แนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาของชาวไทยมุสลิมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นชาวไทยมุสลิม ที่มีวิถีการดำเนินชีวิตที่ต้องเป็นไปตามหลักการศาสนาในทุกเรื่องทุกเวลา ซึ่งมีความแตกต่างจากประชากรในภูมิภาคอื่น ทั้งด้านศาสนา วัฒนธรรมประเพณีทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ เป็นที่ยอมรับกันว่าการศึกษาเป็นบันไดขั้นแรกของการพัฒนา การศึกษาทำให้เกิดความสว่างทางความคิด ทุกสังคมยกย่องและยอมรับผู้มีการศึกษาสูง สังคมมุสลิมก็เช่นกัน มักยกย่องผู้มีการศึกษาศาสนาอิสลาม และส่งเสริมให้คนมุสลิมขวนขวายหาวิชาความรู้ ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่ส่งเสริมและกระตุ้นเตือนให้มุสลิมศึกษาหาความรู้ทุกด้านตลอดเวลา มิได้แยกความรู้ทางโลกและทางธรรมออกจากกัน แต่ต้องศึกษาหาความรู้ที่เป็นประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้ว่าศาสนาอิสลามไม่มีสถาบันนักบวช ทุกคนมีหน้าที่ต้องศึกษาเรียนรู้วิชาการรอบตัว ทั้งส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำมาหาเลี้ยงชีพไปพร้อมกับการศึกษาวิถีการปฏิบัติตนตามบทบัญญัติของศาสนาและปฏิบัติควบคู่กันไป
ด้วยความยึดมั่นผูกพันในศาสนา จึงส่งผลต่อพฤติกรรมการศึกษาของชาวมุสลิม ดังที่ Saleh (2002) ได้กล่าวถึงการจัดการศึกษาตามหลักการศาสนาอิสลาม ว่ามนุษย์แต่ละคนเป็นหน่วยย่อยที่สำคัญที่สุดของสังคม กล่าวคือ สังคมจะสงบสุขได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับบุคคลแต่ละคน การจะพัฒนาปัจเจกบุคคลให้มีความสมดุลในชีวิตได้ จำเป็นต้องมีความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ ดังนั้นการจัดการศึกษาจึงต้องสามารถพัฒนามนุษย์ให้ครบถ้วนและสมดุล ศาสนาอิสลามได้กำหนดวัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่มนุษย์ให้เป็นบุคคลที่สมบูรณ์ รู้หน้าที่ทั้งในส่วนหน้าที่ต่อพระผู้เป็นเจ้า หน้าที่ต่อตนเอง และเป็นสมาชิกที่ดีมีความรับผิดชอบต่อสังคม การจัดการศึกษาที่ดีต้องสร้างความสมดุลให้แก่มนุษย์อย่างองค์รวม เป้าหมายสูงสุดของการจัดการศึกษาตามแนวทางศาสนาอิสลาม คือ การพัฒนาจิตวิญญาณของมนุษย์ให้ยึดมั่น เคารพ ภักดี และยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้า ส่วนการพัฒนาด้านจิตใจนั้น ศาสนาอิสลามถือว่าจิตใจมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความคิด ศาสนาอิสลามเน้นให้มนุษย์มีการคิดอย่างมีเหตุผล และส่งเสริมให้มนุษย์ได้พัฒนาความคิดของตนด้วยการเรียนรู้จากทุกสิ่งรอบตัว
การจัดการศึกษาตามหลักการศาสนาอิสลาม ดำเนินการอยู่บนพื้นฐานของบทบัญญัติศาสนาอิสลามตามที่กำหนดไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานและตามแบบฉบับของท่านศาสดามูฮัมหมัดให้ความสำคัญในการบริหารจัดการตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล จะต้องให้ความสนใจในทุกด้านที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นด้านจิตวิทยา ด้านความสามารถ ด้านพฤติกรรม ด้านความต้องการ ด้านสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละบุคคล ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินงานของกลุ่มและองค์การต่อไป จัดกระบวนการบริหารให้ยืดหยุ่นรองรับกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ แต่ยังคงไว้ซึ่งระบบคุณธรรมอันดีงาม ให้ความสำคัญตั้งแต่ฐานรากของการพัฒนามนุษย์ซึ่งเป็นหน่วยเล็กที่สุดของสังคมให้มีศักยภาพ เป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพของการพัฒนาครอบครัว สังคม ประเทศชาติ ตลอดจนสังคมโลก โรงเรียนจึงเป็นศูนย์กลางที่สำคัญในการพัฒนาทั้งผู้เรียนและชุมชน ที่ต้องให้บริการทางการศึกษาอย่างมีคุณภาพและเป็นที่พึงพอใจ
