วิปัสสนากรรมฐานกับประสบการณ์ 10 วัน

p01        

                                                         

เก็บเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวเล็กๆน้อยๆเท่าที่จำเป็นใส่กระเป๋าเดินทาง...หลังจากได้วางแผนมาเป็นเวลาเกือบปี (อันที่จริงเพื่อนชักชวนเกือบสี่ปีมาแล้ว) สะสางงานประจำและที่สำคัญที่สุดครอบครัวครับ แม่ที่สุขภาพไม่แข็งแรงเจ็บป่วยบ่อย  ภรรยาที่ต้องรับผิดชอบทุกอย่างแทนเรา ลูกที่อยู่ระหว่างโรงเรียนเปิดเรียนและกำลังเข้าสู่วัยรุ่น.... ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องสำคัญ สำหรับผู้ครองเรือนทั้งสิ้น ความห่วงหาอาทรเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทุกคนรับรู้ได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อนึกถึงความอยากรู้ความจริงของชีวิต ความเป็นพุทธศาสนิกชนที่แท้จริง ควรเป็นอย่างไรดังคำพูดที่ว่า การอุบัติขอพระพุทธเจ้ามีได้ยาก การได้เกิดมาเป็นมนุษย์เป็นของยาก การได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วได้พบพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง คิดได้ดังนั้นจึงไปบอกแม่ (หลังจากผมเดินทางเข้าศูนย์ฝึกวิปัสสนาได้ห้าหกวันแม่ก็เข้าโรงพยาบาล) บอกภรรยาและลูกสาว ทุกคนให้การสนับสนุนในการไปฝึกปฏิบัติธรรมครั้งนี้และนี้คือเรื่องเล่าจากประสบการณ์ส่วนตัว10วัน กับการฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานครั้งแรกในชีวิต...

                เวลาพลบค่ำเสียงบรรยายธรรมดังขึ้น วันแรกก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว บัดนี้ท่านเหลือเวลาอีก 9 วัน ที่ท่านจะปฏิบัติ.....วันที่สองก็ได้ผ่านพ้นไปแล้วบัดนี้เหลือเวลาอีก 8 วัน ที่ท่านจะปฏิบัติ น้ำเสียงบ่งบอกถึงความห่วงใย และเอื้ออาทรคอยกระตุ้นเตือนให้ผู้ฝึกปฏิบัติธรรมตื่นตัวมีสมาธิอยู่กับปัจจุบันทุกขณะจิต ประโยคลักษณะนี้เราจะได้ยินตลอด10วัน ที่อยู่ที่นี่จนถึงวันสุดท้ายของการฝึกปฏิบัติวิปัสสนาภายในศูนย์ธรรมกาญจนา อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ศูนย์ฝึกปฏิบัติวิปัสสนาแห่งนี้เพิ่งเปิดดำเนินการได้ปีกว่าๆ มานี้เอง ซึ่งก็เหมือนกับศูนย์ฝึกวิปัสสนาอื่นๆ อีกห้าศูนย์ฝึกที่ดำเนินการโดยมูลนิธิส่งเสริมวิปัสสนากรรมฐานในพระสังฆราชูปถัมภ์แห่งประเทศไทย และก็เหมือนกับอีกสี่ร้อยกว่าศูนย์ฝึกวิปัสสนากรรมฐานทั่วโลก สอนโดยปรมาจารย์วิปัสสนาท่านอาจารย์สัตยา นารยัน โกเอ็นก้า (S.N.Goenka) ตามแนวทางของท่านอาจารย์วิปัสสนาอูบาขิ่นแห่งประเทศพม่า การบรรยายธรรมจะต่อด้วยการอธิบายเทคนิค และวิธีการที่ได้ฝึกปฏิบัติวิปัสสนาในแต่ละวัน ท่านอาจารย์จะเล่านิทานธรรมสอดแทรกเป็นระยะๆ ในการบรรยายธรรมแต่ละครั้งใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่งเป็นประจำทุกวัน

