ก้าวเข้ามาสู่โค้งสุดท้ายของการเรียนเป็นสัปดาห์ที่ 39 ของการมาใช้ชีวิตอยู่ที่เบลเยียม อากาศเย็นลงบ้าง ยังคงเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยความเอาแน่เอานอนไม่ได้ เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวเย็น แดด ฝนเปลี่ยนแปลงตลอด ต้นไม้ผลิใบเขียวชอุ่มเต็มต้นแล้ว คืนวันอาทิตย์ผมกับครอบครัวกลับจากปารีสถึงบ้านตอนเกือบห้าทุ่ม รีบเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าเพื่อออกเดินทางไปศึกษาดูงานต่อที่ประเทศสกอตแลนด์ ดินแดนบนหมู่เกาะอังกฤษกว่าจะได้นอนก็ตีหนึ่งเศษๆ เด็กๆหลับไปก่อนด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทางและท่องเที่ยว
การศึกษาดูงานระบบสุขภาพสกอตแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร 10 เดือนที่ผมเรียน ที่แบ่งเนื้อหาหลักสูตรออกเป็น 3 ส่วนใหญ่คือส่วนหลักมี 3 องค์ประกอบเรียนช่วงกันยายนถึงกุมภาพันธ์ 35 หน่วยกิต เรียนเกี่ยวกับการพัฒนาระบบสุขภาพ 16 หน่วยกิต การจัดการปัญหาสุขภาพ 5 หน่วยกิต การวิเคราะห์ วิจัย วางแผน ประเมินผลและการตัดสินใจ 14 หน่วยกิต ส่วนที่สองเป็นวิชาเลือกมี 10 หน่วยกิต เรียนช่วงมีนาคมถึงเมษายนเป็นเรื่องการบริหารเชิงยุทธศาสตร์หรือนโยบายสุขภาพและส่วนที่สามเป็นการสังเคราะห์บูรณาการ (Synthesis) เรียนช่วงพฤษภาคมถึงมิถุนายน 15 หน่วยกิต เป็นส่วนของการดูงานระบบสุขภาพของประเทศ (Country visit) และวิทยานิพนธ์ (thesis work)
การดูงานระบบสุขภาพของประเทศนี้ นักศึกษาต้องสามารถวิเคราะห์ระบบสุขภาพของประเทศและเขตที่ไปดูงานแล้วนำเสนอต่อทีมงานของประเทศนั้นและนำเสนออีกรอบต่ออาจารย์ของคณะ ปีนี้เราได้ไปดูงานสกอตแลนด์ มีการปูพื้นฐานความรู้ระบบสุขภาพสกอตแลนด์ก่อนเดินทางโดยอาจารย์ปิแอร์ เดอ ป๊าป แจกเอกสารให้อ่านอีกกองใหญ่และแบ่งกลุ่มเพื่อรับผิดชอบประเด็นที่ต้องไปดูอีกกลุ่มละ 6-7 คน รวม 6 กลุ่ม 6 ประเด็น ดูแล้วเป็นการไปเรียนมากกว่าไปเที่ยว กลุ่มละ 1 ประเด็นคือเจ้าของหรือผู้ดูแล (Stewardship) และการตัดสินใจในระบบสุขภาพ ระบบการเงินด้านสุขภาพ กำลังคนด้านสุขภาพ มุมมองของผู้ป่วย การจัดระบบบริการและความเชื่อมโยงของระบบริการสุขภาพและโครงการส่งเสริมสุขภาพ กลุ่มผมได้เรื่องกำลังคนด้านสุขภาพ
การดูงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือของมหาวิทยาลัยเอดินเบอระกับสถาบันไอทีเอ็ม ทางสกอตแลนด์มีผู้รับผิดชอบโครงการหลักคือศาตราจารย์ เอลลิสัน พอลลอค (Allyson Pollock) เป็นศาสตราจารย์ด้านนโยบายสาธารณสุขระหว่างประเทศ เป็นผู้อำนวยการศูนย์นโยบายสาธารณสุขระหว่างประเทศของมหาวิทยาลัยฯ ส่วนอีกคนเป็นผู้ดูแลเรื่องสถานที่ศึกษาดูงานคือ ดร. อลิสัน แมคคาลลัม (Alison McCallum) เป็นผู้อำนวยการสาธารณสุขและนโยบายสาธารณะของระบบริการสุขภาพเขตโลเทียน (NHS Lothian) มีอาจารย์ของสถาบันไปควบคุมดูแล 3 คนคือปิแอร์ วาลาเรียและทอม
วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน 2551 ตื่นตอนตีสอง หลังจากนอนไปได้แค่ชั่วโมงเดียว รีบอาบน้ำแต่งตัวเดินลากกระเป๋าไปขึ้นรถบัสที่สถาบันตอนตีสาม ไปถึงสนามบินสคิปฟนของฮอลแลนด์ตอนตีห้า เราเข้าไปเช็คอินทางตู้อัตโนมัติ ปรากฏว่ามีผมกับพี่ตู่เท่านั้นที่เช็คอินได้ ส่วนคนอื่นๆต้องไปรอคิวเช็คอินกับเคาน์เตอร์ หลังโหลดกระเป๋าแล้วเข้าไปรอด้านในอีกกว่าชั่วโมง เครื่องบินของฮอลแลนด์ (KLM Royal Dutch Airlines) บินตรงสู่เอดินเบอระ บินออกเวลา 8:40 ชั่วโมงกว่าๆก็ถึง เวลาที่สกอตแลนด์ช้ากว่าเบลเยียม 1 ชั่วโมง ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองไม่ยุ่งยาก ออกมาขึ้นรถบัสไปส่งที่พอลลอคฮอลล์ (Pollock Halls) โรงแรมที่พักของมหาวิทยาลัยเอดินเบอระ มีอาคารที่พักหลายอาคาร ห้องสัมมนา ห้องอาหาร อยู่ที่ถนนโฮลีรูด พาร์ค
ด้านหลังเป็นสวนสาธารณะHolyrood Park เป็นเนินเขาสูงที่ปกคลุมด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจีเป็นที่พักผ่อน ออกกำลังกายและชุมทิวทัศน์ยามรุ่งอรุณและตอนพลบค่ำของชาวเมืองและเหล่านักท่องเที่ยว สนใจเข้าพักติดต่อได้ที่ www.edinburghfirst.com หรือโทรศัพท์ 0131 651 2189 มีอินเตอร์เน็ตให้ใช้แบบเสียเป็นรายชั่วโมงและแบบไร้สายเสียเป็นวัน มีปราสาทที่ปรับปรุงด้านในเป็นห้องสัมมนาชื่อ St Leonard hall หลังจากเข้าที่พักเรียบร้อยแล้วตอน 11 โมงกว่าๆมีเวลาพักก่อนที่ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยสองชั่วโมงและให้หาอาหารกลางวันทานเอง โชคดีที่ผมกับพี่ตู่เตรียมข้าวไปด้วย ได้งีบหลักไปสักครู่ สดชื่นขึ้น