การจัดการศึกษาตามหลักการศาสนาอิสลามมุ่งหวังที่จะก่อให้เกิดผลผลิตสำคัญ 5 ด้าน คือ
1. ด้านผู้เรียน กล่าวคือ ผู้บริหารและครูต้องบริหารและจัดการเรียนสอนโดยคำนึงถึงความต้องการ ความสามารถ อายุ และบุคลิกลักษณะของผู้เรียน เพื่อให้สามารถสร้างคุณลักษณะที่หยั่งรากลึกของมนุษย์ (Fitrah) และความยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้า (Taqwa) ให้เกิดแก่ผู้เรียน ทั้งด้านทัศนคติ ค่านิยม ศีลธรรม และพฤติกรรมที่บ่งบอกคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม
2. ด้านหลักสูตร กล่าวคือ โรงเรียนต้องจัดหลักสูตรให้สามารถพัฒนาผู้เรียนสู่ความเป็นมุสลิมที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งศาสนาอิสลามได้รวมถึงการพัฒนาทักษะกระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์ การเข้าถึงเทคโนโลยี ตลอดจนความเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรสู่การพัฒนาสังคมต่อไป
3. ด้านครู กล่าวคือ ในทำนองเช่นเดียวกันกับผู้เรียน ครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนที่มีการจัดการศึกษาตามแนวทางศาสนาอิสลาม ต้องเป็นผู้ที่มีคุณลักษณะที่หยั่งรากลึกของมนุษย์(Fitrah) และความยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้า (Taqwa) มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการสอนและการดูแลผู้เรียน อีกทั้งยังมีศีลธรรมที่ดีงาม
4. ด้านผู้บริหาร กล่าวคือ เป็นบุคคลสำคัญอันดับแรกที่จะนำบทบัญญัติและแนวทางการจัดการศึกษาตามหลักการศาสนาอิสลามมาสู่การปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการจัดการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งศาสนาอิสลามได้กำหนดคุณลักษณะของผู้บริหารการศึกษาว่า ต้องเป็นผู้ที่ภักดี (Ta’ah) มีความยำเกรง (Tawakkal) ต่อพระผู้เป็นเจ้า มีความสามารถในการควบคุมงาน มีความรับผิดชอบต่องาน มีคุณลักษณะและมารยาทที่งดงาม (Akhlaq) มีสมรรถนะในงาน มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ และมีความ ยุติธรรม
5. ด้านความสัมพันธ์กับชุมชน กล่าวคือ โรงเรียนควรพัฒนานโยบายและแนวทาง
การพัฒนาโรงเรียนร่วมกับชุมชน เปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม มีการจัดกิจกรรมร่วมกัน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อการพัฒนาโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง
ความสำคัญของศาสนาอิสลาม ดังกล่าว มีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังที่ พิชญ์สินี แก้ววิชิต (2538) ได้อธิบายหน้าที่ของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามว่ากำเนิดมาโดยพื้นฐานทางศาสนาอิสลามเป็นสำคัญ มีความเกี่ยวพันไปถึงวิถีชีวิตของชาวไทยมุสลิมมาโดยตลอด การทำหน้าที่ของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจึงประกอบด้วยการทำหน้าที่ทางศาสนาควบคู่กันไปกับหน้าที่ทางการศึกษาในเวลาเดียวกัน เนื่องจาก ศาสนามีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม การที่ศาสนาจะมีบทบาทอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับความยึดมั่นผูกพันในศาสนา ถ้ามีความยึดมั่นผูกพันมาก ศาสนาก็จะมีบทบาทต่อการดำรงชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งความยึดมั่นผูกพันในศาสนาของคนที่นับถือศาสนาอิสลามนั้น จะนำหลักศาสนามาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตประจำวัน และส่งผลต่อพฤติกรรมทางสังคม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับ สุรพงษ์ โสธนะเสถียร (2531) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องคุณลักษณะทางสังคมของชาวไทยมุสลิมและการสนองตอบต่อรัฐบาล พบว่า รากฐานปัญหาที่สำคัญของชุมชนมุสลิมภาคใต้ ก็คือ ความหวาดหวั่นของชาวไทยชายแดนภาคใต้ในการสูญเสียความบริสุทธิ์ทางศาสนาอันเนื่องมาจากปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนมุสลิม ไม่ว่าในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง นโยบาย การศึกษา การพัฒนา และการศาสนา เป็นต้น ความหวาดหวั่นดังกล่าวย่อมส่งผลให้ชาวมุสลิมเกิดกระบวนการในการป้องกันตนเอง (Defensive Mechanism) เพื่อพิทักษ์ความบริสุทธิ์ของศาสนา ผลการวิจัยนี้เป็นเครื่องชี้และแสดงให้เห็นถึงความยึดมั่นผูกพันในศาสนาของชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จะรักษาความบริสุทธิ์ทางศาสนาให้พ้นจากปัจจัยแวดล้อมภายนอก โดยพื้นฐานของชุมชนมุสลิมเป็นชุมชนที่ประกอบด้วยสมาชิกที่มีความศรัทธาต่อศาสนาอิสลาม และค่อนข้างจะมีความเคร่งครัดต่อวิถีชีวิตในแบบวัฒนธรรมอิสลามไม่ว่าในด้านบุคลิกภาพ การกล่อเกลาทางสังคม มนุษยสัมพันธ์ หรือการยอมรับโครงการต่างๆ แต่ทั้งนี้ต้องไม่กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติในแนวทางของศาสนาอิสลาม จึงน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นิยมส่งบุตรหลานเข้าศึกษาที่สถานศึกษาที่มีการสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งจะเลือกสถานศึกษาที่มีการสอนศาสนาอิสลามมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับพื้นฐานและแนวคิดของผู้ปกครองที่มีต่อการดำรงชีวิตตามบทบัญญัติของศาสนา
นอกจากปัจจัยด้านศาสนาอิสลาม วัฒนธรรมและค่านิยมของชุมชน ยังมีปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ส่งผลต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ การใช้ภาษามลายู ด้วยเหตุที่ประชาชนร้อยละ 70 ในพื้นที่นี้สื่อสารโดยใช้ภาษามลายูท้องถิ่นเป็นภาษาที่หนึ่ง และใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง และประชาชนบางส่วนสื่อสารโดยใช้ภาษามลายูท้องถิ่นเพียงอย่างเดียว จึงทำให้ภาษามลายูท้องถิ่นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ควรนำมาพิจารณาในการพัฒนาการจัดการศึกษาในพื้นที่นี้ (พิชญ์สินี แก้ววิชิต, 2538)
การศึกษาของชาวไทยมุสลิมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงเป็นกลไกและเครื่องมือที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการขัดเกลาทางสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้ ทักษะการดำรงชีวิต ความเจริญก้าวหน้า และวัฒนธรรม รวมทั้งเป็นกระบวนการที่ช่วยพัฒนาบุคคลที่พึงปรารถนาของสังคม ทำให้สังคมเป็นระเบียบเรียบร้อย และเป็นส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดความมั่นคงของมนุษย์ในมิติต่างๆ
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ศาสนา วัฒนธรรม ค่านิยม และภาษาของประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านศาสนา ที่ได้กำหนดให้เป็นวิถีชีวิตของมุสลิมทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน การจัดการศึกษาตามหลักการศาสนาอิสลาม ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยึดมั่น ศรัทธาตามหลักการศาสนา โดยที่กลุ่มคนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน ต้องดำเนินการบทบัญญัติของศาสนาอิสลามตามที่ปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอานและปฏิบัติตามแบบฉบับของท่านศาสดามูฮัมหมัด(ซ็อลลัลลอฮูอะลัยฮีวะซัลลัม) เพื่อให้สามารถบริหารจัดการสถานศึกษาให้เป็นไปตามหลักการศาสนาอิสลามอย่างเป็นรูปธรรม และมีคุณภาพตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ.
การพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
จากแนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาของชาวไทยมุสลิมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งผลให้ชาวไทยมุสลิมในพื้นที่นี้ นิยมส่งบุตรหลานเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เพื่อให้บุตรหลานของตนมีโอกาสเรียนรู้วิชาการทางศาสนา พร้อมๆ กับวิชาสามัญและวิชาชีพ ต้นกำเนิดของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามส่วนใหญ่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นโรงเรียนที่พัฒนามาจาก “ปอเนาะ” แปลว่า กระท่อม ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาของชาวไทยมุสลิมมาแต่โบราณ ทำการสอนวิชาศาสนา สอนเกี่ยวกับคัมภีร์อัลกุรอาน หลักศรัทธา และหลักปฏิบัติต่างๆ ตามหลักศาสนาอิสลาม มักใช้ภาษามลายูท้องถิ่นเป็นภาษาสื่อสารในการเรียนการสอน และภาษาอาหรับ ไม่มีการสอนวิชาสามัญและภาษาไทย ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษาไม่แน่นอน ไม่มีหลักสูตร แบบเรียน และแผนการสอนที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับโต๊ะครูแต่ละคนว่าจะเน้นเรื่องใด
จากสภาพการเรียนการสอนใน “ปอเนาะ” รัฐจึงได้กำหนดให้มีการส่งเสริม “ปอเนาะ” เป็นครั้งแรก ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อ พ.ศ. 2504 มีการเปลี่ยนชื่อเรียกจากปอเนาะมาเป็นโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2504 และอยู่ภายใต้การควบคุมของพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ พ.ศ. 2497 เช่นเดียวกับโรงเรียนเอกชนทั่วไป โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้ปอเนาะเป็นสถาบันการศึกษาสื่อกลางในการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาชุมชนในบริเวณพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของไทย ให้มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง ได้รับการสนับสนุนทางด้านงบประมาณและบุคลากร อีกทั้งพยายามปรับปรุงคุณภาพด้วยการสอนวิชาสามัญและภาษาไทยด้วย (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน, ม.ป.ป.)
การพัฒนาและส่งเสริมปอเนาะได้ดำเนินการเรื่อยมา จน พ.ศ. 2525 รัฐได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติเอกชน พ.ศ. 2525 จึงได้เปลี่ยนการเรียกชื่อจากโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลามเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามมาจนถึงปัจจุบัน เป็นโรงเรียนที่มีหน้าที่การจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาชาติ รวมทั้งการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ตลอดจนการดำเนินการประกันคุณภาพภายใน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานศึกษาที่สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษากำหนดไว้เช่นเดียวกับสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยทั่วไป ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ตามปกติของสถานศึกษา แต่ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามทั้งในด้านการเป็นเอกชนและด้านบริบทการจัดการศึกษาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ชุมชนมีความคาดหวังให้โรงเรียนมีวิถีการดำเนินงานตามหลักการศาสนาอิสลาม มีวัฒนธรรมและค่านิยมตามบริบทของชุมชน ส่งผลให้โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามมีหน้าที่จัดการศึกษาในส่วนที่นอกเหนือจากสถานศึกษาอื่นโดยทั่วไป ที่ต้องจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ซึ่งเป็นทั้งกลุ่มเป้าหมายที่จะมาเป็นผู้รับบริการทางการศึกษา และเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงเรียนตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติอีกด้วย ดังที่ สนานจิตร สุคนธทรัพย์ (2546) ได้กล่าวถึงความสำคัญและความสัมพันธ์ของบริบทด้านวัฒนธรรม ค่านิยม และศาสนาว่ามีความสำคัญต่อการบริหารองค์การทุกประเภท บริบททั้งสามด้านมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน ไม่สามารถแยกจากกันได้โดยสิ้นเชิง เป็นบริบทที่อิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดและการกระทำของบุคคล ซึ่งจะส่งผลต่อระบบองค์การและสังคมโดยส่วนรวม
การพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการปรับปรุงส่งเสริมการศึกษาของเด็กไทยมุสลิมให้สูงขึ้น โดยได้จัดโครงการอุดหนุนส่งเสริมการเรียนการสอนวิชาสามัญ วิชาศาสนาและวิชาชีพให้ได้ผลดี เหมาะสมสอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติ เพื่อเร่งรัดพัฒนาการศึกษาในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสร้างเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐกับประชาชน กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดคุณลักษณะของโรงเรียนที่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ ซึ่งมีปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการพัฒนา ได้แก่ มีการบริหารจัดการได้ดี มีความเป็นปึกแผ่นมั่นคง และดำเนินกิจการโรงเรียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรที่ได้รับการอนุมัติอย่างเต็มเวลา มีครูเพียงพอเหมาะสมกับจำนวนนักเรียน มีอาคารสถานที่วัสดุอุปกรณ์ และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการจัดการศึกษา นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการยังได้วางนโยบายในการพัฒนาและอุดหนุนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ โดยเร่งพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนทั้ง 3 สายวิชา คือ วิชาศาสนา วิชาสามัญ และวิชาชีพให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพ ด้วยการเร่งปรับปรุงหลักสูตรวิชาศาสนาและสามัญ เพื่อลดจำนวนชั่วโมงเรียนให้น้อยลง มีการบูรณาการวิชาศาสนาและสามัญเข้าด้วยกัน ปรับปรุงหลักสูตรและเนื้อหาวิชาศาสนาให้สอดคล้อง สัมพันธ์กับการเรียนวิชาศาสนาในโรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษาของรัฐ และให้สามารถเทียบโอนผลการเรียนได้ เร่งส่งเสริมและสนับสนุนให้โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจัดการเรียนการสอนระยะสั้นที่เหมาะสมและสนองความต้องการของชุมชน ให้ผู้เรียนสามารถนำไปประกอบอาชีพอิสระได้ และเร่งพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจตรงกันเกี่ยวกับการจัดการศึกษา (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน, 2535)
มาตรการสำคัญประการหนึ่งที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้นำมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนเอกชน คือ การใช้กระบวนการรับรองมาตรฐานที่เน้นให้โรงเรียนสามารถพัฒนาและประเมินตนเองอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากมาตรการดังกล่าว ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับโรงเรียนเอกชนในสมัยนั้น ดังนั้นในปี พ.ศ. 2531 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน จึงร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อกำหนดคุณลักษณะของโรงเรียนที่ดี พร้อมทั้งจัดทำเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการศึกษา และขั้นตอนการดำเนินงานต่างๆ ของกระบวนการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษาสำหรับโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษาทุกระดับ จากนั้นจึงได้จัดโครงการนำร่องเพื่อทดลองใช้เกณฑ์และเครื่องมือต่างๆ ในปีงบประมาณ 2534-2535 ซึ่งผลการดำเนินงานโครงการนำร่องนี้ ประสบผลสำเร็จในการกระตุ้นให้โรงเรียนเอกชนเร่งพัฒนาคุณภาพกันอย่างกว้างขวาง จึงนำไปสู่การประกาศใช้ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2536 แทนระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการรับรองวิทยฐานะโรงเรียนราษฎร์ พ.ศ. 2484 ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2536 เป็นต้นมา โดยให้ระเบียบ พ.