เทคนิควิธีและเครื่องมือในการทำงาน (2)
สวัสดีค่ะ วันนี้ ต้องเตรียมความรู้ใหม่ ๆ เพื่อนำไปแชร์ให้กับพยาบาลน้องใหม่ของแผนก AE ให้รับทราบข้อมูลด้านคุณภาพว่าทำไมต้อง HA เครื่องมือคุณภาพ ต่อจากตอนที่ 1 ค่ะ
ตอนที่ 2 เทคนิควิธีและเครื่องมือในการทำงาน
ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น หน้าที่สำคัญประการหนึ่งของวิทยากรเครือข่ายชุมชน คือ การฟื้นฟูและพัฒนาความเชื่อมั่นในศักยภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอยู่แล้วให้เกิดขึ้นให้ได้เพื่อชุมชนสามารถแก้ปัญหาและพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพในการ พัฒนาศักยภาพดังกล่าว วิทยากรเครือข่ายชุมชนต้องมีเทคนิคและเครื่องมือในการทำงานดังนี้
ก. เทคนิคและเครื่องมือในการพัฒนา
1. เทคนิคการพัฒนาขีดความสามารถของคน
1.1 เทคนิคการพัฒนาระดับการคิดของประชาชน
การช่วยยกระดับการคิดของประชาชนให้มีความสามารถในการคิดสูงขึ้น เพื่อช่วยให้ประชาชนมองเห็นทิศทางและแนวทางใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหาและพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างลึกซึ้งและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น จำแนกได้ 7 ระดับ ดังนี้
1) การแลกเปลี่ยนความคิด (Sharing ideas)
2) การคิดเพื่อการจับประเด็นสำคัญร่วมกัน (Exploring ideas ) เป็นการที่มีการกำหนดขอบเขตและเป้าหมาย ผู้เข้าร่วมประชุมจะช่วยกันพิจารณาเสนอและมีสรุปประเด็นสำคัญ ๆ ร่วมกัน
3) การคิดเพื่อการระดมสมอง (Brainstroming) เป็นการร่วมกันแสดงความคิดหลังจากที่สามารถกำหนดประเด็นที่สำคัญ ๆ ได้แล้ว โดยผู้เข้าร่วมประชุมจะช่วยกันแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนั้น ๆ อย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง
4) การคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) เป็นการคิดที่พัฒนาขึ้นมาจากระยะที่ 3 ภายหลังที่ได้ร่วมแสดงความคิดต่อประเด็นนั้น ๆ อย่างกว้างขวางแล้ว หากวิทยากรเครือข่ายชุมชนสามารถดำเนินการประชุมได้เป็นอย่างดี ก็สามารถช่วยให้ผู้เข้าร่วมประชุมค้นพบความคิดใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น
5) การคิดที่เกิดจากแรงบันดาลใจใหม่ ๆ (Inspiration) เป็นการคิดที่พัฒนาจากระดับที่ 4 ผู้เข้าร่วมประชุมจะเกิดจินตนาการและเกิดความมุ่งมั่นที่จะแสวงหาทิศทางและแนวทางใหม่รวมทั้งเกิดความเชื่อมั่นในพลังแห่งการคิดของตนเอง
6) การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analysis) เป็นการคิดที่ต้องอาศัยวิจารณญาณอย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง มองเห็นการเชื่อมโยงของเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างรอบด้าน ทำให้คิดพิจารณาในเรื่องนั้นอย่างทะลุปรุโปร่ง
