ทุกครั้งที่ผมได้กลับมาฝึกร่วมกับพี่ๆน้องๆชาวไอคิโดที่มอชอก็ดี หรือไปฝึกไอคิโดเฟรนชิปในแต่ละปีก็ดี นอกจากความรู้สึกอบอุ่นในการต้อนรับ และมิตรภาพที่ซึมซับจากการฝึกแล้ว ผมจะมีคำถามในใจอยู่เสมอว่า ทำอย่างไร เด็กๆยากจน เด็กด้อยโอกาสตามป่าเขาหรือในชนบทจะได้มีโอกาสฝึกอย่างนี้บ้าง

คนทั่วไปจะรู้จักไอคิโดในฐานะศิลปการต่อสู้ป้องกันตัวที่ถือกำเนิดจากญี่ปุ่น ที่อาศัยแรงจากคู่ต่อสู้ ปรับเปลี่ยนทิศทาง แล้วนำพาลงสู่พื้นโดยการหักข้อต่อส่วนต่างๆของร่างกาย แล้วทุ่มหรือล็อคลงกับพื้น แต่ในด้านปรัชญาแล้ว ไอคิโดยังเป็นวิถีแห่งการฝึกจิต ให้เป็นผู้ใฝ่หาสันติ กล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับความรุนแรงด้วยปัญญา อย่างผู้มีคุณธรรม

สำหรับผม ผมยังมีโอกาสฝึกไอคิโดอีกตลอดชีวิต แต่สำหรับเด็กด้อยโอกาสอีกมากมาย แค่จะซื้อรองเท้ากีฬาสักคู่ ยังเป็นเรื่องยากเย็น
· ทำไม เราจึงควรสนับสนุนให้เด็กด้อยโอกาสได้ฝึกไอคิโด
ที่จริง ความเห็นของผม คือเด็กทุกคนล่ะครับน่าจะได้ฝึกไอคิโด แต่เด็กด้อยโอกาสนี่น่าจะมีโอกาสตรงนี้มากขึ้น เพราะอะไรน่ะหรือครับ เพราะเด็กเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกรังแกแล้วป้องกันตัวเองไม่ได้
ไม่ใช่ว่าพ่อแม่พี่น้องเด็กในชนบท ไม่เหลียวแลลูกหลานนะครับ แต่ผมคิดว่าลำพังครอบครัวเครือญาติหาเพียงพอไม่ในการรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับอนาคตของสังคมเหล่านี้ แม้จะมีกฎหมายมากมาย มีจารีตประเพณี มีเครือข่ายสังคม แต่ตัวเด็กเองต่างหากที่จะเป็นผู้จัดการตัวเองที่สำคัญที่สุด
ผมคิดว่า หากมองในแง่การรับรู้ข้อมูลข่าวสารและพฤติกรรมการเรียนรู้ เด็กในเมืองเป็นเด็กที่เข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากมาย พวกเขาส่วนใหญ่จึงรู้วิธีป้องกันและมีไหวพริบในการแก้ไขปัญหาเรื่องเพศและความรุนแรงมากกว่าเด็กในชนบทนะครับ
ส่วนเด็กชนบทนี่การเรียนรู้จะหนักไปในทางปฏิบัติ เหมือนพ่อแม่ที่เป็นชาวบ้านจะเรียนรู้จากการลองผิดลองถูกมากกว่าจากการอ่าน หรือค้นคว้า หรือเรียนในห้อง และไอ้เรื่องเพศและความรุนแรงนี่ ถ้าเรียนจากการปฏิบัติ โอกาสพลาดมันก็สูง เมื่อพลาดแล้ว ในชนบทก็ไม่ได้มีกลไกอะไรที่ชัดเจนและเข้มแข็งพอจะจัดการเรื่องเหล่านี้อย่างเหมาะสม เมื่อพลาดแล้ว ตัวเด็กยากจนเองถ้าถูกอัปเปหิหลุดออกไปจากชุมชนบ้านเกิดด้วยแล้ว ก็ไม่พ้นจะตกเป็นปลาซิวปลาสอย เป็นเหยื่ออันโอชะของปลาใหญ่ใจร้ายในเมืองอีกหลายทอด
