อมีคนให้โอกาส และให้โอกาสตนเอง พร้อมจึงมาเรียน ใช่เนาะ แล้วก้เรียนแค่วันเสาร์อาทิตย์เท่านั้น เอง วันธรรมดาก็ทำงาน เก่งอีก ทั้งเรียนทั้งทำงาน สู้ สู้ นะ
5.มีปัญหาเรื่องความไม่พร้อมทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารของผู้จัดบริการ ทำให้กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงแหล่งข้อมูล เรียนรู้ไม่เท่ากัน ---อาจใช่ เพราะนักศึกษาบางคนไม่มีคอมพิวเตอร์เป็นของตนเอง ส่วนคนที่มีคอมพิวเตอร์ ก็มีอินเตอร์เน็ทมีเวบหาความรู้ได้ด้วยตนเอง ฉะนั้นคนที่มี นี้ย่อมได้เปรียบ ทำอย่างไร นักศึกษา จะต้องเรียนรู้และแสวงหาความรู้จากอินเตอร์เน็ทเป็น จะได้มีความรู้เท่าเทียมกัน แม้แต่จะติดต่อถึงมหาวิทยาลัย ก็ต้องทำเป็น ในระดับนี้
----คิดว่าอินเตอร์เน็ทตามโรงเรียน เพื่อค้นคว้า ก็มีแล้ว เพื่อนๆบางคนก็มี สถานที่ราชการบางแห่งก็เปิดโอกาส ให้นักศึกษาที่ทำงานอยู่ได้ใช้เวลาว่างหาความรู้ หรือทำรายงานได้เพื่อส่งเสริมบุคคลากรของตน เช่น อบต.
6.กระแสวัตถุนิยมทำให้ประชาชนมีศิลธรรมเสื่อมลง การจัดการเรียนรู้ให้เป็นคนดี จึงทำได้ยากขึ้น--คิดว่าใช่ การเรียนมีส่วนช่วย อย่างน้อยคนจะมีจิตสำนึกขึ้น จะดี มีเหตุผลขึ้นกว่าไม่ได้เรียน จริงไหม คือดีขึ้นหน่อยหนึ่ง ถ้าสอนแบบศีลธรรมแทรก เข้าไปในวิชาเรียนในตอนนั้นของแต่ละวิชา คนสอนต้องใส่ใจขึ้น ไม่ใช่สอนแต่วิชาของตนเองถนัดหรือรับผิดชอบเท่านั้น เน้นหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่แก่งแย่งชิงดีกัน หรือเห็นแก่ตัวหรือไปนิยมของนอก ของทันสมัย ซึ่งแท้จริงแล้ว ของไทยแท้ ก็ดีไม่แพ้กัน เพียงแต่ไม่มีใครสนใจนำมาพัฒนา ให้ดีขึ้นเท่าเทียม ได้ พอทำมาได้ ก็ดันว่าเราลอกเลียนแบบ หรือมีลิกขสิทธิ์ไป
ตามจริง การมีลิกขสิทธ์ หรือจดสิทธิบัตรไว้ แต่นิสัยคนไทยทำแล้ว ไม่รู้ว่าตนเองเก่ง สมควรที่จะหวงแหน เลย ไม่รู้จักทำลิกขสิทธิ์ หรือจดสิทธิบัตร คนต่างประเทศมาเห็นช่องทาง นำไปจด ไม่รู้กี่อย่างแล้ว(คนละเรื่องเดียวกันหรือเปล่า)
7.การบริหารจัดการในระดับสำนัก ซึ่งไม่เป็นนิติบุคคล ไม่เอื้อต่อการจัดการ---อาจจะใช่ เพราะต้อลงทุนมาก ไม่รู้ว่าจะประสบผลสำเร็จแค่ไหน คนที่จะนำไปจัดการต่อ เข้าใจวัตถุประสงค์แค่ไหน และผู้เรียนไปจะมั่นใจแค่ไหน หมายถึงมหาวิทยาลัยชีวิตที่กำลังศึกษาอยู่นี้ ไม่ได้ไปเรียนทุกวันเหมือนนักศึกษาทั่วไป แต่ไปเรียนในถิ่นที่ไม่ใช่ของตนถาวร คือเรียนตามสถานที่ราชการที่ว่างและสะดวกแล้วแต่จัดการให้ สุดแท้แต่จะจัดให้เรียนตรงไหนที่ไหน ตามสะดวก เลยจัดการตามสะดวกด้วย มันก็ไม่เอื้ออยู่แล้ว เพราะต้นสำนักอยู่ไกล แต่ไม่ต้องห่วงมากเท่าไหร่ เพราะคนที่มาเรียนก็เป็นผู้สูงอายุ มีความคิดกันแล้ว มันต้องบริหารจัดการแตกต่างกันกับวัยรุ่นที่ไปเรียนทุกวัน ที่ต้องบังคับเขาได้ สำหรับผู้ใหญ่เขามีงานทำ เขามีรายได้ เขามีฐานะแล้ว ก็สุดแต่ใจจะไขว่คว้า ไม่ต้องบังคับเขา ก็มาเรียน หรือไม่มาเรียน ก็ต้องสอบให้ได้ แล้วนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาในท้องถิ่นตน