7) การคิดในขั้นสูงสุด (Critical Thinking) หมายถึงระดับการคิดที่ช่วยให้สามารถเข้าใจเรื่องหนึ่งได้อย่างแจ่มแจ้ง ถึงขั้นที่สามารถจัดการกับเรื่องนั้นได้อย่างเด็ดขาด เป็นความคิดที่จะปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตของคนในท้องถิ่นได้
1.2 เทคนิคการฟัง
ในการสื่อสารกันระหว่างมนุษย์นั้น ร้อยละแปดสิบใช้การฟังเพียงร้อยละยี่สิบเท่านั้นที่ใช้ในการพูด การรู้จักฟังอย่างฉลาดเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การฟังจึงเป็นเรื่องสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ของวิทยากรเครือข่ายชุมชน วิทยากรเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นชุมชนต้องรู้จักฟังอย่างลึกซึ้ง ซึ่งหมายถึง การฟังด้วยกายและใจ เป็นการฟังที่มีความหมายมาก เพราะเป็นการแสดงออกซึ่งการเคารพและเชื่อมั่นในคุณค่าของผู้พูด การฟังเช่นนี้จะต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ คือ
1) ต้องมีความตื่นตัวตลอดเวลาที่ฟัง
2) ต้องมีจิตใจที่จดจ่ออยู่กับเรื่องที่ฟัง
3) ต้องมีที่ท่าที่ช่วยให้ผู้พูดเกิดความเชื่อมั่นและภูมิใจที่จะพูดให้ฟังวิทยากรเครือข่ายชุมชนต้องสามารถจับประเด็นและเชื่อมโยงประเด็นได้เป็นระบบ รวมทั้งต้องสามารถมองเห็นคุณค่าของเรื่องที่กำลังฟังได้อย่างชัดเจนด้วยวิทยากรเครือข่ายชุมชนฟังโดยไม่ประเมินและตัดสินความคิดของผู้พูด เพราะจะเป็นการสกัดกลั้นและบั่นทอนการพูด แต่ต้องเป็นการฟังที่ช่วยให้ผู้พูดเกิดความมั่นใจและภาคภูมิใจที่พูดอย่างเต็มที่ ดังนั้น การฟังของวิทยากรเครือข่ายชุมชนจึงต้องฟังอย่างสร้างสรรค์โดยแท้
1.3 เทคนิคการพูด
คนโดยทั่วไปมักเข้าใจว่า การพูดเป็นการเปล่งถ้อยคำออกมาเป็นเรื่องราวเท่านั้น แท้จริงการพูดที่ลึกซึ้งหมายรวมถึงการใช้ถ้อยคำและท่าทางผสมกลมกลืนกันไป รวมทั้งการแสดงสีหน้าที่ปรากฏต่อการรับฟังของผู้ฟังด้วย วิทยากรเครือข่ายชุมชนจะต้องตระหนักอยู่เสมอว่าท่านสามารถใช้เสียงพูดและกริยาท่าทางของท่านประดุจนักดนตรีกล่าวคือ ท่านสามารถใช้เสียงพูดเพื่อประโยชน์อย่างน้อย 6 ประการ ดังต่อไปนี้
1) ใช้เสียงพูดเพื่อการชี้นำ
2) ใช้เสียงพูดเพื่อการกระตุ้นและปลุกเร้า
3) ใช้เสียงพูดเพื่อการสนับสนุน
4) ใช้เสียงพูดเพื่อการผ่อนคลาย
5) ใช้เสียงพูดเพื่อการเสริมสร้างแรงบันดาลใจ
6) ใช้เสียงพูดเพื่อการหยอกล้อ
การพูดที่ดีสามารถขับเคลื่อนมนุษย์ได้อย่างน่าอัศจรรย์เคล็ดลับของการพูดที่มีประสิทธิภาพคือการพูดที่ตรงออกมาจากหัวใจแห่งความรักและความปรารถนาดีมิใช่พูดออกมาจากหัวสมองอันแห้งแล้งการพูดที่มุ่งประโยชน์เพื่อผู้ฟังอย่างจริงจังและจริงใจวิทยากรเครือข่ายชุมชน จึงไม่ต้องเป็น
นักพูดหากแต่ต้องเป็นผู้มีความจริงใจในสิ่งที่พูดและมีความรักในตัวผู้ฟัง
1.4 เทคนิคการจัดการข้อมูลข่าวสาร
วิทยากรเครือข่ายชุมชนต้องมีเทคนิคด้านการจัดการข้อมูลข่าวสารเพื่อสามารถกำหนดแนวทางไปสู่เป้าหมายที่ต้องได้ซึ่งได้แก่ การจัดหาและประเมินข้อมูลข่าวสาร