            ขณะเรานั่งหลับตาภายในอาคารปฏิบัติธรรมรวม บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบสงบได้ยินแม้แต่เสียงกลืนน้ำลาย ภายนอกอาคารเสียงร้องสารพันธุ์สัตว์ช่วยกันประสานเสียง นกนานาชนิดหริ่งเรไร...แม้กระทั้งเสียงที่บางคนได้ยินแล้วต้องสะดุ้ง! ตั๊กแก ตั๊กแก และที่ขาดเสียมิได้เสียงจิ้งหรีด มันจะผสมกลมกลืนไปกับเสียงบรรยายธรรมทุกวัน เสียงอาจารย์ที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน ความรักและความเมตตาผ่านลำโพงราวๆ เกือบสิบตัวบนเพดานสีขาว พร้อมด้วยระบบแสงที่จัดไว้อย่างลง ตัวสามารถหรี่แสงได้ตามต้องการ พัดลมหลายตัว ถูกติดไว้บนฝาผนังห้องทั้งสองด้านอย่างเป็นจังหวะและมีระเบียบ เปิดปิดด้วยระบบรีโมทไร้สาย ผสมกลมกลืนไปกับสายลมธรรมชาติที่แสนจะสดชื่น พัดลอดผ่านบานเกล็ด เข้าห้องฝึกปฏิบัติธรรมรวม ขนาดพอเหมาะไม่ใหญ่ไม่เล็ก ผู้มาฝึกปฏิบัติธรรมคราวนี้มีทั้งผู้หญิงผู้ชายวัยรุ่นและผู้สูงวัย ประมาณว่าอายุตั้งแต่สิบเจ็ดยันเจ็ดสิบปี มีทั้งคนไทย ฝรั่งหรือแม้แต่ชาวเนปาลเกือบ 60 คน สังเกตว่าผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณสองในสาม ศูนย์ฝึกปฏิบัติธรรมถูกออกแบบและปลูกสร้างในสไตล์รีสอร์ทสีครีมและสีน้ำตาลเข้ม พื้นถูกยกสูงขึ้นระดับเอวบนภูเขาที่โอมล้อมด้วยป่าปลูกใหม่สวยงามตามธรรมชาติมีพื้นที่ราวๆ 60 ไร่ จากผู้มีจิตศรัทธาบริจาค อาคารพักผู้หญิงอยู่ทางด้านซ้ายส่วนอาคารพักผู้ชายอยู่ทางด้านขวา และอาคารปฏิบัติธรรมรวมขั้นระหว่างกลาง ภายในอาคารเรียบง่ายไม่มีการประดับตกแต่ง การแบ่งพื้นที่ใช้สอยออกเป็น 2 ส่วน ผู้หญิงผู้ชายแยกกันด้วยพรมปูเป็นทางยาวห้ามผ่านข้ามหากันเด็ดขาด ห้องพักสามารถพักได้หนึ่งคนต่อหนึ่งห้อง มีสิทธิ์เลือกได้ว่าจะพักภายในอาคารพักรวมหรือพักกระท่อม มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันไม่ว่าจะเป็นเตียงนอน ที่นอน (แข็งสักหน่อย) หมอน ที่แขวนเสื้อผ้า ห้องน้ำสะอาดครับ...โถส้วมแบบชักโครก และสามารถเลือกอาบน้ำอุ่นหรือน้ำเย็นได้ตามอัธยาศัยด้วยระบบโซล่าเซลล์ แต่บังเอิญช่วงที่ผมไปฝนตกเกือบทุกวัน แผงโซล่าเซลล์ที่ติดไว้เต็มหลังคาช่วยอะไรไม่ได้เลย...อดอาบน้ำอุ่น...ต้องอาบน้ำเย็นตอนตีสี่ทุกวันปรื๋อออเย็นจับจิตเลยล่ะครับพี่น้อง....

ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเราก็ต้องเคารพกฎกติกาของที่นั้นๆ และที่นี่ก็มีกฎกติกาเช่นกันแม้ว่ามันออกจะโหดไปสักหน่อยสำหรับบางคน.... แต่เชื่อเถอะ.. มันจะดีสำหรับท่านที่ปฏิบัติตามกฎกติกาอย่างแน่นอน เริ่มจาก...ห้ามพูดคุยกันตลอดสิบวัน... มีกฎก็ต้องมีข้อยกเว้นใช่มั้ยครับ...ถ้าเดือดร้อนเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้พูดคุยได้กับอาจารย์ผู้ช่วยสอน หรือ ธรรมบริกรเท่านั้น  ห้ามผู้ปฏิบัติคุยกันเองเด็ดขาด... ห้ามสบตา ห้ามส่งสัญญาณหรือทำสัญลักษณ์ใดๆ ตลอดสิบวัน ห้ามมีเครื่องรางของขลังหรือลูกประคำ ห้ามเดินจงกรม ห้ามฝึกโยคะ ห้ามติดต่อสื่อสารภายนอกทุกชนิดเพราะฉะนั้นโทรศัพท์มือถือจะมีประโยชน์ก็ตอนก่อน และหลังเข้าศูนย์ฝึกเท่านั้นห้ามอ่านหนังสือ หรือเขียนหนังสือ ห้ามเล่นดนตรี ห้ามดูโทรทัศน์ ห้ามฟังวิทยุ ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามมีนาฬิกาปลุก นาฬิกาข้อมือที่มีเสียงบอกเวลา ห้ามทานยาเองทุกชนิด ยกเว้นผู้ที่มีโรคประจำตัว ถ้าต้องทานยาตามแพทย์สั่ง ต้องบอกให้อาจารย์ผู้ช่วยสอนทราบก่อนห้ามทานยาเองโดยพลการ  เมื่อมีห้ามก็ต้องให้ปฏิบัติใช่มั้ยครับ...ให้ปฏิบัติตนโดยรักษาศีล 5 ในผู้ปฏิบัติใหม่และถือศีล 8 ในผู้เป็นศิษย์เก่า มีอาหารมังสวิรัติไว้ให้บริการเท่านั้น ดื่มน้ำปานะในมื้อเย็น...อนุโลมให้ทานอาหารเมื้อเย็นได้เฉพาะผู้ที่ต้องทานยาตามแพทย์สั่ง...พักผ่อนเข้านอนตอนสามทุ่มหรือสามทุ่มครึ่ง.. ตื่นนอนตีสี่..ตีสี่ครึ่งต้องนั่งปฏิบัติธรรมร่วมกันที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมรวม เสียงระฆังจะเตือนบอกเวลาทุกครั้ง ข้าวของมีค่าทุกอย่างที่นำมาจากบ้านต้องให้ธรรมบริกรเก็บรักษาไว้ให้ และรับของกลับได้หลังวันที่สิบไปแล้ว เช่น กระเป๋าสตางค์ มือถือ เป็นต้น

เรามาที่ศูนย์ฝึกวิปัสสนากรรมฐานแห่งนี้... หน้าที่ของเรามีอย่างเดียวครับ... คือ นั่ง นั่งและนั่งเท่านั้น นอกนั้นเป็นหน้าที่ของคนอื่น...ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่อยู่อาศัย อาหาร เสื้อผ้า เบาะรองนั่ง เก้าอี้และหรือเรื่องอื่นใดจะมีกัลยาณมิตรคอยให้บริการโดยไม่มีสิ่งตอบแทนไม่หวังสิ่งใดด้วยไมตรีจิต เป็นจิตสะอาด จิตที่สงบและจิตที่ผ่านการฝึกวิปัสสนามาแล้วอย่างดี โดยบุคคลเหล่านี้เป็นผู้ครองเรือน (เศรษฐานะและหน้าที่การงานมั่นคง) มาที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมพร้อมกับเราเมื่อศูนย์เปิด และกลับพร้อมกับเราเมื่อศูนย์ฝึกปิด อาจารย์ ผู้ช่วยสอน ผู้จัดการ ผู้ดูแลศูนย์ ธรรมบริกร แม่ครัวและผู้รับส่งอาหารไม่มีผู้ใดอาศัยในอยู่ศูนย์ฝึกและท่านอาจจะสงสัยว่าศูนย์ฝึกปฏิบัติวิปัสสนามีรายได้จากไหน ในการบริหารจัดการ  มีทางเดียวครับ...จากการบริจาคของผู้ปฏิบัติธรรมรุ่นก่อนๆ เท่านั้น  หลังจากที่ได้รับรู้ข้อมูลเบื้องต้น เริ่มน่าสนใจแล้วใช่มั้ยครับ

