อันตรายจากเทคโนโลยีใกล้ตัว

อันตรายจากเทคโนโลยีใกล้ตัว

                ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้ทุกวันนี้เรามีนวัตกรรมทางเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันของเรา สิ่งเหล่านี้อำนวยความสะดวกสบายให้ชีวิตเราดูง่าย รวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น แต่ยังมีคำถามที่เกิดขึ้นตามมา นั่นคือผลกระทบจากการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีที่ทันสมัยเป็นเวลานานๆ ทั้งต่อสรีระร่างกายและจิตใจของผู้ใช้จะมีมากน้อยเพียงใด

                พึ่งเทคโนโลยีมากเกินไปสุขภาพใจแย่ ผลกระทบทางจิตใจของอุปกรณ์จากเครื่องไฟฟ้าหรือเทคโนโลยีใกล้ตัวเราในแง่สุขภาพจิต ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานของเรามากกว่า เพราะทุกอย่างมีทั้งด้านที่เป็นคุณและด้านที่เป็นโทษ เพียงแต่อยู่ที่เราซึ่งเป็นผู้ใช้งานจะเลือกใช้ด้านใด ถ้าใช้ให้ถูกต้องก็เกิดประโยชน์ เช่น โทรศัพท์มือถือที่ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ โดยโทรศัพท์ถามไถ่ส่งความห่วงใย หรือการส่ง SMS ถึงกันก็ได้ ตลอดจนการใช้อีเมล์เพื่อส่งข่าวให้กันก็ตาม เป็นการใช้เพื่อสื่อสัมพันธ์ แต่ด้านที่เป็นโทษภัยก็มี เช่น ขาดปฏิสัมพันธ์กับสังคมรอบข้าง ถ้าใช้เทคโนโลยีแบบใช้คนเดียวเพื่อความสนุกส่วนตัวแล้วไม่ยุ่งกับใคร เช่น เล่มเกมหรือคอมพิวเตอร์คนเดียว จนส่งผลกระทบต่อการเข้าสังคม อาจทำให้ขาดปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว เพื่อน และคนอื่นๆ ได้ ขาดความมีส่วนร่วมในครอบครัว เครื่องอำนวยความสะดวกอย่างเช่น เครื่องซักผ้า ถ้ามองในแง่ดีคือช่วยทำให้เราสะดวกขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่งกัลป์ไม่มีความเป็นส่วนร่วม ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ช่วยกันซักผาในกะละมัง มีลูกๆ และคุณพ่อคุณแม่มาช่วยกันซัก ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ดีในครอบครัวได้ นอกจากนี้ยังขาดการออกกำลังกาย เพราะที่เรานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์หรือทีวีอย่างเดียวนานๆ รวมถึงการใช้เครื่องอำนวยความสะดวกอื่นๆ ที่ช่วยทำความสะอาดต่างๆ ก็ทำให้เราไม่ได้ออกแรกมากนัก สิ่งเหล่านี้จะเป็นผลเสียต่อสุขภาพร่างกายเราได้ ดังนั้นผู้ใช้ควรรู้เท่าทัน รู้จักเลือกใช้ให้เป็น ให้ถูกที่ ถูกเวลา และต้องแบ่งเวลาเป็น

                นอกจากเทคโนโลยีใกล้ตัวที่เราใช้เป็นประจำในชีวิตประจำวันจะส่งผลกระทบทางด้านจิตใจและสังคมรอบด้านแล้ว ยังมีผลกระทบต่อร่างกายโดยตรงอีกด้วย เพราะผู้เขียนประสบกับตัวเอง เริ่มจากปวดคอและปวดหลัง เป็นอาการที่ค่อยๆ สะสม ต่อมาปวดที่ข้อมือมาก จนรำคาญและทำงานไม่ได้จึงไปพบแพทย์ พบว่าเส้นเอ็นที่ไหล่และข้อมืออักเสบ เพราะเป็นโรคจากการทำงานกับคอมพิวเตอร์ โดยคุณหมอแนะนำให้หยุดงานหนึ่งสัปดาห์ หากไม่ปฏิบัติตามอาการจะกำเริบมากขึ้น ในที่สุดก็ต้องดามข้อมือและทำกายภาพบำบัด

                จากการศึกษาขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ และงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ ได้อธิบายถึงปัญหาและอาการต่างๆ ที่เราหลายคนเป็นกังวลไว้ดังนี้

โรค RSI จะมีอาการตึงหรือเกิดความไม่สบายข้อต่างๆ ได้แก่ เจ็บปวดบริเวณข้อมือ นิ้วมือ บริเวณมือ แขน หรือข้อศอก ตลอดจนมีอาการมือชาหรืออ่อนแรง มือไม่สามารถทำงานประสานกัน อาการเหล่านี้เกิดจากการที่เราใช้งานข้อมือนานๆ ซ้ำๆ และเป็นประจำ ที่เรียกว่าโรค RSI (Repetitive Strain Injury) โดยจะพบมากบริเวณแขนและมือที่ใช้คีย์บอร์ดหรือเมาส์ ซึ่งป้องกันได้ง่าย แต่รักษายาก พบมากในวัยทำงาน