*การนำข้อมูลข่าวสารแปลความสามารถแปลความและสื่อสาร
* การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อประมวลข้อมูลข่าวสาร
1.5 เทคนิคการทำงานเป็นทีม
วิทยากรเครือข่ายชุมชนต้องสามารถทำงานเป็นทีมได้เข้าร่วมกับทีมที่มีพื้นฐานทางวัฒนธรรมต่างกันได้ซึ่งการทำงานเป็นทีมมีเทคนิคดังนี้
* การมีส่วนร่วมในฐานะสมาชิกของกลุ่ม โดยการให้ความร่วมมือร่วมใจอย่างเต็มความสามารถ
* สอนหรือเผยแพร่ทักษะใหม่ ๆให้กับบุคคลอื่น
* บริการให้ผู้รับเกิดความพอใจ
* แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำด้วยการแสดงความคิดเห็นที่ถูกต้องชัดเจนเหมาะสมสามารถโน้มน้าวและชักจูงผู้อื่นได้
* ริเริ่มสิ่งใหม่ ๆคือการทำงานด้วยวิธีการคิดแบบใหม่ ๆ กำหนดและออกแบบหรือวางระบบใหม่ๆ มีแนวทางแก้ปัญหาและพัฒนางานใหม่ๆ ที่หลากหลาย
* ทำงานร่วมกับบุคคลที่มีความหลากหลายได้ดี
1.6 เทคนิคการใช้เทคโนโลยี
* การเลือกสรรเทคโนโลยี เช่นการเลือกกระบวนการเครื่องมือหรืออุปกรณ์ รวมทั้งคอมพิวเตอร์และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี
* การประยุกต์เทคโนโลยีเพื่อการทำงาน
* การดูแลและการแก้ไขอุปกรณ์ได้แก่ การป้องกันการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์ทั้งที่เป็นคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีต่างๆ
2. เทคนิคการพัฒนาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน
ความสำเร็จของการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นซึ่งสามารถจำแนกได้ 7 ระดับ ดังต่อไปนี้
2.1 ระดับการมีส่วนร่วมโดยมีผู้กำกับอยู่เบื้องหลัง (Manipulation) หมายถึงการมีส่วนร่วมที่ประชาชนไม่ได้มีอิสรภาพเพราะไม่ได้ใช้ความคิดพิจารณาของตัวเองอย่างแท้จริงแต่มีผู้กำหนดบทบาท จุดมุ่งหมายตลอดจนวิธีการดำเนินการคนในท้องถิ่นเพียงดำเนินการตามที่ผู้มีบทบาท
กำหนดไว้
2.2 ระดับการมีส่วนร่วมแบบปรึกษาหารือ (Consultation) หมายถึงการที่คนในท้องถิ่นถูกเชิญเข้าร่วมประชุมเพื่อขอความคิดเห็นโดยมีการกำหนดจุดมุ่งหมายและประเด็นตลอดจนมีการกำหนดข้อสรุปไว้ล่วงหน้าประชาชนเพียงแต่ทำหน้าที่ให้การรองรับตามความประสงค์ของผู้ดำเนินการเท่านั้น
2.3 ระดับการมีส่วนร่วมเพื่อรับรอง (Consensus Building) หมายถึงการที่ประชาชนถูกเชิญให้เข้าร่วมประชุมเพื่อแสดงความเห็นพ้องกับสิ่งที่ผู้จัดประชุมได้มีข้อสรุปไว้แล้วซึ่งอาจจะเป็นข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริงก็ได้หรือเป็นข้อสรุปที่แฝงผลประโยชน์ของผู้จัดการประชุม
2.4 ระดับการมีส่วนร่วมเพื่อการตัดสินใจ (Decision Making) หมายถึงการมีส่วนร่วมที่ประชาชนมีสิทธิมีเสียงในการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยคำนึงถึงความคิดเห็นและความต้องการของประชาชนเป็นสำคัญจึงเป็นการมีส่วนร่วมที่ให้ความสำคัญต่อความเห็นและความต้องการของประชาชนมากขึ้น