ตอนบ่ายเดินไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเอดินเบอระ ในหัวข้อความไม่เสมอภาคทางด้านสุขภาพ(Inequalities in health in Scotland and England) โดย ดร.แฟรงค์ ป๊อปแฮม และการดูแลสุขภาพผู้ต้องขัง (Prison health) โดย ดร. เลสเลย์ กราแฮม และการบริหารจัดการกองทุนสุขภาพเปรียบเทียบประเทศในสหราชอาณาจักร (Funding and organization in the UK. Country comparison) โดย ศ. เอลลิสัน เลิกเย็นเดินกลับที่พัก ทานอาหารเย็นที่ห้องอาหารของโรงแรม
วันอังคารที่ 3 มิถุนายน 2551 เดินไปเรียนเช่นเดิม ไกลพอควรสักสองกิโลได้ ถ้าเป็นการดูงานบ้านเราให้เดินไปแบบนี้คงบ่นกันน่าดู เพราะเราก็บ่นเหมือนกัน โจน น้ำหนักเกินกว่าร้อยกิโลเดินจนปวดเข่าปวดข้อเท้า เช้าเรียนระบบสุขภาพ การควบคุมป้องกันโรคกับเจเน็ต สตีเวนสัน และการวางแผนงบประมาณด้านสุขภาพเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมกับภาคเอกชนกับมาร์ค เฮลโลเวล ตอนบ่ายออกไปดูงานที่แผนกการดูแลทางจิตวิญญาณ (Spiritual care) ที่โรงพยาบาลหลวงแห่งเอดินเบอระ (The Royal Infirmary of Edinburgh) อยู่ที่ Little France Crescent, Old Dalkeith Road โดยมีแซนดี้ ยัง หัวหน้าแผนกการดูแลทางจิตวิญญาณให้การต้อนรับและอธิบายรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับการดูแลทางจิตวิญญาณและให้ผู้ช่วยเขาพาเดินชมโรงพยาบาลเกือบทุกแผนก
กลางคืนนัดทำกิจกรรมกลุ่ม ตอนสองทุ่ม ปรากฏว่าสมาชิกกลุ่มอีก 4 คน มาสายกว่าครึ่งชั่วโมง ปิแอร์ ทอม วาลลาเรีย ชี้แจงเกี่ยวกับการนำเสนอและขอบเขตของการนำเสนอ แล้วทางกลุ่มคุยกันเอง เป็นการทำกลุ่มที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าไหร่ ไม่มีใครอ่านเอกสารมาเลย ทั้งๆที่เอกสารให้ข้อมูลต่างๆไว้ละเอียดมากพอควร ต้องมาเริ่มคุยกันใหม่และแบ่งงานกันไปอ่านแล้วค่อยกลับมาคุยกันใหม่พรุ่งนี้ เรื่องแบ่งกลุ่มนี้ผมเคยขอวาลาเรียจับกลุ่มกันเองเพื่อความคุ้นเคย ความสะดวกในการทำงานร่วมกัน แต่วาลาเรียปฏิเสธและผมเดาไว้แล้วว่าถ้าจัดกลุ่มให้แบบนี้ มีปัญหากระทบกระทั่งกันทุกกลุ่มแน่นอน
วันพุธที่ 4 มิถุนายน 2551 เดินเท้าไปเรียนที่เดิมเกี่ยวกับบริการทางเวชปฏิบัติทั่วไปเรียน (Introduction to GP services) กับ ศ. เดวิด เวลเลอร์ ต่อด้วยการตลาดของบริการเวชปฏิบัติทั่วไป (Marketization of GP services) กับ ดร. เอลเค เวียบร็อค ต่อด้วยการดูแลโรคเรื้อรัง (Long-term care) กับ ศ. เอลลิสัน และการวิจัยบนพื้นฐานการปฏิบัติในการบริการทางสังคม (Practice based research in Social care) กับเอ็ดดี โดนาจี ตอนบ่ายนั่งรถบัสไปดูงานที่โรงงานไซรีเนียน ฟูดส์ (Cyrenian Good food depot) อยู่ที่ 84-86 Jane street, Leith, Edinburgh ได้คุยกับแครอล-แอน อัลคอร์น ผู้จัดการและผู้ช่วย เขาต้อนรับ ให้ความสนใจและอธิบายดีมาก