                ผลต่อการตั้งครรภ์ของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ รายงานจากการศึกษาวิจัยทางระบาดวิทยาและการศึกษาในสัตว์ทดลองไม่สามารถอธิบายได้ถึงผลกระทบของรังสีจากภาพคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตาม ปัญหาความเครียด ปัญหาความเครียดและท่าทางการนั่งทำงานนานๆ อาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์ได้

                ตาล้าจากสายตาสั้นชั่วคราว  จากการศึกษาขององค์การอนามัยโลก พบว่า ผู้ใช้คอมพิวเตอร์มีปัญหาตาล้า เป็นผลมาจากภาวะสายตานั้นชั่วคราว ซึ่งสอดคล้องกับวิทยานิพนธ์จากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลของ เมตตา รื่นนุสาน ที่ศึกษาผลกระทบต่อสายตาของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ 40 คน พบว่า ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่สายตาสั้นมักเกิดอาการตาล้าและสายตาสั้นลงชั่วคราวมากกว่าผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่มีสายตาปกติ เช่นเดียวกับวิทยานิพนธ์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ของ สมพร โรจน์ดำรงการ พบว่า มีปัญหาอาการตาล้าเกิดขึ้นหลังจากทำงานกับคอมพิวเตอร์ผ่านไปแล้วหนึ่งชั่วโมง และหายเป็นปกติหลังจากหยุดพักสิบนาที

                ปัญหาระบบกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อ ผลการวิจัยของ สสิธร เทพตระการพร และคณะ จากองอาชีวอนามัย กรมอนามัย ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยในกลุ่มผู้ใช้คอมพิวเตอร์จากหลายๆ หน่วยงาน รวมทั้งสิ้น 152 คน พบว่า สภาพการทำงานส่วนใหญ่ไม่เหมาะสมต่อการทำงาน ทั้งนี้มีผลกระทบต่อสายตาผู้ใช้คอมพิวเตอร์ 92% และมีผลกระทบต่อระบบกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อ 3% เพราะใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ

                อันตรายจากรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากจอภาพ  นอกจากนี้ กองอาชีวอนามัยได้ดำเนินการตรวจวัดระดับปริมาณรังสีที่แผ่ออกมาจากจอภาพคอมพิวเตอร์ในกรมอนามัย ซึ่งมี 71 เครื่อง โดยใช้เครื่องวัดรังสี VDT Radiation Survey Meter, MI 3600 พบว่า ระดับรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่ออกมาจากจอภาพคอมพิวเตอร์ลดระดับลงมากตามระยะทางที่ห่างจากจอภาพออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ระดับ 30 เซนติเมตรห่างจากด้านหน้าของจอภาพ ระดับรังสีนั้นลดลงต่ำกว่าค่ามาตรฐานมาก

                 สารพัดโรคจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ศาสตราจารย์ นพ.ณรงค์ นิ่มสกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมความงาม ศึกษาพบว่า อุปกรณ์ไฟฟ้าจะกระจายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจำนวนมากออกมา โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ มือถือ ทีวี และไมโคเวฟ เป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ที่มีอยู่ในทุกบ้าน ผลทางการแพทย์ระบุว่าโรคเบื้องต้นที่พบในคนทั่วไปที่ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะก่อให้เกิดมะเร็งเนื้องอกในสมอง อัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน โรคติดเชื้อ เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ กระดูกพรุน เป็นต้น โรคที่พบในคนทั่วไปโดยเฉพาะสาวออฟฟิศก็คือแก่ก่อนวัยจากการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน และยังเกิดสภาวะเลือดข้นขึ้น ของเสียผ่านออกมาได้ลำบาก ส่งผลให้เซลล์และภูมิคุ้มกันเชื้อโรคบกพร่อง เกิดโรคต่างๆ ติดตามมา เช่น โรคติดเชื้อง่าย ปวดศีรษะ กระดูกผุ วัยทำงานอยู่ในภาวะเสี่ยง ต้องพยายามหลีกเลี่ยง แต่วัยรุ่นส่วนใหญ่ที่พบเพราะคาดไม่ถึง

                วิธีป้องกันและแก้ไขอาการต่างๆ มีดังนี้

1.       รักษาท่าทางการทำงานที่ถูกต้อง

2.       ออกกำลังกายเป็นประจำ

3.       พักบ่อยๆ เช่น ตั้งเวลาหยุดพักการทำงานประมาณ 5-10 นาที ทุกๆ หนึ่งชั่วโมง

4.       เลือกซื้ออุปกรณ์ที่ถูกสุขลักษณะ เช่น หน้าจอควรใช้แผ่นกรองแสง

5.       จัดตั้งเครื่องมืออย่างถูกตำแหน่ง

6.       สร้างอุปนิสัยที่ดีในการทำงาน

โทรศัพท์มือถือ  ผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือนานๆ จะมีอาการเหนื่อยล้า ปวดศีรษะ และแสบ