2.5 ระดับการมีส่วนร่วมที่ประชาชนมีส่วนต้องรับผิดชอบในผลของการตัดสินใจ (Risk Sharing) เป็นการมีส่วนร่วมที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางรวมถึงมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อผลทีเกิดจากการตัดสินใจนั้นด้วยการมีส่วนร่วมในระดับนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการให้เกียรติยศและเชื่อมั่นในความคิดเห็นของประชาชนเป็นอย่างมาก
2.6 ระดับการมีส่วนร่วมแบบคนที่เท่าเทียมกัน (Partnerships)หมายถึงการมีส่วนร่วมที่ประชาชนเป็นผู้มีสิทธิในการตัดสินใจอย่างเต็มที่เป็นการเคารพในภูมิปัญญาตลอดจนในวัฒนธรรมของประชาชน โดยถือว่าความคิดและวิถีของประชาชนมิได้มีคุณค่าน้อยไปกว่าความคิดและวิถีชีวิตของใคร
2.7 ระดับการมีส่วนร่วมที่ประชาชนพึ่งพาตนเอง (Self Reliance) หมายถึงการมีส่วนร่วมที่เปิดโอกาสให้ประชาชนกำหนดทิศทางและแนวทางในการแก้ปัญหาและพัฒนาด้วยตัวของประชาชนเองอย่างเต็มที่หน้าที่ของวิทยากรเครือข่ายชุมชน คือ การส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนร่วมกันใช้ความคิดและภูมิปัญญาที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดเพื่อคนในท้องถิ่น โดยคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง
ความหวังอันสูงสุดในการปฏิบัติหน้าที่ของวิทยากรเครือข่ายชุมชนก็คือการช่วยให้คนในท้องถิ่นสามารถมีส่วนร่วมในระดับที่เจ็ดซึ่งจะเป็นหลักประกันได้ว่าคนในท้องถิ่นจะสามารถพึ่งตนเองในการแก้ปัญหาและพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนการที่จะช่วยให้คนในท้องถิ่นบรรลุสู่ระดับนี้ได้ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความเพียรพยายามอย่างเสียสละของผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน
3. เทคนิคการจัดการความขัดแย้ง
ในการทำหน้าที่ของวิทยากรเครือข่ายชุมชนต้องถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่จะพบกับความขัดแย้งในรูปแบบต่างๆ วิทยากรเครือข่ายชมุชนต้องไม่รู้สึกตื่นตระหนกหากต้องเสียสละและพิจารณาหาวิธีการจัดการกับความขัดแย้งนั้นอย่างใจเย็นความขัดแย้งที่วิทยากรเครือข่ายชุมชนจะพบเห็นในการดำเนินงานอาจจำแนกออกได้เป็น 6 ลักษณะต่อไปนี้
3.1 ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกขุ่นเคืองใจของ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมซึ่งมักจะแสดงออกโดยไม่รู้สึกตัวหรือไม่ตั้งใจแต่มีผลทำให้บรรยากาศของการจัดกิจกรรมไม่ราบรื่น
ความขุ่นเคืองนี้อาจติดค้างมาในใจก่อนที่จะเข้าร่วมกิจกรรมหรือเกิดขึ้นหลังจากเข้าร่วมกิจกรรมนี้แล้วก็ได้หน้าที่ของวิทยากรเครือข่ายชุมชนก็คือต้องคอยสังเกตและจับความขุ่นเคืองที่มีอยู่ภายในจิตใจของผู้เข้าร่วมประชุมโดยการสังเกตจากสีหน้าท่าทางตลอดจนวิธีการแสดงความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างใกล้ชิดวิธีการจัดการกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ตัววิทยากรเครือข่ายชุมชนก็ต้องคอยตรวจสอบความขุ่นเคืองที่อาจมีอยู่ในจิตใจของตัวเองด้วยหากปล่อยไว้จะทำให้ปฏิบัติหน้าที่ไม่ราบรื่น