วิเคราะห์ในแง่สังคมนี้จะเห็นได้ว่า เด็กยากจนในชนบทนี่ จนทั้งโอกาสในการเรียนรู้ และเมื่อพลาดพลั้งแล้ว ก็ยังจนโอกาสในการแก้ปัญหาด้วย การสร้างภูมิคุ้มกันแก่เด็กด้อยโอกาสเหล่านี้ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญและต้องเน้นมาก อาจจะมากกว่าการสร้างกลไกการแก้ไขปัญหาด้วยซ้ำ

· โอเซนเซหรือปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งไอคิโด กล่าวถึงพวกเรา ผู้ฝึกไอคิโดว่าเราทั้งหลายล้วนเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล
อันนี้ผมว่าสำคัญครับ มันเหมือนกับว่า ทุกสรรพสิ่งล้วนสัมพันธ์กันหมด อย่าง ที่จีนเผาถ่านหินมาก ก็พลอยทำให้ทุกประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน , และถ้าเด็กๆในชนบทมีปัญหา เราจะคิดหรือไม่ว่า มันจะสัมพันธ์กับความอยู่เย็นเป็นสุขของคนในเมืองอย่างไร
· โอกาสสำหรับการส่งเสริมไอคิโดในชนบทนั้นมีครับ อย่างน้อยก็สามทาง คือ
1. จากผู้มีจิตอาสาจากข้างนอก อย่างเราๆ เข้าไปช่วยพัฒนา คือลุยเดี่ยวเข้าไปเลย ใครสนใจมาฝึกก็รับเป็นศิษย์ แต่รับจำกัด ไม่มีข้อผูกมัดอะไร แต่ต้องมีระเบียบฝึก และต้อง “เอาใจมาแลก” อันนี้เป็นแนวทางที่ผมทำมาแต่แรก
2. ชมรมไอคิโดจากข้างนอก หรือหน่วยงานภายนอก เปิดโอกาสให้เด็กในชนบทเข้าร่วมฝึกตามวาระต่างๆ อันนี้ เป็นแนวทางที่มอชอเราทำอยู่นะครับ ผมเองก็พาเด็กมาฝึกที่โดโจมอชอบ้างเป็นครั้งคราวและก็ได้โควต้าพาเด็กเหล่านี้ไปร่วมฝึกไอคิโดสัมพันธ์ทุกปี ซึ่งต้องขอบคุณมาก นอกจากนี้ชมรมไอคิโดจากในเมืองก็อาจจัดค่ายพักแรม อบรม workshop ลงสู่ชนบทก็เป็นรูปแบบที่พยายามผลักดันกันอยู่
3. จากการผลักดันของชาวบ้าน เข้าสู่แผนพัฒนาท้องถิ่นของหน่วยงานต่างๆ เช่น อบต. โรงเรียนในชุมชน แนวทางการได้รับการสนับสนุนจาก อบต. โรงเรียน และเครือข่ายองค์กรเอกชน นี้สำคัญเช่นกันครับ หน่วยงานเหล่านี้มีทรัพยากร มีงบประมาณครับ แต่มักจะใช้ไปในทางอื่น ไอคิโดเราเป็นที่รู้จักน้อย และต้องใช้เวลาในการสื่อสารถึงหลักการสันติภาพ ถ้าจะเปิดก๊อกให้กระแสไอคิโดไหลผ่านท่อทางนี้ จำเป็นที่ชาวไอคิโดจะต้อง on tour เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ท้องถิ่นรู้จักไอคิโดให้มากขึ้นนะครับ