ผมเดินทางไปยังศูนย์ฝึกวิปัสสนาธรรมกาญจนา หลังวันวิสาบูชาหนึ่งวันและก่อนกำหนดศูนย์ฝึกเปิดหนึ่งวัน ทั้งนี้เนื่องจากคุณชูศักดิ์คุณอัญชัน อภิชนพงศกร สองสามีภรรยาซึ่งเป็นเพื่อนผมมีตำแหน่งใหญ่โตเป็นถึงผู้จัดการศูนย์ฝึก รวมทั้งธรรมบริกรหญิงและชายต้องเตรียมการในหลายๆ เรื่องก่อนที่ศูนย์ฝึกจะเปิดดำเนินการในวันรุ่งขึ้น  เมื่อไปถึงผมเป็นแค่ลูกหาบยังไม่ได้เป็นศิษย์ใหม่..ไม่สามารถเข้าพักในอาคารพักชายได้... คืนนั้นเลยต้องนอนในห้องพักข้างโรงครัวนั้นเอง ตลอดช่วงกลางวันได้รู้จักเพื่อนใหม่หลายคน พี่โยธินจากสงขลา คุณสันติ คุณเอกเป็นธรรมบริกร คุณจุ๋มและน้องสาวคอยช่วยเหลือเราอยู่ที่สำนักงาน เหลือบมองเห็นรถเปอร์โยสีเขียวแปลกตาจอดอยู่ในโรงรถ คุณชูศักดิ์บอกว่าเป็นรถของอาจารย์ผู้ช่วยสอน แล้วเขาก็เล่าประวัติให้ฟังเป็นเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ อาจารย์ผู้ช่วยสอนรุ่นเดียวกับเรานี่แหละ เป็นคนไทยไปทำงานที่อเมริกาหลายปี ผ่านประสบการณ์มาเยอะใช้ชีวิตแบบพอเพียงไม่หวังสิ่งใด..อุทิศชีวิตให้กับธรรมตลอดมาและได้รับแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอน อยากรู้จักชื่อมั้ยครับ อาจารย์ภาวินี บุญเกษมสันติ นอกจากนั้นยังมีสารถีผู้รับส่งอาหารประจำศูนย์ฝึก คุณจ่อซัน  เจอคนรู้จักโดยมิได้นัดหมาย คุณโจ้ อรทัย คุณติ๋ม สุรีรัตน์ มากับลูกสาวน้องปาร์มมี่จากราชบุรี และที่สำคัญขาดไม่ได้ป้านงค์ แม่ครัวจากสุพรรณบุรีญาติคุณโต ผู้บริจาคที่ดินสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งนี้ ...ขอทำหน้าที่ชวนชิมแทนแม่ช้อยนางรำ....รับรองได้ว่าอาหารมังสวิรัติที่นี่อร่อยมากก.... รสเด็ดจริงๆ มังสวิรัติส่วนใหญ่ใส่น้ำมันจะเยอะเลี่ยนๆ แต่ที่นี่ต่างออกไป ในเวลาบ่ายนักปฏิบัติธรรมทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ใหม่เริ่มเดินทางมาถึง.. ทยอยเข้าพักในห้องพักที่จัดเตรียมไว้ให้ ที่พักผู้ชายรองรับนักปฏิบัติธรรมได้ 20 คน เป็นอาคารพักรวมและกระท่อมเป็นหลังๆ ละ1 คน ทั้งหมด 8 หลัง ชั้นบนอาคารรวมสำหรับพักผ่อนแบ่งเป็นห้องๆ ละ 1 คน พักได้ 12 คน ชั้นล่างสำหรับทานอาหาร นอกจากนั้นก็มีห้องน้ำสำหรับผู้ที่พักกระท่อมและธรรมบริกร ส่วนตัวผมเลือกห้องพักที่อาคารรวมเนื่องจากฝนตกเปียกๆแฉะๆ ตลอดวัน หลังจากแขวนเสื้อผ้าจัดเก็บของใช้ส่วนตัวเล็กๆน้อยๆประมาณห้าโมงเย็นธรรมบริกรเรียกเราทั้งหมด 16 คน ปฐมนิเทศที่ชั้นล่างของอาคารแนะนำกติการะเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ ระหว่างที่เราอยู่ที่นี่ พร้อมลงทะเบียน ยอมรับกฎเกณฑ์กระบวนการ และวิธีการฝึกอบรมถึงตอนนี้..