4-Barriers to Learn; Revisit 3
Think |
|||
|---|---|---|---|
See |
not to recognize what we seeไม่ตระหนักสิ่งที่เราประสบ |
not to say what we thinkไม่พูดสิ่งที่เราคิด |
Say |
not to see what we doไม่เห็นสิ่งที่เราได้ทำลงไป |
not to do what we sayไม่ทำสิ่งที่เราพูด |
||
Do |
|||
The Third Quadrant: Not to do what we say
ผมอ่านเจอใน Reader's Digest เดือนไหนจำไม่ได้แล้ว มีคำแนะนำลูกสาวจากคุณแม่คนหนึ่งในการคบหาผู้ชายว่า "จงอย่าฟังสิ่งที่ผู้ชายพูด แต่ให้พิจารณาจากสิ่งที่ผู้ชายทำ" ซึ่งก็ค่อนข้าง make sense ดี เอามานำบทความนี้เล่นๆครับ
Barriers อันนี้ถือเป็นอุปสรรคที่ใหญ่มากทีเดียว ถ้าจะจัดตามสมองสามชั้น quadrant แรกเป็นสมองส่วนหน้า ด้านความคิด ใคร่ครวญ ใตร่ตรอง quadrant ที่สองน่าจะเป็นสมองส่วนหน้าบวกส่วนที่สอง คิดแล้วก็เปิดใจ open-mind, open-heart มาถึง quadrant สามนี้เป็นขั้นลงมือกระทำ ซึ่งเป็นหัวใจของทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งหมด
เมื่อวานนี้ผมไปสนทนาใน class ดุษฎีบัณฑิตหลักสูตรนานาชาติของคณะพยาบาลศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ เป็นหัวข้อในรายวิชาปรัชญา ผมจึงถือโอกาสอัญเชิญพระบรมราโชวาทของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกบทหนึ่งเป็น core theme
The True Success is not in the Learning, but in its application for the benefit of mankind
ผู้เข้าร่วมเป็นพยาบาลระดับ ป.โท ทั้งหญิงและชาย จากไทย อินโดเนเซีย บังคลาเทศ อินเดีย ผสมผสานกัน หลายคนมีประสบการณ์ที่หลากหลาย และนานาชาติ บางคนเคยไปอยู่อเมริกามาหลายปี และก็มีคนแถวนี้ ที่นครศรีธรรมราช ที่หาดใหญ่
หัวใจของความสำเร็จนั้น จะต้องออกมาเป็นอะไรที่มีผลกระทบต่อมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็น basic sciences หรือ application sciences สุดท้ายต้องต่อยอดลงมาถึงมวลมนุษยชาติให้ได้ จะสังเกตให้ดี ก็จะเห็นว่าคำว่่า "มนุษยชาติ" นี้เป็นนามธรรม มีความหมายตรงกับ "humankind" หรือ "human race" ไม่ได้หมายถึงแค่มนุษย์เพียงอย่างเดียว
ใน quadrant นี้ ผมอยากจะต่อยอดไปถึง quadrant หนึ่งเลยทีเดียว คือ to do what we say and to do what we think ไปด้วย เราควรจะทำเอาความคิด ความเชื่อ ความรู้สึก และสิ่งที่เราพูดออกไป มากกระทำให้เกิดผลลัพธ์อย่างแท้จริง ความรู้ใดๆจึงจะเริ่มผลิดอกออกผล เกิดประโยชน์ขึ้นมา ปัญหาก็คือ ความคิดดีๆ หรืออุดมคติที่น่าซาบซึ้งจำนวนมาก ที่เดินทางมาได้ไกลสุดก็แค่ห้องประชุม ห้องสัมมนา หรือ workshop สุดท้ายก็ไม่ได้ออกไปสู่ภาคปฏิบัติที่แท้จริง ตรงนี้ก็น่าคิด น่าสนใจ ว่าทำไมหนอจึงไม่ได้มีการสานต่อไป
อุปสรรค why not to do?
อะไรเป็นสาเหตุของการไม่เกิดการกระทำหลังจากการพูด?
