สวัสดิการของผู้รับบำนาญ

สวัสดิการของผู้รับบำนาญ

 

ผู้รับบำนาญมีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ของตนเองและบุคคลในครอบครัว รวมทั้งเงินช่วยการศึกษาบุตรตามสิทธิที่กำหนดในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง  สรุปได้ดังนี้

1. ค่ารักษาพยาบาล

ข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข. หรือไม่เป็นสมาชิก กบข. ยังคงมีสิทธิในการขอรับเงินสวัสดิการจากทางรัฐบาลทุกประการ

1.1    ผู้มีสิทธิรับบำนาญมีสิทธิรับเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของตนเองและบุคคลในครอบครัวของผู้รับบำนาญ    ได้แก่

§     บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือบรรลุนิติภาวะแล้วแต่เป็นคนไร้ความสามารถ  หรือเสมือนไร้ความสามารถ และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้รับบำนาญ แต่ไม่รวมถึง บุตรบุญธรรมหรือบุตรบุญธรรมที่ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของผู้อื่นแล้ว

§       คู่สมรส ของผู้รับบำนาญ

§       บิดามารดา ของผู้รับบำนาญ

1.2    วิธีการและสถานที่ขอเบิก

§       เบิกได้ทั้งกรณีผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน

§       ยื่นขอเบิกที่หน่วยงานที่แสดงความจำนงขอรับ

§       ขอเบิกได้ภายใน 1 ปี นับถัดจากวันที่ปรากฏในหลักฐานการรับเงินของสถานพยาบาล

2.   เงินช่วยการศึกษาบุตร

ผู้รับบำนาญมีสิทธิได้รับเงินช่วยการศึกษาบุตร สำหรับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีอายุไม่เกิน 25 ปี ในวันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปี  แต่ไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม  และบุตรซึ่งบิดามารดายกให้เป็นบุตรบุญธรรมของผู้อื่น

ผู้มีสิทธิ

§       บุตรลำดับที่ 1 ถึงลำดับที่ 3 โดยให้นับเรียงลำดับ การเกิดก่อนหลัง

§       บุตรที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาของทางราชการ

§       บุตรที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาของเอกชน

วิธีการและสถานที่ขอเบิกเงินช่วยการศึกษาบุตร

§       นำใบเสร็จรับเงินมาเบิกกับหน่วยงานที่ผู้ขอเบิกแสดงความจำนงขอรับบำนาญไว้

§       ขอเบิกได้ภายใน 1 ปี นับแต่วันเปิดภาคเรียนแต่ละภาค

 

3.  การได้รับพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ / พระราชทานเพลิงศพ / พระราชทานดินฝังศพ และพระราชทานหีบเพลิง

หลักเกณฑ์ในการขอพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ

ผู้มีสิทธิได้รับพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ เพลิงศพ ดินฝังศพ และหีบเพลิง ต้องมีตำแหน่งชั้นและยศ ดังต่อไปนี้

1.   พระสมณศักดิ์ ตั้งแต่ชั้น พระครูสัญญาบัตร ขึ้นไป

2.   พระราชวงศ์ ตั้งแต่ชั้น หม่อมเจ้า ขึ้นไป

3.   ผู้ที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์

4.   ข้าราชการพลเรือนสามัญตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป

5.   ข้าราชการฝ่ายทหาร ตำรวจ ยศชั้นร้อยตรี ขึ้นไป

6.   พนักงานเทศบาลตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป

7.   ผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตั้งแต่  เบญจมดิเรกคุณาภรณ์ (บ.ภ.) และ  เบญจมาภรณ์มงกุฏไทย (บ.ม.) ขึ้นไป

8.   ผู้มีเกียรติที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จุลจอมเกล้า (จ.จ.) หรือ            ตราสืบตระกูล  (ต.จ.) ขึ้นไป

9.   ผู้ที่ได้รับพระราชทานเหรียญ รัตนาภรณ์ รัชกาลปัจจุบัน

10. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ สมาชิกสภาจังหวัด สมาชิกสภาเทศบาลที่ถึงแก่กรรม

11. รัฐมนตรีที่ถึงแก่อนิจกรรม

12. ผู้ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นกรณีพิเศษ

สำหรับ พระสมณศักดิ์ พระราชวงศ์ ข้าราชการ  ถ้าทำลายชีพตนเอง ไม่พระราชทานเพลิง และเครื่องประกอบเกียรติยศ

ผู้มีสิทธิได้รับพระราชเพลิงศพ เป็นกรณีพิเศษ

1.  ผู้อยู่ในราชสกุล  ชั้นหม่อมราชวงศ์ และหม่อมหลวง

2.  พระสงฆ์ที่พระราชาคณะพิจารณาขอพระราชทานให้

3.  พนักงานรัฐวิสาหกิจระดับสูง

4.  ผู้ที่ได้รับพระราชทานเหรียญราชรุจิ เหรียญกล้าหาญ และเหรียญชัยสมรภูมิ

5.  ผู้ที่ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ เช่น ศิลปินแห่งชาติ นักกีฬาระดับชาติ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ  อดีตสมาชิกสภาจังหวัด หรือ อดีตสมาชิกสภาเทศบาล  

