ดูแผนที่แล้วใกล้ ๆ น่า...นะ

การเดินทางของชีวิต ไปถึงเมืองสามหมอก ดูจากแผนที่แล้วใกล้ ๆ น่า...นะ  จึงไปสมัครสอบเป็นข้าราชการและได้บรรจุที่นั่นทันที   จึงใช้ชีวิตอยู่ 2 ปี 6 เดือน  ประทับใจหลายเรื่อง เริ่มเรื่องแรกก่อนนะค่ะ  ขณะที่นั่งทำงานอยู่ที่เค้าเตอร์รับชำระภาษี สามารถมองเห็นประชาชนที่มาใช้บริการงานทะเบียนราษฎร์ได้  มีผู้หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอุ้มลูกน้อยมาอยู่หน้าห้อง ท่าทางอ่อนเพลีย ดิฉันจึงออกไปทักทายเธอ เธอเล่าว่า ตัวเธอนั้นเป็นเมียของทหารขุนส่า ประเทศพม่า เดินทางมาตรวจครรภ์ ซึ่งอายุครรภ์แก่แล้ว เดินทางมาจากพม่า ผ่านบ้านในสอย ใช้เวลาเดินทางก็ค่อนวันแหละ พอมาถึงโรงพยาบาลศรีสังวาลย์ ก็ปวดท้องคลอดพอดี นอนที่โรงพยาบาล 1 คืน แล้วออกมาแจ้งเกิดลูก ผู้เป็นสามียังไม่รู้ว่าคลอดลูก  ดิฉันเห็นแล้วสงสารจัง กลับมาในห้องทำงานและขอรับบริจาคเงินหรือสิ่งของ จากเพื่อนร่วมงาน  ได้เงิน 200 กว่าบาท(เมื่อปี 2535) ดิฉันเอาผ้าเช็ดตัวของสามี (ซึ่งตอนนั้นไม่อยู่ไปอบรม) และแป้งโรยตัว  ขอผ้าเขียนป้ายของกองสาธารณสุขที่ไม่ใช้แล้ว เอาไว้ให้แม่ผูกลูกไว้กับอกเมื่อเดินทาง ดิฉันกับเพื่อนซึ่งมีรถยนต์ ขับรถไปส่งสองแม่ลูกใกล้แนวชายแดน ภายในรถ เราให้แม่นั่งเฉย ๆ ดิฉันเป็นคนอุ้มเด็ก เพื่อนเป็นคนขับ  พาสองแม่ลูกไปพักท้ายสวนของเพื่อน โดยมีผู้ดูแลสวนเป็นชาวพม่าสองสามีภรรยา บอกให้ดูแลสองแม่ลูกด้วยเป็นเวลาอาทิตย์หนึ่งแล้วจึงให้เขากลับบ้านได้   เวลาผ่านไป......ประมาณ 5  เดือน  ขณะที่นั่งทำงานอยู่ที่เค้าเตอร์ มีผู้หญิงอุ้มลูกท่าทางทมัดแทมง เข้ามาทักจำเฮาได้บ่  ดิฉันจึงมองหน้าแล้วคิด  อ้อ... สองแม่ลูกนั่นเอง ดิฉันจึงบอกเพื่อนร่วมงานมาดูเด็กกันพวกเราดีใจที่รู้ว่าคนที่เราช่วยไว้นั้นได้ถึงบ้านอย่างปลอดภัย  แต่มาคราวนี้พาสามีมาด้วย ยิ้มแฉ่งเชียวแหละ  เด็กก็น่ารัก จมูกโด่งด้วย  เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ทีไรยิ้มออกทุกที  ดีใจที่เราได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันถึงแม้ว่าไม่ใช่ชาติเดียวกัน ดีใจทีได้รับการต้อนรับจากชาวเมืองสามหมอกด้วยความรัก ความเมตตา ความเอื้ออารีย์ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่จังหวัดเดียวกัน   จะขอจดทำตลอดไป