กลางคืนนัดทำกิจกรรมกลุ่ม นัดหนึ่งทุ่ม ปรากฏว่าสมาชิกกลุ่มมาสองทุ่ม ไม่ตรงเวลาเลย ผมรอด้วยความหงุดหงิด หลายคนออกไปทานข้าว ออกไปเดินเที่ยวแล้วกลับมาไม่ทัน อีกคนหนึ่งไปเดินเที่ยวจนเหนื่อยกลับมาแล้วนอนหลับไปเลย ให้รูมเมทมาบอกว่าเพลียมากขอไม่มาประชุม พอคุยกันงานที่มอบหมายไปก็ยังไม่มีใครทำ ต้องมาเริ่มต้นคุยกันใหม่ ผมเองหงุดหงิดมากและก็ต่อว่าไปหลายคำเพราะไม่ตรงเวลาและไม่อ่านเอกสารที่ตนเองรับผิดชอบกัน ตอนแรกเราคุยกันไว้ว่าจะทำให้เสร็จตั้งแต่วันศุกร์เพื่อจะได้ว่างเสาร์อาทิตย์ออกไปเที่ยวได้ สุดท้ายก็แบ่งหัวข้อมอบหมายให้แต่ละคนไปทำแล้วเอามารวมกันและอภิปรายกันอีกครั้ง
วันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน 2551 เดินไปเรียนที่เดิมเรื่องข้อมูลด้านสุขภาพ (An introduction to routine data sources) กับ ดร. โคลิน ฟิชบาเคอร์ ต่อด้วย โครงการเปลี่ยนข้อเทียม (The Scottish Arthroplasty study) โดยกราแฮม เคิร์กวูด และระบบการเฝ้าระวังและดูแลสุขภาพเด็ก (Child protection and routine childhood surveillance systems) กับ ดร. ราเชล วูด ตอนบ่ายไปเยี่ยมชมสำนักงานสาธารณสุขที่บารวน์ สตรีท เชิร์ช ฮอล และได้ไปเดินดูชุมชนคนรวยและคนจนโดยต้องขึ้นรถไฟไปดู แต่พอไปจริงๆแล้วแยกไม่ออกว่าเป็นชุมชนรวยหรือจนเพราะดูดีเหมือนๆกัน ไม่มีทีมงานของสกอตแลนด์ไปด้วย จึงเป็นการไปเดินเที่ยวชมธรรมชาติมากกว่า ไม่ค่อยได้ประโยชน์ทางวิชาการนัก
กลางคืนนัดทำกิจกรรมกลุ่ม มีคนหนึ่งมาสายอีก เป็นคุณนายสายเสมอ แถมไม่อ่าน ไม่เตรียมข้อมูลมาอีก มาเริ่มคุยกันใหม่แบบเดิมอีก ผมเองก็หงุดหงิด แต่ดูแล้วคงทำอะไรไม่ได้มาก เงียบและทำใจดีกว่า ช้าก็ช้าไป ผมประมาณคร่าวๆแล้วคืนวันศุกร์ไม่น่าเสร็จ ถ้าทำแบบนี้
วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2551 ผมปวดหัวเจ็บคอ อ่อนเพลียจึงไม่ได้ไปเรียน หัวข้อวันนี้เป็นเรื่องการส่งเสริมสุขภาพด้วยการควบคุมบุหรี่และสุรา ผมนอนพักอยู่ที่ห้องแต่ก็นอนไม่หลับจึงได้อ่านเอกสารที่มีอยู่ ทำให้เข้าใจระบบสุขภาพสกอตแลนด์มากขึ้น ผมตัดสินใจถูกที่ไม่ไปเรียนเพราะถ้าไปเรียนแล้วนั่งหลับก็ไม่ได้อะไร