- พูดแต่นามธรรม ไม่ได้แปลเป็นรูปธรรม (เกิดบ่อยมาก) ในรายวิชา health promotion จะมีคำยอดฮิตคือ empowerment หรือ empower นักเรียนจะสรุปให้ฟังเป็นดิบดีทุก case ว่าเราจะต้อง empower คนไข้อย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอขอให้พูดออกมาเป็น wording สิว่า "น้องจะพูดกับคนไข้ว่าอะไร" ก็จะติดแหง็ก พูดไม่ออก
- ผุ้มีหน้าที่ รับผิดชอบ หรือมีอำนาจทำให้เกิดการกระทำ ไม่อยู่ฟัง หรือไม่ได้ยิน
- ผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบไม่เข้าใจสิ่งทีพูด
- เข้าใจว่าพูดจบแล้วก็พอ ทุกคนสบายใจที่ได้พูดเรื่องนี้ สร้างจินตนาการต่อไปว่าน่าจะ OK
- ไม่มีการ "มอบหมายหน้าที่" หลังจากการประชุม ปรึกษาหารือ ไม่มี host ไม่มีผู้รับผิดชอบ งานที่พูด ลอยค้างอยู่กลางอากาศ ไม่มีใครมาหยิบฉวยไปกระทำ
- มีการมอบหมายงาน แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากระบบ ไม่มีการ allocate resources ทั้งบุคคล ทรัพยากร เงิน งบประมาณ หรือการเอื้ออำนวยความสะดวก (แต่อาจจะมีการขอรายงานผลงาน เวลามีคนภายนอกมาตรวจทีหลัง)
- ทำ แต่ไม่ได้ทำอย่างที่พูด ทำไปคนละเรื่อง นั่นก็คือ ไม่มีความจริงใจ หรือเชื่อในสิ่งที่ตนเองพูดอย่างแท้จริง พูดไปอย่างนั้นๆเอง ดูดี แต่ไม่ได้ทำ
- พูดเกินความสามารถที่จะทำ
- พูดเป็นอุดมคติเกินไปกว่าที่จะทำ
- ความสามารถในการทำมีไม่พอ อาจจะเป็นเพราะที่พูดไปนั้น ตั้งใจจะให้คนอื่นตะหากเป็นคนทำ
- ที่พูดไป เป็นการบ่นเฉยๆ ไม่ได้บอกว่าจะทำสักหน่อย
- ฯลฯ
ครั้งหนึ่งในการประชุมบริหารจัดการ วิทยากรเคยเอาภาพของ "คู่มือปฏิบัติการ" ที่ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษได้จัดทำ "เพื่อมาตรฐานและการตรวจสอบได้" ปรากฏว่าคู่มือที่ได้ผลิตออกมาทั้งหมดนั้น วางซ้อนกันจากพื้นสูงจรดเพดานเลยทีเดียว ฝุ่นจับหนาปึก!! เพราะที่ผ่านมาไม่ได้มีใครเปิด และแน่นอนไม่มีใครทำ เนื่องจากกระบวนการที่เขียนมาดิบดีสวยงามนั้น เพื่อเอาไว้ตรวจมากกว่า เอาไว้ทำตาม ไม่ได้มีการเช็ค compliance หรือการปฏิบัติตาม guidelines หรือมาตรฐานแต่อย่างใด
แนวทางป้องกันและแก้ไข
ถ้าหากเราค้นหาพยาธิกำเนิด พยาธิสรีระของโรคนี้ได้ ก็มีโอกาสที่จะเยียวยา หรือแก้ไขป้องกันได้
-
พูดแต่สิ่งที่สำคัญจริงๆ เป็น authentic interest: เรื่องของเรื่องที่มีการทำน้อยเกินไป อาจจะเป็นเพราะเราไปเน้นที่พูดมากเกินไป จน essence ถูก shift ไปที่การนำเสนอ "นวตกรรม" มากกว่าใครเป็นคนทำ ทำอย่างไร ต้องการ supporting logistic อย่างไรบ้าง
