หยง

 

ฐานเศรษฐกิจ 11 - 14 พ.ค. 51 - โรงสีครวญสภาพคล่องฝืด ยอมจ่ายค่านายหน้าให้กับ "หยง" ร้อยละ 1.50 แลกกับการรับเงินด่วนภายใน 10 วัน ยันไม่มีผลกดราคารับซื้อข้าวจากชาวนา ด้านบริษัทส่งออกข้าวท็อปเทนส่งออกไตรมาสแรกนี้ยังเป็นกลุ่มหน้าเดิมท็อปเทนปี 2550

แหล่งข่าวในวงการโรงสีข้าว เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าจากการที่ขณะนี้โรงสีส่วนใหญ่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง เนื่องจากราคาข้าวสูง และการรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาต้องจ่ายเงินสดให้กับชาวนาทันที หากเทียบกับปีที่ผ่านมาซื้อข้าวเปลือกจำนวนเท่าเดิมแต่ต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว ขณะที่ธนาคารเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ ทำให้โรงสีต้องเร่งรัดการรับเงินจากหยงซึ่งเป็นผู้รวบรวมข้าวจากโรงสีส่งขายให้กับผู้ส่งออก เวลานี้หากเร่งรัดให้จ่ายเงินเร็วขึ้นหยงจะคิดค่านายหน้า (ตัวแทนขายข้าว) เพิ่มขึ้นหรือในวงการจะเรียกกันว่า "ขายข้าวเงินด่วน" ซึ่งได้รับชำระเร็วที่สุดประมาณ 10 วันหลังส่งมอบข้าว หยงจะคิดค่านายหน้าร้อยละ 1.50 จากปกติคิดค่านายหน้าร้อยละ 0.75

"ปกติโรงสีจะขายข้าวผ่านหยง เมื่อตกลงซื้อขายโรงสีส่งมอบข้าวให้กับผู้ส่งออกแล้ว จะได้รับเงินจากผู้ส่งออกต้องใช้เวลา 1-3 เดือน ค่านายหน้าที่จ่ายให้กับหยงร้อยละ 0.75 แต่วันนี้โรงสีรอรับเงินนานเป็นเดือนไม่ได้ เพราะต้องรีบนำเงินมาเป็นทุนหมุนเวียน จึงยอมจ่ายค่านายหน้าเพิ่มขึ้น แม้จะจ่ายค่านายหน้าเพิ่มขึ้นแต่ไม่มีผลต่อการรับซื้อข้าวจากชาวนา กล่าวคือยังรับซื้อตามกลไกตลาด การยอมจ่ายค้านายหน้าเพิ่มเพราะต้องการเงินทุนมาหมุนเวียนให้เร็วขึ้นเท่านั้น"

ขณะที่แหล่งข่าวในวงการหยงยอมรับว่า ปกติการคิดค่านายหน้าซื้อขายข้าวระหว่างโรงสีกับหยง คิดกันที่อัตราร้อยละ 0.75 ระยะเวลาชำระเงินประมาณ 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับเวลาที่ผู้ส่งออกจะขายข้าวได้และได้เงินมาจ่ายให้กับหยง แต่ถ้าหากโรงสีรีบด่วนกันมากๆ หยงก็ต้องไปหาเงินมาจ่ายให้ก่อน แต่หยงก็ต้องคิดค่านายหน้าเพิ่มขึ้นเพราะหยงก็ต้องมีต้นทุนทางการเงิน ยิ่งเวลานี้ธนาคารเข้มงวดปล่อยสินเชื่อธุรกิจหยงแทบจะเป็นธนาคารให้กับธุรกิจโรงสีและผู้ส่งออกไปแล้ว เพราะต้องหาเงินไปจ่ายให้โรงสีก่อนที่ผู้ส่งออกจะขายข้าวออกต่างประเทศและได้เงินมาชำระโรงสี จึงมีความจำเป็นต้องคิดค่านายหน้าหรือค่าบริการเพิ่มขึ้น

"การชำระเงินของผู้ส่งออกอย่างเร็วสุดก็ 1 เดือน ภาวะปกตินานสุดก็ 3 เดือน ยกเว้นสำหรับบางรายที่ฐานะการเงินไม่ดี นานถึง 3-4 ปียังไม่ชำระเงินให้กับหยงก็มี และเจ้าของบริษัทส่งออกเหล่านี้ยังคงทำธุรกิจส่งออกข้าวอยู่ หากแต่ปิดกิจการบริษัทเดิมที่เป็นหนี้อยู่แล้วไปตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาทำการส่งออกแทน ซื้อข้าวในนามบริษัทใหม่ชำระเงินในนามบริษัทใหม่ แต่บริษัทเก่าที่เป็นหนี้กันอยู่ก็ยังคงค้างอยู่ ซึ่งลักษณะอย่างนี้มีร่วม 10 ราย"

ด้านข้อมูลจากสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ ระบุบริษัทส่งออกข้าวสูงสุด 10 บริษัทแรกในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ (ดูรายละเอียดในตารางประกอบ) หากเทียบกับท็อปเทนทั้งปีของปี 2550 ยังคงเป็นกลุ่มเดิมแทบทั้งสิ้น เพียงแต่มีการสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งกันเท่านั้นเอง โดยตำแหน่งที่ 1 และ 2 ยังเป็นของบริษัท นครหลวงค้าข้าว จำกัด และบริษัท เอเชียโกลเด้นไรซ์ จำกัด ส่วนตำแหน่งอื่นมีการสลับเช่นอันดับ 3 และ4 เป็นการสลับกันระหว่างบริษัท พงษ์ลาภ จำกัดและบริษัท ข้าวไชยพร จำกัด บริษัท ซีพี อินเตอร์เทรด จำกัด ผงาดขึ้นอันดับ 5 จากปี 2550 ทั้งปีอยู่อันดับ 9

ทั้งนี้มีข้อสังเกตบริษัทส่งออกข้าวที่อยู่ท็อปไฟว์ จะเป็นบริษัทที่ประมูลซื้อข้าวจากรัฐบาลช่วงปลายปี 2550 ได้แก่บริษัท นครหลวงค้าข้าว จำกัด บริษัท เอเชียโกลเด้นไรซ์ จำกัด บริษัท พงษ์ลาภ จำกัด บริษัท ข้าวไชยพร จำกัด บริษัท ซีพี อินเตอร์เทรด จำกัด

    โดย : ฐานเศรษฐกิจ        วันที่ 12/05/2008