สู้อยู่ห้องพักอ่านหนังสือเองได้ประโยชน์มากกว่า ตอนบ่ายรู้สึกดีขึ้นจึงนั่งรถบัสตามเพื่อนๆในกลุ่มออกไปดูงานที่ศูนย์แพทย์ชุมชนมูเรย์ฟิลด์ (Murrayfield Medical center) อยู่ที่ 35 Saughton Crescent พบกับหมออีวาน ครอว์ฟอร์ด ได้พูดคุยเกี่ยวกับงานของแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปและกิจกรรมของศูนย์แพทย์และเดินชมบริเวณที่ให้บริการ
กลางคืนนัดทำกิจกรรมกลุ่ม อาจารย์ทั้งสามท่านชี้แจงว่า รู้ว่ามีคนจะออกไปเที่ยวตั้งแต่วันเสาร์ ทั้งๆที่มีโปรแกรมให้ทำงานกลุ่ม เขาไม่ยอมให้ไป ขอให้มาเข้ากลุ่มวันเสาร์อย่างน้อยครึ่งวันก่อน ไม่อยากให้ทำงานแบบลวกๆ กลุ่มผมต้องใช้เวลาอีกกว่าชั่วโมงให้แต่ละคนเตรียมข้อมูลที่ได้รับมอบหมายกว่าจะเอามารวมและอภิปรายกันได้ สามทุ่มกว่าแล้ว ทำร่างสไลด์ไปได้มากพอควร แต่พอสี่ทุ่มเพื่อนอีกสามคนของเลิกกลุ่มไว้ทำพรุ่งนี้เช้า ทั้งๆที่คุยกันไว้แล้วว่าจะทำให้เสร็จคืนนี้ เขาบอกว่าเขาเพลีย ไม่มีแรงทำต่อแล้ว ผมเองอยากลุยให้เสร็จไปเลย ผมดูแล้ว ถ้าเราจับกลุ่มกันเอง เราคุยกันได้ง่าย งานเสร็จเร็วกว่านี้ ที่เขาบอกว่าเพลีย ไม่อยากทำ เขาก็ไม่ได้กลับไปนอน แต่ออกไปเที่ยวผับ ฟังเพลง จนดึก อีกคนบอกว่าเขาต้องการพักผ่อนเพราะเมื่อเช้าตื่นตีห้าไปเดินเล่นบนเนินเขาในสวนสาธารณะมา เลยง่วงนอน ผมเลยเอาสไลด์มาทำต่อเองคนเดียว พรุ่งนี้จะได้เสร็จเร็วยิ่งขึ้น ผมเคยอึดอัดกับการทำงานกลุ่มมาแล้วเมื่อเดือนก่อนตอนเรียนนโยบายสาธารณะ และคิดว่าผลงานกลุ่มครั้งนั้นแย่กว่าและใช้เวลามากกว่าทำคนเดียว
การทำงานกลุ่มนี้ ถ้าสมาชิกกลุ่มมีความรับผิดชอบในงานที่ตนเองได้รับมอบหมาย มีการกำหนดระยะเวลาทำงานที่ชัดเจน กำหนดเป้าหมายชัดเจน ก็สำเร็จได้โดยง่าย ผมพิจารณาแล้วที่ช้าไม่ได้เกิดจากความไม้รู้หรือความสามารถ (Competency) แต่เกิดจากความมุ่งมั่น (Commitment) ต่อภารกิจมากกว่า ในการทำงานในองค์กรก็เช่นกัน เรามักเลือกคนโดยเน้นที่ความสามารถของคนก่อนเรื่องอื่นๆทั้งหมด โดยลืมเรื่องใจ ความทุ่มเท ความมุ่งมั่นไป ทำให้ได้คนเก่ง แต่ไม่เต็มใจทำงาน เลือกงาน ต่อรองเงินเดือน ตอนที่ผมอยู่ที่โรงพยาบาลบ้านตาก ผมไม่ได้เลือกคนเก่งก่อน ผมเลือกคนที่มีใจรักในการทำงานชิ้นนั้นๆก่อน เพราะผมเชื่อมั่นว่า ความรัก ความผูกพันในงาน รวมทั้งความชอบจะทำให้เขาทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้งานที่เขารัก สิ่งที่เขาเลือก ที่เขาอยากทำประสบความสำเร็จ หากเขาไม่รู้เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับงานเขาก็จะขวนขวายหาความรู้ทำไปจนได้ โดยไม่งอแง เรื่องมาก ผมโชคดีที่เจอคนทุ่มเทแบบนี้หลายคน เช่นพี่ตุ้ย พี่ตุ๊ พี่ติ้ง พี่ตุ๊ก พี่แจ๋ว พี่ออด ปู ปิย์ เป็นต้น