- พูดโดยคำนึงถึงวิธีทำไปด้วย: Values ทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับ "คุณภาพ" นั้นเป็นนามธรรมทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อเรามองเห็น values เหล่านี้ ตอนจะเสนอแนะอะไร ต้องเปลี่ยนออกมาเป็นแนวทางปฏิบัติ แน่นอนที่ว่าเรื่องบางเรื่องจะไม่ได้เป็นอะไรที่เป็นรูปธรรมชัดเจน และหลายเรื่องการกระทำจะนำไปสู่ผลลัพธ์นามธรรมที่อาจจะวัดไม่ได้ก็ตาม เราก็ควรจะเสนอแนะการกระทำดังกล่าวเป็นแนวทางประกอบการเสนอความเห็นด้วย เท่าที่สามารถจะทำได้ มิฉะนั้นก็จะลงเอยเหมือนพูดว่า "เราควรจะ empower ชาวบ้าน" แต่ทำยังไง ก็ไม่มีใครทราบ จะให้ดี ก็ต้องออกมา เช่น ไปสอนวิธีทำ ไปเพ่ิมทรัพยากร ไปรณรงค์ ไปให้ความหมาย ไปให้ความเชื่อมโยง ฯลฯ แนะนำออกมาเป็นกิจกรรมที่จะสานต่อไปหา values ที่เราต้องการ บางครั้งอาจจะต้องใช้เวลาอธิบาย ก็ควรจะทำ (ไม่ควรจะพูดสั้นๆ ห้วนๆ) บางเรื่องที่จะต้อง elaborate ว่ามันเกี่ยวกันอย่างไรกับ values ที่เราต้องการ ก็ควรจะขยายความให้ชัดเจน มิฉะนั้นจะได้ project ประเภทผักชีโรยหน้า หรือมีแต่กระบวนท่า มีแต่ form ไม่มีสาระ ไม่มี essence ดังนั้นการชี้อแจงไปถึงรายละเอียดว่าจะทำอย่างไร ต้องการทรัพยากรอะไรบ้าง มีความสำคัญแค่ไหน ก็ควรจะอยู่ในเวทีของการพูดนั้นๆด้วย
- สามารถเชื่อมโยงคุณค่าของสิ่งที่ทำ กับ ความหมาย จิตวิญญาณของตนเอง: กิจกรรมที่น่าทำนั้นมีมากมายเหลือเกิน ต้องการคนต่างประเภท ต้องการทรัพยากรต่างแบบ สิ่งที่เราอยากจะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงอาจจะไม่ได้อยู่ใน domain หรือพิสัยที่เราเป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้รับผิดชอบ หรือเกี่ยวข้องมากนัก ดังนั้น ถ้าเราเลือกพูดและจะได้ทำในสิ่งที่เราเองเกี่ยวข้องโดยตรง โอกาสที่จะทำสำเร็จก็จะสูงกว่า อาทิ เราเป็นช่างไม้ เราสามารถจะทุ่มเทเวลาในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ไม้ได้มากมายมีค่ามากกว่าที่เราจะใช้เวลาเขียนบทความ เราเป็นนักร้องนักแต่งเพลง เราก็ไม่จำเป็นจะต้องไปเดินแบกของ ขนของ เพราะเราอาจจะ empower คนได้เยอะกว่าจากงานที่เราถนัด และจะยิ่งมีความหมายมากขึ้น เพราะเป็นการใช้พรสวรรค์ หรือความถนัดที่เราเกิดมาทำสิ่งนี้ได้ดีเป็นพิเศษ
-
สิ่งที่ทำ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของนิเวศ: เราทุกคนต่างก็อยู่ในระบบนิเวศแบบใดแบบหนึ่ง เราเป็นอวัยวะหนึ่ง เป็นองคาพยพหนึ่ง และใช้ทรัพยากร ใช้พื้นที่ อยู่ในนิเวศนั้นๆ ฉะนั้น หน้าที่ความรับผิดชอบต่อนิเวศจึงมีความสำคัญมาก กิจกรรมที่เราพูด ที่เราทำ จึงควรจะเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับนิเวศของเราให้ดี อาทิ เราทำงานใน รพ.สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็อาจจะไม่ต้องไปสร้าง project ไปรักษาคนที่หมู่บ้านในอาฟริกาใต้ เพราะเราน่าจะมีงานเหลือเฟือให้ทำอยู่แล้วรอบๆตัวเรา ในระบบนิเวศที่เราอาศัยอยู่ ในที่นี้นิเวศอาจจะหมายรวมไปถึงองค์กร หมู่บ้าน ชุมชน โรงพยาบาลฯลฯ ถ้าหากเราไม่ focus หันเหความสนใจไปอยู่นอกระบบที่ตัวเราเองอาศัยอยู่ เรากำลังสร้าง chaos เพ่ิม (โดยที่ปกติก็มีอยู่แล้ว) ทั้งต่อตนเองและต่อคนรอบข้างมากขึ้นด้วย