3.2 ความขัดแย้งที่เกิดจากการตำหนิติเตียนและการหาผู้รับผิดชอบเป็นธรรมชาติของการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ที่มักหนีไม่พ้นการตำหนิติเตียนและการหาผู้รับผิดชอบในปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นสาเหตุสำคัญของเรื่องนี้เกิดจากความรู้สึกด้อยคุณค่าและด้อยอุดมการณ์ของผู้ที่ตำหนิ ซึ่งจะนำไปสู่การติเตียนหรือการโยนความผิดให้ผู้อื่นวิทยากรเครือข่ายชุมชนจักต้องจัดการกับความขัดแย้งในลักษณะนี้ทันทีที่สังเกตเห็นโดยจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ได้พูดคุยหรือระบายความรู้สึกเกี่ยวกับปัญหานั้นๆทันทีโดยถือว่าเป็นปัญหาที่คนทั้งกลุ่มต้องรับทราบและช่วยกันแก้ไขก็ทำให้ปัญหานั้นละลายหายไปในที่สุด
3.3 ความขัดแย้งที่เกิดจากการแยกเป็นกลุ่มย่อยในกลุ่มใหญ่วิทยากรเครือข่ายชุมชนต้องถือเป็นเรื่องธรรมดาที่มักจะมีการแยกกลุ่มย่อยในกลุ่มใหญ่วิธีการจัดการกับปัญหานี้คือใช้กิจกรรมเพื่อให้เกิดการตัดสินใจร่วมกัน (Collective Dicision Making) แทนการใช้กิจกรรมที่ส่งเสริมการตัดสินใจเฉพาะกลุ่มตลอดจนอาจใช้วิธีการกระจายคนออกไปสู่การรวมกลุ่มในลักษณะอื่นๆ ด้วยก็ได้
3.4 ความขัดแย้งที่เกิดจากการคิดเป็นกลุ่มความขัดแย้งในลักษณะการคิดเป็นกลุ่มจะเกิดขึ้นในกรณีที่ปล่อยให้การรวมกลุ่มดำเนินไปในเวลายาวนานเกินสมควรหรือเกิดจากการส่งเสริมให้มีการแข่งขันระหว่างกลุ่มอย่างเอาจริงเอาจังในกรณีที่มีความขัดแย้งดังกล่าวเกิดขึ้นวิทยากรเครือข่าย
ชุมชนจักต้องชี้ให้สมาชิกมีความตระหนักและมีความตื่นตัวต่อปัญหาดังกล่าวทันทีหรืออาจจะสลายความคิดของกลุ่มโดยการโยงความคิดนั้นไปสู่คุณค่าจุดมุ่งหมาย ตลอดจนวิสัยทัศน์ร่วมที่ตกลงไว้แล้วก็ได้
3.5 ความขัดแย้งที่เกิดจากการท้าทายระหว่างสมาชิกเป็นเรื่องธรรมดาที่มักจะเกิดการท้าทายระหว่างสมาชิกในกลุ่มทั้งที่ท้าทายอย่างชัดเจนและอย่างนุ่มนวลหน้าที่ของวิทยากรเครือข่ายชุมชนก็คือจักต้องใช้กิจกรรมที่สามารถสร้างความยอมรับและนับถือในความคิดของกันและกันโดยที่สมาชิกแต่ละคนตระหนักในคุณค่าของกันและกันเช่นกิจกรรมส่งเสริมให้แต่ละคนได้แสดงความเห็นประเด็นใดประเด็นหนึ่งซึ่งเป็นประเด็นกลางตามแง่มุมที่แต่ละคนเห็นจะมีผลให้แต่ละคนได้มีความเข้าใจในประเด็นนั้นๆ ได้อย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง พึงเข้าใจด้วยว่าการท้าทายมีผลในทางบวกได้หากวิทยากรเครือข่ายชุมชนสามารถพลิกความท้าทายนั้นให้เป็นพลังในการแสวงหาทิศทางหรือแนวทางคำตอบที่ดียิ่งขึ้นได้