เป็นศิษย์ใหม่โดยสมบูรณ์แล้วไชโย!!!.... แต่ในใจยังหวั่นหวั่นกล้าๆ กลัวๆ ไม่มั่นใจว่าจะรอดถึงวันที่ 10 มั้ย...อาแปะอายุ 70 ปีกว่าๆ พูดเสียงดังฟังชัด เพื่อนทำได้เราก็ต้องทำได้ซิ..... นึกอยู่ในใจอายุผมอ่อนกว่าอาแปะเกือบครึ่ง ต้องสู้... สู้โว้ย ...สังเกตว่าตอนนี้ยังพูดกันได้....ใครที่อยู่ใกล้กันก็คุยกันตามสมควร... ป้าย ที่นี่มีป้ายเยอะมากสลับปรับเปลี่ยนทุกวัน มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ป้ายเหล่านี้จะบอกตารางวัน เวลาการฝึกวิปัสสนาและบอกให้เรารู้ว่าต้องทำหรือไม่ทำอะไรบ้างในแต่ละวัน หรือในวันต่อๆไปก็คือ ให้เราอ่านเอาเอง....ไม่ต้องถามไม่ต้องคุยกัน..มีปัญหาอะไรให้ถามธรรมบริกร

เป่งง...เป่งง... เป่งง... เสียงระฆังดิจิทอลดังขึ้นตอนตีสี่ ไล่ความงียบสงัดบนป่าภูผาแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี ปลุกให้เราตื่นไล่พวังค์จิตในคืนแรกของการฝึกปฏิบัติธรรม เป่งง...เป่งง...เป่งง... เสียงระฆังดิจิทอลดังขึ้นอีกครั้งเวลาตีสี่ครึ่ง... ทุกคนเดินเข้าอาคารฝึกปฏิบัติธรรมด้วยเสื้อผ้าหลากหลายกางเกงเลหรือกางเกงขายาว ผู้หญิงเดินเข้าด้านซ้าย ผู้ชายเดินเข้าด้านขวา เงียบ..และเงียบ..ห้ามพูด ห้ามสบตา ห้ามส่งสัญญาณใดๆ กฎเริ่มมีผลบังคับใช้แล้วครับ...ด้านหน้าเวทีอาจารย์ผู้ช่วยสอนนั่งหลับตารอพวกเราอยู่ก่อนแล้ว ภายในห้องมีเบาะใหญ่สีน้ำเงินหนึ่งชิ้นสำหรับหนึ่งคน ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ มีหลายเลขกำกับทุกเบาะ ศิษย์เก่านั่งด้านหน้าศิษย์ใหม่นั่งด้านหลังเรียงตามลำดับ แต่ก็มีข้อยกเว้น...แม้เป็นศิษย์เก่าหรือศิษย์ใหม่ถ้าจำเป็นต้องมีตัวช่วย....หมายถึงเก้าอี้ครับ...ก็ต้องนั่งข้างหลัง ผมได้หมายเลขห้านั่งต่อจากศิษย์เก่า ด้านหน้าสุดเป็นที่นั่งของธรรมบริกรและศิษย์เก่าสี่ห้าคนที่อาศัยอยู่ละแวกนั้น ส่วนใหญ่เป็นคนงานชาวพม่าครับ.... การนั่งในวันแรกนี้จะเริ่มต้นด้วยการนั่งหลับตาด้วยท่าที่สงบจะนั่งท่าไหนก็ได้ ในช่วงแรกๆ ใช้เบาะชั้นเดียวแต่เปลี่ยนท่าบ่อยเนื่องจากมันเมื่อย การนั่งครั้งต่อมาเพิ่มเบาะเป็นสองชั้นสามชั้นแต่ก็ยังไม่ดีขึ้น... วันต่อมาเห็นเขาใช้พนักพิงก็ขอพนักพิงบาง... ฝรั่งจากประเทศอังกฤษนั่งด้านซ้ายมือเปลี่ยนท่าบ่อยมาก ชาวเนปาลด้าน ขวาเป็นศิษย์เก่า ก็เปลี่ยนท่าบ่อยเหมือนกัน มารู้ทีหลังว่าเขาไม่ค่อยสบาย ผมรู้ได้งัยในเมื่อนั่งหลับตาอยู่ใช่มั้ยครับ..แอบลืมตาดูครับ..มันปวดมันไม่มีสมาธิ จิตก็ไม่อยู่กับตัวไม่อยู่กับลมหายใจจิตมันวอกแวกก็เลยต้องลืมตา.... ต่างกับศิษย์เก่านั่งนิ่ง.. นิ่งราวพระพุทธรูป สุดท้ายผมก็ถึงบางอ้อ...