ศ. 2536 มีผลบังคับใช้ครอบคลุมโรงเรียนเอกชนทุกระดับและทุกประเภท เพื่อให้สามารถรับรองสภาพและคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชนว่า มีคุณภาพได้มาตรฐานตามเกณฑ์ที่กำหนด ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยยึดหลักการให้โรงเรียนทำการพัฒนาและประเมินผลการดำเนินงานของตนเองอย่างต่อเนื่อง แล้วให้หน่วยงานและบุคคลภายนอกเข้าร่วมประเมินเพื่อยืนยันผลอีกครั้ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน ในฐานะที่เป็นหน่วยงานต้นสังกัด ที่จะต้องดูแลการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชนทุกประเภทในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี ได้พัฒนาแนวทางการส่งเสริม และติดตามตรวจสอบ การดำเนินงานของโรงเรียนเอกชนมาโดยตลอด เพื่อให้โรงเรียนเอกชนสามารถปรับกระบวนการบริหารจัดการ สู่การพัฒนาคุณภาพของโรงเรียนให้มีมาตรฐาน และได้รับการยอมรับจากประชาชนโดยทั่วไป
จนกระทั่ง พ.ศ. 2541 มีการปรับปรุงระบบการรับรองมาตรฐานคุณภาพของสถานศึกษาเอกชนเพิ่มเติม ให้เป็นระบบการประกันคุณภาพและการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษา โดยกำหนดวิธีการดำเนินงานระหว่างสถานศึกษาและหน่วยงานต้นสังกัดที่ชัดเจนมากขึ้น (สำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, 2547) เพื่อเป็นการเตรียมการรองรับการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและปฐมวัย พ.ศ. 2544 โดยให้ทุกสถานศึกษาดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน ภายใต้การกำกับดูแลและสนับสนุนส่งเสริมจากหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อเป็นหลักประกันว่าผู้เรียนทุกคนจะได้รับบริการด้านการศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งนับจากระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการรับรองวิทยฐานะโรงเรียนราษฎร์ พ.ศ. 2484 ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2536 จนกระทั่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและปฐมวัย พ.ศ. 2544 ล้วนเป็นความพยายามของภาครัฐในการที่จะส่งเสริมผลักดันโรงเรียน ให้สามารถพัฒนาคุณภาพตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยผ่านการประเมิน ทั้งจากบุคลากรภายในโรงเรียน และบุคคลภายนอก เพื่อให้บริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพ จนเป็นที่ยอมรับทั้งจากรัฐบาล และประชาชน
ในทำนองเดียวกันกับแนวนโยบายการจัดการศึกษาที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการศึกษาชาติ พ.ศ. 2545-2549 ซึ่งได้กำหนดแนวทางการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยให้ดำเนินการหลักสูตรสถานศึกษาให้มีความสอดคล้องกับสภาพปัญหา ความต้องการของชุมชนและท้องถิ่น มีการจัดการศึกษาในรูปแบบและวิธีการที่หลากหลาย จัดกระบวนการเรียนรู้และการประเมินผลการเรียนรู้ตามสภาพจริง ที่มีความยืดหยุ่นและสมบูรณ์ทั้งในด้านความถูกต้องและความเหมาะสมของเนื้อหาสาระ จัดบรรยากาศการเรียนรู้ ใช้สื่อ และแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ดำเนินการบริหารงานบุคคลที่สอดคล้องกับนโยบาย กฎ ระเบียบ มีการพัฒนา และจัดระบบการประเมินคุณภาพภายในของครู และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้ของผู้เรียน จัดระบบการประกันคุณภาพภายในให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษาที่ต้องดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษา จัดทำแผนบริหารการเงินของสถานศึกษาที่สอดคล้องกับเป้าหมาย เพื่อเป็นแนวทางในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการศึกษา สนับสนุนให้ผู้ปกครอง ชุมชน ภูมิปัญญา และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนในกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งประโยชน์แก่ผู้เรียนเป็นสำคัญ ทั้งนี้การพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษา มุ่งให้เกิดคุณภาพทั้งในด้านผลผลิต กระบวนการจัดการ และปัจจัยต่างๆ โดยมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาทั้งระบบ บุคคลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ ก็คือ ผู้บริหารโรงเรียน เพราะต้องเป็นผู้นำและผู้ประสาน
มาเยี่ยม ครับ
แนะนำการทำวิจัยหน่อยครับ