8.บริหารจัดการ---อาจจะตามมีตามเกิด มันก็อยู่ที่จุดประสงค์ ถ้ามีใจเรียนซะอย่างจะบริหารแบบไหนก็ว่ามาได้ แต่การบริการ การสอน กรุณาเลือกอาจารย์ที่สอนผู้ใหญ่เป็นด้วย เพราะผู้เรียนไม่ใช่วัยรุ่นนะ ผู้ไม่ใช่ผู้สูงอายุก็มี เขาคิดว่า ใช่เรียนไปแล้วจะพากันแห้ว เพราะเขาอาจจะไม่รับรองวุฒิทางการศึกษาแม้นรับรองแล้ว จะสามารถไปสมัครงานทั่วไปได้หรือไม่ แล้วเราจะเสียเวลาเรียนไหมเนี่ย แล้วไปสมัครทำงาน เขาจะพากันรับทำงานไหมเนี่ย หรือเรียนไปเป็นผู้นำชุมชนเท่านั้น ใครว่าไง
9.ยังติดยึดแนวคิดจัดการศึกษาเอง ขาดแนวคิดในรูปเครือข่ายเท่าที่ควร ---อาจจะใช่ เรียนไม่สัมพันธ์กัน บทเรียนควรเหมาะสมกับท้องที่นั้น พัมฒนาทุนที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น แล้วนำทุนทุกอย่างที่มีอยู่ นำมาจัดการให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชนนั้น ให้ยั่งยืน ไม่ใช่สอนไปแล้ว ไม่สามารถนำมาช่วยเหลือท้องถิ่นตนได้ ก็พากันเลือกทางเลือกใหม่ คือย้ายไปทำมาหากินที่อื่นเพราะท้องถิ่นตน ถ้าอยู่ไป ก็ไม่รู้จะทำมาหากินอะไร เช่นจะให้คนในเมืองเรียนการทำนาก็ไม่ควร และคนนอกเมืองชนบท ก็เรียนเพื่อที่จะเข้าไปทำงานในเมือง ทิ้งถิ่นฐานบ้านช่องตนเอง สู่ความศิวิไล ไม่หวนกลับมาพัฒนา พากันทิ้งถิ่นเหมือนเดิม แบบเรียนก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ให้ทันยุค ส่วนเครือข่ายก็ที่เรียนแบบเดียวกันได้ติดต่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันบ้าง เพราะแต่ละที่ อาจมีของดีต่างกัน แลกกันได้
10.ประเด็นการถ่ายโอนภาระกิจ กศน. ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังขาดความชัดเจน--- ก็เพราะองค์กรท้องถิ่นเองความรู้ก็ไม่มาก เช่น อบต. อบท.จะทำอะไรก็ไม่เข้าท่า เขาถึงให้มาเรียนกันระดับปริญญาตรีอยู่นี่แหละ จะได้มีความมั่นใจ และเข้าใจวิถีชีวิตคนในท้องถิ่น สามารถนำพาการศึกษาต่างๆในท้องถิ่นตนให้เข้าล็อค ตามชีวิตในท้องถิ่นนั้น มีไหม
11.บุคลากร กศน. ยังขาดทักษะและประสบการณ์จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับการพัฒนากำลังคน โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรม และวิสัยทัศน์ใหม่ของการศึกษายุคเทคโนโลยี---อันนี้---- กำลังคนด้านอุตสาหกรรมก็คงชอบเป็นลูกจ้างมากกว่านายจ้างเพราะการเป็นนายจ้าง จะต้องกล้า และมีทุนมาก ก็ไปเรียนวิชาช่างกลไป จบแล้วก็ไปทำงานในเมือง จะเป็นนายจ้างต้องใจถึงด้วยทุนมากด้วย และการสอนวิชาชีพ ควรให้เขาทำได้จริง เช่นเสริมสวย เย็บเสื้อผ้า ทำอาหารขายตามแนวถนัดและพรสวรรค์ของเขา แต่วิชาอุตรสาหกรรมพัฒนากำลังคนที่จะมาทำอุตรสาหกรรม ก็คงจะเข้าไปอยู่ในเมือง ทิ้งถิ่นอีกแล้ว