ร้อนที่ผิวหนังบริเวณที่ถือโทรศัพท์ คล้ายอาการไหม้ นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยของอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือของสหรัฐอเมริกาพบว่า การใช้โทรศัพท์มือถือจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งในสมองที่พบได้ยากชนิดหนึ่ง เป็นอันตรายจากคลื่นโทรศัพท์มือถือก่ออันตรายในเด็ก เช่นเดียวกับการศึกษาของคณะกรรมการป้องกันด้านรังสีวิทยาของอังกฤษ ที่เสนอแนะว่าเด็กอายุต่ำกว่า 9 ขวบ ไม่ควรใช้โทรศัพท์มือถือ เนื่องจากเด็กมีระบบประสาทที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ เหมือนกับการปิ้งหมูปิ้งนานๆ ก็ต้องไหม้ โทรศัพท์ที่ให้คลื่นความร้อนก็ทำลายเซลล์ การส่งคลื่นความถี่ผ่านกะโหลก
เข้าไปย่อมต้องมีผลต่อสมอง หากมองในเวลานี้อาจจะไม่เห็นผลชัดเจน แต่ในระยะยาวต่อไปไม่มีใครรับรองได้

                จากการที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (สวช.) สนับสนุนงานวิจัยของ ณัฏฐกา หอมทรัพย์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผลวิจัยระบุชัดว่า การใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถยนต์จะทำให้สมรรถนะการขับลดลง และมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

                 อย่างไรก็ตาม การที่จะตอบคำถามแบบชี้ชัดว่าการใช้โทรศัพท์มือถือมีอันตรายหรือไม่มีอันตราย คงตอบได้ยาก เพราะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการ เช่น ชนิดของโทรศัพท์ กำลังส่ง ระยะเวลาในการใช้งานต่อเนื่อง ฯลฯ ทางที่ดีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือควรศึกษาข้อมูลในเรื่องนี้ให้มากแล้วพิจารณาด้วยดุลยพินิจของตนเอง

                เตาอบไมโครเวฟ  กลายเป็นสิ่งจำเป็นที่มีใช้แทบทุกครัวเรือน ซึ่งอันตรายที่อาจเกิดจากการใช้เตาอบไมโครเวฟ ดังนี้

1.       การรั่วของกระแสไฟฟ้า แก้ไขโดยการต่อสายดินด้านหลังเครื่อง

2.       จากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ปกติเตาไมโครเวฟจะมีคลื่นไมโครเวฟรั่วออกนอกเตาอยู่แล้ว

แต่อยู่ในระดับน้อยกว่ามาตรฐานกำหนด ถ้าเตาได้รับการบำรุงสม่ำเสมอก็จะพบน้อยมาก แต่จะพบการรั่วสูงขึ้น ถ้าเตาเป็นสนิมจนผุ บานพับชำรุด หรือกระจกแตก เนื่องจากคลื่นไมโครเวฟมองไม่เห็นและไม่มีกลิ่น ต้องใช้เครื่องมือตรวจวัดจึงจะทราบ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยควรดูแลรักษาและปฏิบัติตามคู่มือการใช้งาน

3.       จากความร้อนของอาหาร เนื่องจากใช้เวลาในการทำอาหารร้อนนานเกินไป อาหารจะ

มีความร้อนสะสมอยู่ที่ภาชนะ หากไม่ระวังอาจทำให้ผู้ใช้บาดเจ็บจากความร้อนได้

                นอกจากการดูแลรักษาเตาไมโครเวฟอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านประเภทอื่นๆ แล้ว ควรใช้งานด้วยความไม่ประมาท และปฏิบัติตามคู่มือที่แนบมาด้วยทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและคนที่คุณรัก

                เราคงไปกีดกั้นกระแสความเจริญเหล่านี้ไม่ได้ และคงเป็นการยากที่จะปฏิเสธการใช้งานเจ้าอุปกรณ์ไฮเทคยุคไอทีนี้ด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเข้ามามีบทบาทมากมายในชีวิตประจำวันของเราทุกคน ทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตทุกช่วงเวลาในแต่ละวัน ดังนั้น เราต้องอยู่กับเทคโนโลยีต่างๆ อย่างรู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นทาสวัตถุ รู้จักเลือกใช้ส่วนที่เป็นประโยชน์ และรู้จักแบ่งเวลาให้เป็น ส่วนโทษภัยหรืออันตรายที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและใจนั้นเป็นสิ่งที่เราป้องกันได้ที่สำคัญต้องใช้อย่างมีสติและถือคติปลอดภัยไว้ก่อนเป็นดีที่สุด.