6.  ผู้ทำประโยชน์ เช่น บริจาคเพื่อการกุศลคิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 300,000 บาท บริจาคร่างกายหรืออวัยวะ

7.  บิดามารดาของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับ 6 หรือเทียบเท่า  ขึ้นไป

8.  บิดามารดาของผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตริตาภรณ์ช้างเผือก (ต.ช.) ขึ้นไป

9.  บิดามารดาของพระสมณศักดิ์ ตั้งแต่ชั้น พระครูสัญญาบัตร  ขึ้นไป

ขั้นตอนการขอรับพระราชทานเพลิงศพ

1.   กรณีขอรับพระราชทานเพลิงศพ

เจ้าภาพ หรือ ทายาท ผู้ประสงค์ขอพระราชทาเพลิงศพ  จะต้องทำหนังสือแจ้งไปยังกระทรวงเจ้าสังกัดของผู้ถึงแก่กรรม  โดยระบุ

*    ชื่อ ตำแหน่ง ชั้น ยศ ของผู้ถึงแก่กรรม

*    ถึงแก่กรรมด้วยโรคอะไร  ที่ใด  เมื่อใด

*    ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์  อะไรบ้าง

*    มีความประสงค์จะขอรับพระราชทานเครื่องเกียรติยศประกอบศพอย่างไรบ้าง

*    ประกอบการฌาปนกิจศพที่วัดใด  จังหวัดใด  และวันเวลาใด

                                      2.   กรณีขอรับพระราชทานเพลิงศพ  เป็นกรณีพิเศษ

เจ้าภาพ หรือ ทายาท ผู้ประสงค์ขอพระราชทานเพลิงศพ  เป็นกรณีพิเศษ  ต้องทำหนังสือถึงเลขาธิการสำนักพระราชวัง  โดยระบุ

*    ชื่อ -  สกุล และประวัติโดยย่อของผู้ถึงแก่กรรม

*    ถึงแก่กรรมด้วยโรคอะไร  ที่ใด  เมื่อใด

*   ระบุคุณงามความดีที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ หรือคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์การพิจารณาการขอพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ

*    ระบุ วัน เวลา สถานที่ที่จะประกอบการฌาปนกิจ

หลักฐานที่ใช้ในการขอพระราชทานเพลิงศพ  หรือพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ

เอกสารต่อไปนี้ให้แนบทั้งต้นฉบับและสำเนาไปพร้อมกับหนังสือหรือใบคำร้องด้วย

1.   ใบคำร้อง (สำหรับขอพระราชทานเพลิงศพ) หรือหนังสือแจ้งสำนักพระราชวัง (สำหรับการขอพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ)

2.  ใบมรณบัตรของผู้ถึงแก่กรรม

3.   ทะเบียนบ้านของทายาทของผู้ถึงแก่กรรม

 4.   บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรข้าราชการของทายาทของผู้ถึงแก่กรรม

5.   บัตรประจำตัวข้าราชการของผู้ถึงแก่กรรม

6.   หนังสือรับรองจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ  หรือใบอนุโมทนาบัตร  หรือใบประกาศเหรียญกล้าหาญ  หรือเหรียญชัยสมรภูมิ

7.   หลักฐานการได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ครั้งสุดท้ายของผู้ถึงแก่กรรม  หรือของทายาทของผู้ถึงแก่กรรม

ข้อสังเกต

ในการขอพระราชทานเพลิงศพนั้น จะต้องไม่ตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และวันเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติ พระราชพิธีฉัตรมงคล (และตามประเพณีนิยมที่ไม่มีการเผาศพในวันศุกร์)

ผู้มีสิทธิได้รับพระราชทานเพลิง ถ้าจะพระราชทานเพลิงในต่างจังหวัด  ยกเว้นปริมณฑลใกล้กรุงเทพฯ  ทางสำนักพระราชวังจะได้จัดหีบเพลิงให้กระทรวงเจ้าสังกัด หรือทายาทผู้ถึงแก่กรรมรับส่งไปพระราชทานเพลิง แต่ถ้าเป็นการพระราชทานเพลิงศพในกรุงเทพมหานคร และเขตปริมณฑลใกล้กรุงเทพฯ สำหรับระยะทางไม่เกิน 50 กิโลเมตร  สำนักพระราชวังจะจัดเจ้าพนักงานเชิญเพลิงหลวงไปพระราชทานโดยรถยนต์หลวง  ทั้งนี้  เจ้าภาพไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น