บรรยากาศและความสัมพันธ์ในกลุ่มก็สำคัญเช่นกัน เพื่อนในชั้นเรียนทุกคนเป็นเพื่อนกันก็จริง แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะไปกันได้ทั้งหมด บางคนเหมาะที่จะเป็นเพื่อนแบบผิวเผิน แค่รู้จักกันก็พอ บางคนเหมาะที่จะเป็นเพื่อนแท้ บางคนเหมาะที่จะทำงานสนุกสนานรื่นเริงด้วย กัน บางคนเหมาะที่จะเล่นกีฬาด้วยกัน บางคนเหมาะที่จะไปงานวัด งานบุญด้วยกัน ก็ต้องเลือกให้เหมาะกันด้วย ผมจำได้ว่าเคยอ่านนิยายเรื่องในฝัน เจ้าชายเสนาบดีโอริสสา สอนเจ้าชายรัชทายาทที่จะต้องขึ้นครองเมืองว่า “จงรู้จักคนให้มาก แต่คบคนให้น้อย” ยิ่งรู้จักคนเยอะยิ่งดี จะได้รู้เขารู้เรา ว่าใครเป็นใคร ใครเป็นอย่างไร แต่ให้เลือกคบคนที่เป็นมิตรแท้เท่านั้น
วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน 2551 ไม่มีเรียนแต่มีกิจกรรมกลุ่ม นัดกันตอน 9 โมงเช้า จนถึงบ่ายโมงเลิกกิจกรรมกลุ่ม กลับไปทานอาหารกลางวันที่ห้องพัก แล้วผมกับพี่ตู่ก็ออกไปเที่ยวกัน ตอนสี่ทุ่มนัดกลุ่มคุยกันอีกครั้งเพื่อปรับปรุงสไลด์นำเสนอพรุ่งนี้ ไม่มีใครอาสานำเสนอ เขาให้ผมออกไปนำเสนอ ผมก็คิดว่าจะได้จบเรื่องไป ไม่งั้นคงคุยกันอีกยาว เรื่องการนำเสนอผมคิดว่าไม่ยาก เราพอทำได้ ถ้าไม่มีใครอยากทำ ผมทำได้ ในชีวิตการทำงานจริงๆก็เป็นเช่นนี้ ถ้ามีอะไรที่คนชอบไปแย่งกันทำ ผมจะถอยออกมา แต่ถ้าไม่มีใครทำผมเข้าไปช่วยทำได้
วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน 2551 เป็นการนำเสนอของทั้ง 6 กลุ่มมีทีมงานของสกอตแลนด์และมหาวิทยาลัยเอดินเบอระมานั่งฟังด้วย กลุ่มผมนำเสนอเป็นกลุ่มที่ 4 ผมตื่นเต้นพอสมควรเพราะนำเสนอต่อบุคคลภายนอก จากการใช้เวลาแค่สั้นๆสี่ห้าวันในการดูงาน และสถานที่ดูงานก็ไม่เอื้อต่อประเด็นกำลังคนด้านสุขภาพเท่าไหร่นัก ต้องค้นหาเอกสารงานวิจัยทางอินเตอร์เน็ตมาประกอบ แต่ผมคุ้นเคยกับหัวข้อกำลังคนด้านสุขภาพมากพอควรเพราะทำประเด็นนี้มาหลายครั้ง รวมทั้งหัวข้อวิทยานิพนธ์ด้วย กลุ่มผมเอากรอบขององค์การอนามัยโลกจากรายงายสุขภาพโลกปี 2006 มาใช้เป็นกรอบในการวิเคราะห์ สไลด์นำเสนอถูกจำกัดให้แค่ 10 สไลด์ นำเสนอภายใน 15 นาที ผมพูดอยู่ในเวลาที่กำหนดพอดี มีการสอบถาม อภิปรายในหัวข้อนี้มากพอควรและได้ข้อเสนอแนะที่ดีจากอาจารย์เอลลิสัน กว่าจะนำเสนอได้ครบทั้ง 6 กลุ่มก็เป็นเวลาเกือบบ่ายสองโมง