3.6 ความขัดแย้งที่เกิดจากการท้าทายตัววิทยากรเครือข่ายชุมชนโดยตรงผู้เป็นวิทยากรเครือข่ายชุมชนในระยะแรกๆ มักเกิดความวิตกว่าจะถูกท้าทายจากสมาชิกซึ่งอาจเป็นการท้าทายโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ได้วิทยากรเครือข่ายชุมชนจะต้องถือว่าปัญหานี้เป็นเรื่องปกติและธรรมดาและไม่ควรปล่อยให้ผ่านไปหรือแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจหรือไม่เห็นหากควรหาวิธีจัดการกับปัญหานี้ทันทีโดยการเปิดโอกาสให้สมาชิกได้แสดงความรู้สึกที่มีต่อวิทยากรเครือข่ายชุมชนอย่างตรงไปตรงมาและรับฟังความคิดนั้นด้วยความเคารพโดยไม่ปกป้องตัวเองแต่ควรย้ำว่าเป็นสิทธิของสมาชิกที่สามารถจะสงสัยในคุณวุฒิหรือคุณสมบัติของผู้เป็นวิทยากรเครือข่ายชุมชนได้เสมอ
วิทยากรเครือข่ายชุมชนพึงเข้าใจว่าถึงแม้ว่าจะพบกับการท้าทายถึงขั้นไม่เป็นที่ยอมรับของสมาชิกก็มิได้หมายความว่าจะต้องสูญเสียความมั่นใจหรือรู้สึกว่าเป็นการเสียศักดิ์ศรีของการเป็นวิทยากรเครือข่ายชุมชนหากแต่เป็นสัญญาณที่เตือนให้ต้องมีความตระหนักว่าจะต้องฝึกฝนพัฒนาตนเองให้มากๆ ยิ่งขึ้น การยอมรับการท้าทายอย่างตรงไปตรงมาด้วยจิตใจที่เปิดกว้างแต่หนักแน่นและมั่นคงโดยพร้อมที่จะปรับปรุงยืดหยุ่นจักช่วยคลี่คลายปัญหานี้ได้ในที่สุด
4. เทคนิคการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม
การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเป็นการวิจัยที่ประชาชนผู้เคยเป็นประชากรที่ถูกวิจัยเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ร่วมในกระบวนการวิจัยนั่นเองการมีส่วนร่วมนี้จะต้องมีตลอดทุกขั้นตอนของกระบวนการวิจัยนับตั้งแต่การกำหนดปัญหาที่เริ่มศึกษาวิจัยในชุมชนนั้นๆการเลือกระบุประเด็นปัญหา
การสร้างเครื่องมือการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์และการเสนอสิ่งที่ค้นพบจนกระทั่งถึงการกระจายความรู้ที่ได้จากการวิจัยไปสู่การปฎิบัติหรือการใช้ประโยชน์จากผลการวิจัยในการแก้ปัญหาและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรงกล่าวอีกนัยหนึ่ง การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมก็คือกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นระบบหลีกเลี่ยงการพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมากเกินไปแต่เป็นการทำงานและเรียนรู้ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอภาคระหว่างนักวิจัยและคนในท้องถิ่นยอมรับและเชื่อมั่นในภูมิปัญญาตลอดจนศักยภาพในการแก้ปัญหาและพัฒนาชชุมชนของคนในท้องถิ่นโดยคนในท้องถิ่นเพื่อคนในท้องถิ่น
วิทยากรเครือข่ายชุมชนพึงเข้าใจว่าการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับใช้พัฒนาความสามารถในการคิดและการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่นนอกจากจะส่งเสริมการคิดและการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างคนในท้องถิ่นแล้วคนในท้องถิ่นยังสามารถใช้ความรู้เกิดขึ้นในการแก้ปัญหาและพัฒนาท้องถิ่นได้ทันทีอีกด้วย
ติดตามต่อตอนที่ 3 ค่ะ