ไม่ว่าใครจะสรรหาท่านั่งแบบไหน จะนั่งพิสดารพันลึกอย่างไร จะใช้เบาะซ้อนกันสักกี่ชั้น จะใช้หมอนซ้อนกันสักกี่ใบ ใช้เก้าอี้แบบไหน ปวด..ปวดเหมือนกันหมด เนื่องจากเรามีเวทนาปรุงแต่งเราสะสมกิเลสไว้เยอะ มันก็ต้องปวดต้องเมื่อยเป็นธรรมดา สุดท้ายก็รู้ว่าการนั่งท่าสมาธิหน้าตรงหลังตรงเป็นท่านั่งที่ดีที่สุด(ท่าพระพุทธรูปปางสมาธินั้นแหละ)

การฝึกสังเกตลมหายใจเข้าออกหรือที่เรียกว่าอานาปานสติ ทำให้จิตเราสงบไม่ว้าวุ่น ด้วยการเพ่งความสนใจไปที่บริเวณช่องจมูกเหนือริมฝีปากบริเวณหนวด โดยมีสติกำกับอยู่ตลอดเวลาแค่นี้ครับ..หน้าที่เราสามวันแรกมีแค่นี้ครับ.. นั่งดูลมหายใจเข้าออก ไม่ได้มาฝึกหัดหายใจไม่ต้องบังคับลมหายใจให้สั้นหรือยาว ไม่ต้องครับ..หายใจตามปกติ ไม่ต้องบริกรรมอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพุทโธ หรือนับเลข หนึ่ง สอง สาม หรือนึกภาพจินตนาการต่างๆไม่ต้องครับ...มีสติอยู่ที่ลมหายใจอย่างเดียว...หายใจเข้ารู้สึกว่าเย็น หายใจออกรู้สึกอุ่นกว่านิดหน่อย ยากครับ ยากมัก...มาก จิตมันคอยแต่จะหนีไปที่อื่น... อาจารย์บอกว่าจิตมนุษย์นั้นต้องการอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงเหมือนกัน เปรียบเหมือนกับร่างกายที่ต้องการอาหาร 5 หมู่ จิตก็ต้องการอาหาร 2 หมู่ ได้แก่ อดีตกับอนาคต... จิตจะไม่ชอบอยู่กับปัจจุบัน จิตชอบเดินทางไปเรื่อย ไม่อยู่นิ่งชอบปรุงแต่งไม่ไปอดีตก็ไปอนาคต นี่คือธรรมชาติของจิต... ผู้รู้บอกว่าคนเราเกิดมาไม่รู้จักตนเองไม่เคยมองตนเองแต่จะมองออกไปภายนอกเสมอแล้วอาจารย์ก็เล่านิทานให้ฟัง... สามีบ่นว่า ถ้าภรรยาของข้าพเจ้าทำดีกับข้าพเจ้ากว่านี้สักหน่อย ข้าพเจ้าจะมีความสุขมาก ภรรยาก็บ่นว่า ถ้าสามีของข้าพเจ้าทำดีกับข้าพเจ้ากว่านี้สักหน่อย ข้าพเจ้าจะมีความสุขมาก ทั้งสามีและภรรยาก็บ่นว่า ถ้าลูกๆ ของเราขยันเรียนหนังสือ เชื่อฟังพ่อแม่กว่านี้สักหน่อย เราทั้งสองจะมีความสุขมาก เพื่อนบ้านก็จะบ่นแบบเดียวกัน คนในหมู่บ้าน คนในตำบล ก็จะบ่นแบบนี้เหมือนกัน กลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยก็บ่นว่า ถ้ารัฐบาลทำดีกว่านี้สักหน่อยกลุ่มพันธมิตรเพื่อ ประชาธิปไตยก็จะมีความสุขมาก รัฐบาลก็จะบ่นว่า ถ้ากลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย ทำดีกว่านี้สักหน่อยรัฐบาลก็จะมีความสุขมาก ข้อความตอนท้ายผมเติมเองอาจารย์ไม่ได้เล่า...ประเทศต่างๆ ก็บ่นแบบนี้ คนทั้งโลกก็บ่นแบบนี้มองออกไปข้างนอก โทษผู้อื่นโทษสิ่งแวดล้อม ปราชญ์ทั้งหลายจึงบอกว่า.. ให้มองตัวเอง สำรวจตัวเอง เริ่มต้นที่ตัวเราก่อนแล้วปัญหาจะถูกแก้ไขให้หมดไปได้….

