การให้อาหารผู้ป่วย

ทางสายยาง   

Nasogastric tube Feeding..

  การให้อาหารทางสายยาง หมายถึงการให้อาหาร ( utrients )เข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร( Gastrointestinal system )โดยผ่านสายกลาง( tube ) ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานอาหารทางปากได้ และระบบทางเดินอาหารยังคงสามารถย่อยและดูดซึมอาหาได้( functional GI tract )

วิธีการให้อาหารทางสายอาหาร Intermittent enteral tube feeding เป็นการให้อาหารทาสายให้อาหารเป็นครั้งคราววันละ 4-6 ครั้ง ส่วนใหญ่มักจะให้ตามมื้อของอาหาร เพื่อเป็นไปตามแบบแผนการดำเนินชีวิตในการรับประทานอาหารของคนทั่วไป คือ อาหารเช้า อาหารกลางวัน อาหารเย็น และในกรณีที่อาหารเหลวมีปริมาณมาก อาจแบ่งเป็น 4 มื้อ คือก่อนนอนด้วย ส่วนระหว่างมืออาจจะให้เป็นน้ำเปล่าหรือน้ำหวาน เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ Continuous enteral tube feeding เป็นการใส่อาหารทางสายอาหารแบบต่อเนื่อง โดยหยดทางสายอาหารช้าๆในรายที่ผู้ป่วยไม่สามารถรับอาหารเหลวได้ทีละจำนวนมากๆ เช่น ในรายที่ผู้ป่วยมีปัญหาในการย่อยและดูดซึม การให้แบบ Continuous feeding จะต้องใช้อุปกรณ์ที่เป็นสายและมี clamp สำหรับปรับอัตราหยด ช้าๆและต่อเนื่องในเวลาที่กำหนดหรืออาจควบคุมจำนวนหยดด้วยเครื่อง ( Infusion pump)

การตรวจสอบตำแหน่งสายให้อาหาร การตรวจสอบปลายสายให้อาหารเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องปฏิบัติก่อนให้อาหารทุกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าปลายสายอาหารอยู่ในกระเพาะอาหาร และเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆจากการที่ปลายสายให้อาหารเลื่อนออกมานอกกระเพาะอาหาร( tube displacement )

วิธีการปฏิบัติ

• ทดสอบด้วยการดูดสิ่งตกค้างในกระเพาอาหาร( gastric residual )ถ้าได้สิ่งที่ตกค้างจากกระเพาะอาหารแสดงว่าปลายสายอยู่ในกระเพาะอาหาร ถ้าไม่มีสิ่งตกค้างจะต้องปฏิบัติตามวิธีที่ 2 ต่อ

• ฟังเสียงลมผ่านปลายสายอาหาร โดยใช้ Syringe Feed ดันลมเข้าไปประมาณ 15-20ml. ในผู้ใหญ่ และ 3-5ml. ในเด็กเล็ก พร้อมกับฟังด้วย Stethoscope 

 วิธีการให้อาหารทาง Nasogastric tube  

1. ล้างมือให้สะอาด

2. เตรียมอุปกรณ์ในการให้อาหารเหลว และ อาหารเหลวตามแผนการรักษา

3. บอกให้ผู้ป่วยทราบและกลั้นม่าน

4. จัดให้ผู้ป่วยนอนหงายศีรษะสูงหรือท่านั่ง ถ้าผู้ป่วยนอนหงายไม่ได้ให้นอนตะแคงขวาศีรษะสูงอย่างน้อง 30 องศาและสูงได้ถึง 45 หรือ 60 องศา

5. เปิกจุกที่ปิดรูเปิดสายให้อาหารและเช็ดรูเปิดด้านนอกของสายให้อาหารด้วยสำลีชุบน้ำต้มสุก

6. สวมปลาย Syringe Feed เข้ากับรูเปิดของสายให้อาหารแน่น แล้วดูดว่ามีอาหารเหลวมื้อก่อนเหลือค้างอยู่ในกระเพาะอาหารหรือไม่

7. ถ้าดูดไม่ได้อาหารเหลว ให้ตรวจสอบเพื่อยืนยันว่าสายให้อาหารยังคงอยู่ในกระเพาะอาหาร

• ถ้าดูดได้อาหารมื้อก่อน( gastric content )เหลือมากกว่า 1/4 ให้เลื่อนเวลาอาหารเหลวมื้อนั้นออกไปอีก 1 ชม . และถ้าหลังจาก 1 ชม.ไปแล้ว gastric content ยังไม่ลดลงให้รายงานแพทย์ทราบเพื่อวางแผนการรักษาต่อ

8. เมื่ออาหารเหลวปริมาตรสุดท้ายไหลออกเกือบหมด syringe ค่อยๆรินน้ำ 30 ml. ลงใน syringe และเมื่อน้ำไหลออกเกือบหมด syringe ให้ปฏิบัติดังนี้

• ถ้าไม่ต้องการให้ยาพร้อมอาหาร รินน้ำอีก 30 ml แล้วยก syringe ให้สูงให้น้ำไหลลงจนหมด syringe เพื่อล้างสายอาหาร

• ถ้าต้องการให้ยาพร้อมอาหารรินน้ำลงใน syringe ประมาณ 10 ml เทยาที่บดละเอียดแล้วลงใน syringe เขย่าเบาๆพร้อมยกขึ้นให้ยากับน้ำไหลลง ค่อยๆรินน้ำทีละน้อยลงใน syringe เพื่อล้าง syringe กับสายอาหารหลายๆครั้งจนไม่มียาเกาะติดข้าง syringe และไม่ควรใช้น้ำเกิน 50-60 ml.

• ถ้าเป็นยาหลังอาหาร ควรให้หลังอาหาร 1 ชม .

• ถ้ายาติดที่ปลาย syringe ไหลไม่ลงสวมจุกลูกสูบลงใน syringe พับสายอาหารไว้ ขณะเดียวกันเอียง syringe ไปมาเขย่าให้ยาหลุดออกจากปลาย syringe จากนั้นตั้ง syringe ตรงให้ยาไหลพร้อมกับเขย่า syringe ไปด้วย ไม่ควรใช้ลูกสูบดันเพราะจะทำให้จุกยางแน่นมากขึ้นหรือแรงดันอาจทำให้สายให้อาหารหลุดออกจากปลาย syringe

9. พับสายให้อาหาร ปลด syringe ออกจากสายให้อาหาร

10. เช็ดรูเปิดและด้านนอกของสายให้อาหารอีกครั้งด้วยสำลีชุบน้ำต้มสุก หรือ สำลีแอลกอฮอล์ Alcohal 70%

11. ใช้จุกปิดรูเปิดสายให้อาหาร

12. จัดให้ผู้ป่วยนอนในท่าตะแคงขวาศีรษะสูง 45 องศา หรือท่านอนหงายอีก 30 min -1 hr.

13. บันทึกปริมาณอาหารเหลวและน้ำที่ผู้ป่วยได้รับปริมารอาหารที่เหลือค้าง(ถ้ามี)พร้อมกับสภาวะแทรกซ้อน

14. เก็บอุปกรณ์เครื่องใช้ไปทำความสะอาด