ถ้าจะวิเคราะห์จากการฝึกไอคิโดของตัวเองที่ปางมะผ้าแล้ว ผมเองพยายามผลักดันทั้งสามแนวทางนะครับ ล่าสุดก็ได้ให้ชาวบ้านหมู่บ้านหนึ่งช่วยกันลงชื่อรับรองโครงการ ฝึกอบรมศิลปการป้องกันตัว“เด็กยุคใหม่สู้ภัยทางเพศ” โดยให้มีการฝึกไอคิโดในหมู่เด็กนักเรียนชายแดน ซึ่งชาวบ้านก็ร่วมลงชื่อสนับสนุนจำนวนมาก และผมก็ส่งเอกสารโครงการพร้อมแนบรายชื่อชาวบ้านมอบแด่ นายก อบต. ไปเพื่อพิจารณาบรรจุไว้ในแผนพัฒนาตำบลเรียบร้อยแล้ว ผลจะออกมาอย่างไรนั้น ต้องติดตามดูต่อไป ก็เป็นอีกก้าวที่เราพยายามผลักดันชุมชนให้รับรู้ และช่วยให้ไอคิโดมีที่ทางเข้าไปดึงเอางบจากท้องถิ่นนะครับ
ทั้งสามแนวทางนี้ ใครถนัดอย่างไร ก็น่าจะได้ขยายตัวตนของตัวเองเข้าไปร่วมด้วยช่วยกัน
เพราะพวกเราล้วนเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนะครับ
มาอ่าน ติดตามความเป็นไป พร้อมกับให้กำลังใจพี่ยอดครับ
-------------------------
ฝากเรื่องราว เด็กที่ปายด้วยครับ งบประมาณเราไม่มีปัญหา ผมมองว่ากระบวนการพัฒนาเด็ก เราควรมีโอกาสคุยประเด็นนี้ให้มากขึ้น
:)
งานเด็กที่ปาย น่าจะกำลังจะเชื่อมที่ปางมะผ้าครับ
สองวันก่อน นัดเจอพี่รอนกับหมอสุพัฒน์ที่ปาย ยังอดคิดถึงเอกไม่ได้
ผมลงไปปายเพื่อจะเชื่อมงานสื่อเด็ก ส่วนพี่รอนจากปายก็จะเชื่อมเรื่องการค้ามนุษย์
ทางขุนยวม เราต่างรู้จักกับพี่หลิว ที่คลุกคลีกับงานเอดส์ เพศ และอนามัยเจริญพันธุ์ของเด็กวัยรุ่นมานานปี
เดือนหน้า จะมีเวทีเล็กๆเพื่อเชื่อมเครือข่ายคนทำงานจากทางกลุ่มพี่รอน กับ สยชช.ที่ปางมะผ้า จะจัดขึ้นที่ปายครับ
เราไม่ลืมฝันของเอก เพราะเอกอยู่ในฝันเดียวกันกับพวกเราครับ
มาให้กำลังใจค่ะ
ขอบคุณที่ให้กำลังใจครับคุณปิง
เข้ามาอ่านเรื่องราวของเด็กๆ และการทำงานของคุณครูผู้เสียสละ
ทำให้นกอยากทิ้งสังคมเมือง มาช่วยทำงานที่นี่บ้างจังเลยค่ะ
นกทำแต่งานด้านสื่อ ไม่เคยสัมผัสงานชุมชนแบบนี้เลย
ถ้ามีโอกาสสักครั้งในชีวิตได้ทำ หรือช่วย ...ก็คงดีไม่น้อยนะคะ
ยินดีเสมอค่ะ
ถ้ายังทำอะไรไม่ได้
ตอนนี้ยกกำลังใจให้หมดเลยก็แล้วกัน
ขอให้ความดีคุ้มครองค่ะ
สวัสดีคะตามมาเป็นอีกหนึ่งกำลังใจนะคะ
สู้ๆคะ ^_^
คุณเทียนน้อย (ครูเมย์) ครับ