ที่สำคัญควรนำทุนหรือวัตถุในท้องถิ่นมาเสริมรายได้ ไม่ต้องลงทุนมาก แต่ให้ประโยชน์และมีรายได้ให้แก่ชุมชนแบบยั่งยืนไม่ใช่แบบชั่วคราว ทำเพื่อได้ถ่ายรูปแล้ว หลังจากนั้นไม่ติดตามผล ยังไม่พอ ไปเริ่มทำโครงการใหม่อีกไปเรื่อยๆ ไม่พัฒนาโครงงานเดิมให้ดีๆยิ่งขึ้น แต่ที่ว่ามาก็ขาดครูสอนจริงๆด้วยเพราะอาชีพบางอย่างมันเป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่น ภูมิปัญญาชาวบ้าน ต้องแสวงหาปราชญ์ชาวบ้าน ที่มีความสามารถในเรื่องๆนั้น มาแนะนำหรือสอนตามทุนที่หาได้ ซึ่งทุนบางอย่างที่มีกลับมองข้าม เช่นหมอสมุนไพร ใช้สมุนไพรเป็นยา รักษาชาวบ้านได้ ไม่จำเป็นต้องวิ่งมาโรงพยาบาลตลอดไป นอกจากว่าเกินความสามารถจริง(แต่เคยได้ยินว่า ทำไมไม่รีบมาโรงพยาบาล ไปรักษาเอง มาช้าไป) และหมอบางคนมีความสามารถรักษาได้ ก็ไปว่าเขาเป็นหมอเถื่อน หมอชาวบ้านบางคนเก่ง เพียงแต่ไม่มีใบรับรองความสามารถ ทางรัฐบาลจะช่วยเขาได้แบบใด ที่เขารักษาได้ แต่ไม่ผิดกฏหมาย เพราะเขามีประสบการณ์จากการเคยเป็นหมอรักษาทหาร หรือเป็นผู้ช่วย มาก่อน น่าจะให้เขาได้มีโอกาสเรียนให้มั่นใจ แล้วออกใบรับรองความสามารถ เพราะคนมีประสบการณ์อยู่แล้ว(คิดนอกประเด็นอีกแล้ว)
12.ยังขาดการขับเคลื่อนยุทธ์ศาสตร์การศึกษาตลอดชีวิตเป็นวาระแห่งชาติ ----มัวแต่ประท้วงกันอยู่ เลยไม่มีเวลาคิด จริงไหม ตามจริงที่กำลังศึกษาอยู่นี้ก็เป็นมหาวิทยาลัยชีวิต เหมือนเอาปัญหาของท้องถิ่น ของประเทศมาเรียนเพื่อการแก้ไขและพัฒนาตามรูปแบบที่เรียนมา คิดว่าใช่ ถึงแม้เอาไปสมัครงานก็ยังคิดหน้าคิดหลัง ไม่รู้เขาจะรับหรือเปล่า แต่ถ้าเรียนแล้วนำมาพัฒนาท้องถิ่น ใช่เลย เพราะบทเรียนต่างๆ มาส่งเสริมประสบการณ์ที่มีอยู่ ให้ดีขึ้นพัฒนาขึ้น คิดว่ารุ่นบุกเบิกนี้ เมื่อเรียนจบแล้ว จะต้องมีใครคนหนึ่ง หรือหลายคน นำไปพัฒนาได้ และมหาวิทยาลัยชีวิตมีทั่วประเทสไทย จะต้องมีบ้างหละ มีตำแหน่งทางสังคม
13.ผู้บริหาร กศน.ต้องพัฒนาทักษะเป็นมืออาชีพ ถึงจะฝ่าวิกฤตการศึกษานอกระบบในสังคมไทยได้----ใช่ หาคนรุ่นใหม่ไฟแรง ส่วนคนรุ่นเก่าก็ต้องมีความุ่งมั่นและมีอุดมการณ์ถึงจะฝ่าฟันวิกฤติได้ ให้ค่าบริหารเขาพิเศษซิ ค่าสอน เขาจะได้ไม่วอกแวก เพราะเขาก็ทิ้งเวลาส่วนตัวออกมาสอนให้ก็ดีแล้ว แทนที่เขาจะได้พักผ่อน จริงไหมเนี่ย ไม่ต้องห่วงอาจารย์ที่ศูนย์เรียนรู้กระนวน ใจถึงอยู่แล้ว ยังไม่รู้รายได้ ยังตั้งใจมาสอนให้เลย ขอบพระคุณแทนนักศึกษาด้วย
ท่านผู้ใด เข้าใจระบบการศึกษาแบบนี้ หรือแบบไหน จะแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม เสริมกันเข้ามา เพราะที่ดิฉันเขียนลงไป ตอบเองในบางครั้งมันเป็นการเข้าใจผิด หรือเข้าใจถูก ให้ความกระจ่างได้ อย่างน้อยนักศึกษารุ่นน้องที่กำลังชั่งใจ จะได้ตัดสินใจเรียนเลย ไม่ต้องคิดมาก จะได้มีคนรุ่นใหม่มาพัฒนาคนรุ่นเก่าเพิ่มขึ้น อย่าปล่อยให้คนรุ่นเก่าตายไปก่อนแล้ว ประเทศถึงจะพัฒนา