ในหนึ่งวันตั้งแต่ตีสี่ครึ่งถึงสามทุ่มครึ่งเราจะต้องปฏิบัติธรรมร่วมกันในห้องปฏิบัติธรรมรวม 9 ครั้งๆ ละ1 ชั่วโมง จนถึงหกโมงครึ่ง รับประทานอาหารเช้า ปฏิบัติธรรมร่วมกันในห้องปฏิบัติธรรมรวมจนถึงสิบเอ็ดโมง พักรับประทานอาหารกลางวัน พักผ่อนได้ในเวลาเที่ยงถึงบ่ายโมง ช่วงนี้ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมคนใดมีปัญหาในด้านเทคนิคหรือวิธีการปฏิบัติ แสดงความจำนงและสอบถามกับอาจารย์ผู้ช่วยสอนได้คนละไม่เกิน 20 นาที และช่วงระหว่างฝึกปฏิบัติธรรมพักได้ 10 นาที แล้วปฏิบัติธรรมร่วมกันในห้องปฏิบัติรวมต่อหนักหนาสาหัสครับ.. สำหรับการนั่งในแต่ละครั้งนานครับ หนึ่งชั่วโมง รู้สึกมันนาน นานมาก ในช่วงวันแรกถึงวันที่สามนี้ ยังสามารถขยับเปลี่ยนท่านั่งได้ตามความเหมาะสม โดยไม่รบกวนการนั่งของผู้อื่น เวลาหนึ่งทุ่มถึงสองทุ่มฟังธรรมบรรยายอาจารย์ได้กล่าวถึงมรรคมีองค์แปด เป็นหนทางแห่งการพ้นทุกข์ และไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ผมก็เหมือนกับพุทธศาสนิกชนทั่วไป..เข้าวัดทำบุญปฏิบัติตามพิธีกรรม ต่างๆ แล้วแต่โอกาสจะอำนวย ฟังพระสวดพระอภิธรรมภาษาบาลีโดยไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร อ่านหนังสือธรรม สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา ไม่เคยภาวนามยปัญญา ไม่เคยลงมือปฏิบัติ ไม่เคยนั่งสมาธิ อาจารย์บอกว่า...การอ่าน การฟังเป็นความรู้ของผู้อื่นไม่ใช่ความรู้ของเรา จะเป็นความรู้ของเราก็ต่อเมื่อลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เท่านั้น การกำหนดลมหายใจ สำหรับการฝึกปฏิบัติวิธีนี้ จุดหมายสูงสุดมิใช่แค่การฝึกให้จิตมีสมาธิ แต่การชำระจิตให้บริสุทธิ์ ด้วยการขจัดกิเลส ภายในจิตอันเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์ทั้งหลายให้หมดไปคือจุดหมายสูงสุดดั่งที่พระพุทธองค์ตรัสว่า สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง กุสะลัสสูปะสัมปะทา สะจิตตะปะริโยทะปะนัง เอตัง พุทธานะสาสะนังแปลเป็นไทยได้ว่า การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม การชำระจิตให้บริสุทธิ์อยู่ตลอดเวลา นี้คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย....พระพุทธเจ้าทรงสรุปธรรมว่ามีอยู่เพียงเท่านี้

          ในวันที่สี่เป็นวันที่สำคัญที่สุดของหลักสูตรนี้ สามวันแรกเป็นการเตรียมความพร้อมแต่ในวันที่สี่เป็นการปฏิบัติธรรม เพื่อขจัดกิเลสให้หลุดออกจากจิตของเราได้อย่างสิ้นเชิง เป็นวิธิการที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติที่เรียกว่า สติปัฎฐาน 4 คือ กาย เวทนา จิตและธรรม เป็นการสำรวจความจริงเกี่ยวกับตัวเรา สำรวจโดยไม่คาดหวังอะไรล่วงหน้า ไม่ยึดปรัชญา หลักเกณฑ์ เป็นหลักการเดียวกับวิทยาศาสตร์คือ ค้นหาความจริงไม่ว่ามันจะเป็นอย่างไร บางคนทนไม่ไหว  ท้อ...  คิดจะหนีหรือหนีไปเลยก็ในวันนี้ละครับ...   