ทางโรงแรมจัดอาหารเป็นถุงให้ หลังทานอาหารเสร็จ รถบัสมารับคณะเราไปที่สนามบิน ตอนเช็คอินมีปัญหาเล็กน้อย เจ้าหน้าที่สนามบินไม่เข้าใจว่าวีซ่าในพาสปอร์ตเราหมดอายุไปนานแล้ว (ออกให้แค่สามเดือน) ตอนนี้เราใช้บัตรผู้อยู่อาศัยชั่วคราวหรือเรสิเดนซ์การ์ดแทน ไปหลายที่ก็ไม่มีปัญหา ต้องตรวจสอบและยืนยันกันเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะเรียบร้อย หลังเช็คอินผ่านระบบตรวจสอบความปลอดภัยแล้วก็เข้าไปเดินดูสินค้าปลอดภาษีในสนามบิน ปรากฏว่าไม่มีการตรวจสอบของด่านตรวจคนเข้าเมืองขาออกเลย เครื่องบินออกเวลา 16.35 ถึงสนามบินสคิปฟน ฮอลแลนด์เวลา19.05 น. ต้องรอรถบัสอีกเกือบชั่วโมง นั่งรถบัสกลับมาถึงแอนท์เวิปสามทุ่มกว่าๆ แคน ขิม ขลุ่ยวิ่งเข้ามาหาพ่อกับลุงตู่ด้วยความคิดถึง
ระบบสุขภาพสกอตแลนด์เป็นการจัดบริการให้โดยรัฐ (NHS: National Health Service) ตั้งแต่ปี 1948 ทุกคนได้รับบริการฟรีไม่ต้องจ่ายเงินที่จุดให้บริการ ใช้ระบบภาษีมาเป็นกองทุนในการจัดบริการ ครอบคลุมประชาชนทุกคนของประเทศ บริการขั้นต้นโดยแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป (จีพี: GP: General practitioner) ที่เป็นอิสระ ไม่ได้เป็นข้าราชการ มาทำสัญญาให้บริการกับNHS ส่วนแพทย์ในโรงพยาบาลจ่ายเป็นเงินเดือนให้โดยโรงพยาบาลที่ได้รับสนับสนุนจากรัฐบาล รวมเป็นเวลา 60 ปีพอดี ไม่มีการแยกผู้ให้บริการกับผู้รับบริการ (purchaser-provider split) ในขณะที่เมืองไทยเราเริ่มแยกเมื่อปี พ.ศ. 2544 มีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นผู้ซื้อบริการและกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ให้บริการ ระบบริการสุขภาพแบ่งออกเป็นคณะกรรมการสุขภาพ (NHS Board) 15 แห่ง แบ่งบริการออกเป็นบริการปฐมภูมิ บริการฉุกเฉิน การพัฒนาสุขภาพและบริการโรงพยาบาล โดยมีคณะกรรมการความร่วมมือชุมชน (Community health partnership) ร่วมกับองค์กรท้องถิ่นจัดบริการชุมชน
พิเชฐ บัญญัติ(Phichet Banyati)
Verbond straat 52, 2000 Antwerp, Belgium
17 มิถุนายน 2551, 14.35 น. ( 19.35 น.เมืองไทย )