บทที่ ๙ ของหนังสือ Teach Like Your Hair's on Fire, Penguin Books, 2007 ที่เขียนโดยครู Rafe Esquith เป็นเรื่องการเรียนศิลปะ
⊙ ครู Rafe ได้รับ National Medal of Arts เป็นครูเพียงนเดียวที่ได้รับเหรียญนี้ โดยที่ตนเองไม่มีฝีมือด้านนี้เลย แต่ครู Rafe เห็นว่าการเรียนศิลปะอย่างถูกต้อง จะทำให้เด็กได้เรียนรู้อย่างบูรณาการ คือได้เรียนความมีวินัย ความรับผิดชอบ การทำงานเป็นทีม รู้จักเสียสละ การฝึกฝน แก้ความผิดพลาดบกพร่อง ฟัง และการจัดการเวลา
⊙ ครู Rafe ต้องการให้การเรียนศิลปะ ช่วยให้เด็กได้สนุก และได้เรียนรู้ข้างต้นไปพร้อมๆ กัน
⊙ ครู Rafe เรียนรู้วิธีจัดการเรียนศิลปะโดยไปดูที่โรงเรียนที่มีชื่อเสียงด้าน ดนตรี ศิลปะ และการละคร ได้ความรู้สำหรับเอามดำเนินการในชั้นของตน ได้ความรู้ทั้งสิ่งที่ควรทำ และสิ่งที่ไม่ควรทำ
⊙ ครู Rafe มีศิษย์ที่เป็นอัจฉริยะทางดนตรี เด็กคนนี้ได้รับทุนศึกษาดนตรีต่อในโรงเรียนมัธยมที่มีชื่อเสียง ครั้งหนึ่งโรงเรียนจัดแสดงดนตรีเพื่อโชว์อัจฉริยภาพของนักเรียนคนนี้ และเธอเชิญครู Rafe ไปร่วมงานด้วย ปรากฎว่าเธอเล่นเปียโนกับวงผู้ใหญ่ที่เป็นครูดนตรี แต่เธอได้เล่นเฉพาะตอนโหมโรง (overture) เท่านั้น หลังจากนั้นอีก ๒ ชั่วโมงผู้ใหญ่เล่นหมด โดยทางโรงเรียนลืมไปว่า ในงานของโรงเรียน ศูนย์กลางความสนใจคือนักเรียน ไม่ใช่ผู้ใหญ่ ครู Rafe เห็นว่าผู้ใหญ่ (ครู พ่อแม่) มักลืมไปว่า ในการเรียนศิลปะ เราแสวงหาความสัมบูรณ์ แต่เราจะไม่มีวันบรรลุ การเรียนศิลปะเป็น “การเดินทาง” ไม่ใช่การบรรลุเป้าหมายสุดท้าย
⊙ การเรียนศิลปะ เป็นการฝึกความสร้างสรรค์ และไม่จำเป็นจะต้องเป็นศิลปะการแสดง สามารถเรียนแบบโครงงานได้ เช่นโครงงาน Matisse Cutouts, Haloween Masks, David Hockney Self-Portraits, Beautiful String Art จุดสำคัญคือ ครู Rafe มีวิธีจัดให้เครื่องมือเครื่องใช้มีไม่พอจำนวนคน ทำให้เด็กต้องรอ ต้องช่วยเหลือกัน และมีการทำงานเป็นทีม ผลัดกันเป็นผู้ถูกกระทำ ที่เพื่อนจะต้องผลัดกันดูแลเพื่อนที่ทำหน้าที่หุ่นทำหน้ากาก การเรียนศิลปะจึงเป็นการฝึกความมีน้ำใจ ความเห็นอกเห็นใจ ความอดทน ความแม่นยำ นอกเหนือจากความรู้เชิงศิลปะ เช่นวิทยาการเกี่ยวกับสี
⊙ โลกปัจจุบัน บ้ามาตรฐานกลาง วิชาศิลปะช่วยให้เด็กได้ดำรงความเป็นตัวตนของตนเอง
วิจารณ์ พานิช
๗ มิ.ย. ๕๑