รุ่นนี้ก็ทยอยหายไปทีละคนๆ ผู้ชายหายไป 4 คน ผู้หญิงก็หายไปเหมือนกันแต่ผมไม่ทราบว่ากี่คน ด้วยเหตุผลต่างกันไปขึ้นอยู่กับการสะสมบุญบารมีของแต่ละคน วันนี้เริ่มด้วยการทำอานาปนสติให้มีสติโดยกำหนดลมหายใจเข้าออกอยู่บริเวณจมูกฐานริมฝีปากบน ต่อด้วยการฝึกวิปัสสนากรรมฐานให้ดูความรู้สึกทางกาย เวทนาที่เกิดกับร่างกายของเรา เริ่มสังเกตจากส่วนบนสุดของร่างกายค่อยๆ สังเกตความรู้สึกที่ละส่วนๆ ของร่างกาย อาจารย์บอกว่าเหมือนเราตักน้ำรดศีรษะ น้ำจะไหลจากศีรษะลงมาตามร่างกายโดยไม่ติดขัดฉันใด การสำรวจร่างกายก็ทำอย่างนั้น... โดยเริ่มจากกลางกระหม่อมตามด้วยรอบๆ ศีรษะลงมาบริเวณใบหน้า คอ ไหล่ แขนที่ละข้าง ลำตัว ขาทั้งสองข้างจนถึงฝ่าเท้า นิ้วเท้าทุกนิ้ว สำรวจทุกซอกทุกส่วนของร่างกาย แล้วก็สำรวจไล่ย้อนขึ้นมาจากปลายเท้าจรดศีรษะ ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องสนใจว่าจะได้สักกี่ครั้งกี่รอบ สำรวจไปจนครบหนึ่งชั่วโมง ให้สังเกตความรู้สึกเวทนาครับ... และนี่คือชั่วโมงอธิฐาน เป็นหนึ่งชั่วโมงที่หนักมาก ปวด ปวดมาก เนื่องจากไม่อนุญาตให้เปลี่ยนท่านั่ง ช่วง 30 นาทีแรกพอรับไหว ผ่านไป 40 นาที 50 นาที ปวด ปวดมาก..ความรู้สึกว่าเวลามันเดินช้าเหมือนเป็นปี..ชั่วโมงธรรมบรรยายอาจารย์สอนเกี่ยวกับนามขันธ์ ประกอบ ด้วยวิญญาณ ส่วนที่รับรู้ต่อสิ่งที่มากระทบ สัญญา ส่วนที่จำได้และกำหนดหมาย เวทนา ส่วนที่รู้สึก และสังขาร ส่วนที่ปรุงแต่งและโต้ตอบ คนเราจะยึดมั่นกับขันธ์ทั้ง 5 อย่างเหนียวแน่น แล้วก็เกิดทุกข์ที่เรียกว่า อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นนอกจากนั้นอาจารย์ยังพูดถึงมโนกรรมคนเราส่วนใหญ่มองไปที่วจีกรรมและกายกรรม แต่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับมโนกรรมซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในส่วนตัวผมเองชั่วโมงอธิฐานครั้งแรกปวดบ่าทั้งสองข้างเหมือนมีคนสัก10 คน 20 คนนั่งขย่มอยู่บนบ่า...ชั่วโมงอธิฐานครั้งที่สองปวดหลังจุดเดียวปวดสุด สุด  ชั่วโมงอธิฐานครั้งที่สามนี้รู้สึกปวดหัวเข่าทั้งสองข้าง ปวดทั้งตัว ตัวงอเหมือนเราเป็นก้อนดินกลมๆประมาณนั้น... เหงื่อออก ร้อนผ่าวและปวดเมื่อยไปทั้งตัว มีอาการคล้ายๆ เป็นไข้..แต่ไม่ใช่ หลังจากหมดชั่วโมงกลับไปนอนไม่หลับ ร้อนมาก...เหงื่อออกมากแม้จะมีพัดลม..ฝนตกอากาศชื้นก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย...การนั่งแต่ละครั้งเราจะไม่รู้เลยว่าจะปวดบริเวณไหน ที่กล่าวมานี้เป็นประสบการณ์ส่วนตัวซึ่งจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละคน ประสบการณ์ใครประสบการณ์มันครับ ในวันต่อๆ มา ชั่วโมงอธิฐานบางครั้งเมื่อความปวดถึงขั้นสูงสุด หรือบางคนปวดน้อย หรือไม่ปวดเลย ร่างกายจะรู้สึกซ่า เบาสบาย ร่างกายจะสั่นสะเทือน เหมือนมีคลื่นไฟฟ้าเล็กๆ บางครั้งก็เกิดทั้งตัว บางครั้งก็เกิดเป็นบางส่วนที่เรียกว่าสุขเวทนา จะเป็นสุขเวทนาหรือทุกข์เวทนา ก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทุกอย่างไม่เที่ยง อาจารย์บอกว่าอาการปวด เรียกว่า รู้สึกหนักๆ หรือหยาบ ถ้ารู้สึกเบาๆหรือเรียกว่ารู้สึกละเอียด จะรู้สึกหยาบหรือรู้สึกละเอียดก็ไม่ต้องไปสนใจ ให้มีสติรู้ตัวให้จิตสมดุล ภาษาแขกเรียกว่าอุเบกขา มีอุเบกขาทุกขณะจิต เมื่อเราสำรวจร่างกายไปยังส่วนใดแม้ว่าจะรู้สึกหนักแค่ไหนก็ไม่ต้องไปสนใจ ให้สำรวจต่อไปตามที่กำหนดไว้ แม้ว่ามันจะรู้สึกปวด รู้สึกหนักในบริเวณที่ยังสำรวจไปไม่ถึงจิตก็ไม่ต้องกระโดดไปตรงนั้นตรงนี้ไม่ต้องครับ... เนื่องจากจะเป็นประโยชน์ต่อเราเองในอนาคตในการสำรวจความ รู้สึกเวทนา โดยเริ่มจากความรู้สึกหยาบๆ แล้วค่อยละเอียดขึ้นๆ จิตจะสงบเย็น มีอุเบกขาหรือจิตมีความสมดุล...ค่อยเล่าต่อวันหลังครับ