ผมอยากบันทึกประสบการณ์ที่ผมคิดว่า คงหาได้ไม่ง่ายนักสำหรับหลายๆ คนไว้ในบันทึกครับ ผมเองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะกลายเป็นผู้ป่วยขาหักไปได้เพียงเสี้ยววินาทีครับ เลยอยากบันทึกความทรงจำในช่วงเวลานั้นไว้ เผือกลับมาอ่านอีกครั้งจะได้เกิดการเรียนรู้และระลึกถึงมันได้ครับ

168 ชม. นั่นไม่ได้เต็มไปด้วยความเจ็บปวดครับ แต่ผมว่าเต็มไปด้วยความอบอุ่นและกำลังใจดีๆ ครับ ผมเลยอยากบันทึกไว้ในบล็อกเท่าที่ผมสามารถนำถ่ายทอดออกมาได้ (แฮะแฮะ เช้าวันนี้นั่งได้ไม่เต็มก้นเหมือนเมื่อวานแล้วครับ เลยไม่แน่ใจว่าจะนั่งเขียนบันทึกได้จบประเด็นหรือเปล่า)

การไปถึงโรงพยาบาลไม่ได้เป็นไปอย่างที่ผมคาดหวังครับ เพราะผมคิดว่า ผมควรได้ร้บการรักษาทันที แต่แล้ว ผมถูกส่งเข้าห้องอุบัติเหตุฉุกเฉินทันทีก็จริงเมื่อผมถึงไปโรงพยาบาล แต่ผมต้องได้รับการตรวจสอบก่อนว่า ผมเป็นใคร ใช้สิทธิอะไร ส่วนช่วงเวลานั้นผมเพียงแค่นอนรออยู่บนเตียงครับ เจ้าหน้าที่มาถามชื่อและสิทธิกับผม ผมก็ตอบไปว่า ประกันสังคมครับ ทำไว้กับที่นี่ด้วย แล้วอิสมาแอลก็ยื่นบัตรประชาชนและประกันสังคมของผมให้เขาไป กลับมาอีกทีแทนที่จะได้เริ่มตรวจรักษาเสียที กลับไม่ใช่ครับ เขากลับมาแค่บอกว่า ผมไม่มีชื่อในรายการผู้ป่วยของโรงพยาบาล ฮิฮิ ผมก็ตอบไปว่า ก็ผมบอกไปแล้วว่า ผมขอใช้สิทธิที่นี้ แต่ผมไม่เคยมารักษาที่นี่ครับ เสร็จคำพูดนี้สงสัยเจ้าหน้าที่คงตาสว่างขึ้นครับ

เมื่อผมมีชื่อในรายชื่อผู้ป่วยของรพ. แล้ว นั่นแหละครับ กระบวนการรักษาจึงเริ่มขึ้น โดยเป็นการสอบถามเหตุการณ์และอาการครับ แล้วผมก็นอนรอไปอีกสักประมาณครึ่งชั่วโมงครับ (จำเวลาได้ดีครับ เพราะปลายเตียงก็เห็นแต่นาฬิกาฝาผนักแหละครับ) แล้วเจ้าหน้าที่ก็เริ่มเอาไม้กระดานแผ่นใหญ่มารองใต้ก้นยาวไปจนถึงปลายขาผมครับ แล้วก็มัดด้วยผ้าพัน โอ้ เจ็บมากครับ ผมครางเลยครับ คืนนั้นผมนุ่งผ้าโสร่งครับ บุรุษพยาบาลถามผมว่าจะถอดอย่างไร ผมก็ตอบว่า เอาแบบที่ไม่เจ็บนะ คือผมไม่ต้องยกก้นอีกแล้ว (ยกก้นมาหลายครั้งแล้วครับ ตั้งแต่ขึ้นรถ ลงรถ ขึ้นเตียง แล้วก็สอดไม้ดาม) เขาเลยไปหยิบกรรไกรมาเล่มหนึ่ง แล้วก็ถามผมมาอีกครั้งหนึ่งว่า ตัดเลยนะครับ ผมก็ตอบอย่างเห็นด้วยมากที่สุดว่า ตัดเลยครับ ตอนนี้สิ่งที่หลุดไปจากผมแล้วคือ ราวตากเสื้อ ผ้าอ้อมลูก และก็ผ้าโสร่ง (ออ. ผมไม่ได้ใส่กางเกงในครับ ฮิฮิ) จริงๆ ตอนฉีกผ้าโสร่งออก ผมรู้สึกโล่งใจมากครับที่ผมไม่ได้นุ่งกางเกง ไม่งั้นคงยุ่งยากน่าดูครับ จากนั้นเจ้าหน้าที่ให้ผมนุ่งผ้าของโรงพยาบาลครับ

ผมถูกใช้ให้เปลี่ยนไปนอนบนแปลอีกอันหนึ่งเพื่อย้ายผมไปถ่ายเอ็กซเรย์ครับ ทุลักทุเลน่าดูครับ มันต้องใจตรงกันระหว่างผมกับคนยกไม้กระดานที่ดามขาผมอยู่ ผิดจังหวะนิดเดียว ร้องโอ้ยเลยครับ รอบนี้ไม่มีการกักครับ (เออ จะไปกักทำไมให้เจ็บล่ะ ฮิฮิ ดังนั้นบางทีแค่เสียวผมก็โอ้ยแล้วครับ)

ถ่ายเอ็กซเรย์ไปสองสามท่า ก็ย้ายผมกลับมาที่ห้องอุบัติเหตุอีกครั้งหนึ่งแล้ว ผมก็ถูกสั่งให้ยกก้นกลับไปยังแปลตัวเดิมอีกครั้ง (ฮือ เจ็บอีกรอบหนึ่ง) ปรากฏรอไปอีกสักครึ่งชั่วโมง ก็โดยให้ย้ายแปลอีกรอบไปถ่ายเอ็กซเรย์ใหม่อีกครับ ผมก็ถามไปว่า ก็เมื่อกี้ไปมาแล้ว พยาบาลก็ตอบว่า ค่ะเมื่อกี้ไปถ่ายขาที่หัก รอบนี้ไปถ่ายปอด ผมก็แย้งว่า เกี่ยวอะไรกับปอดผมละ ผมขาหักน่ะ เขาก็ตอบว่า ถ้าผ่าตัดก็ต้องถ่ายปอดด้วย เจ็บอีกรอบหนึ่งสำหรับการเปลี่ยนแปล ตลกตัวเองครับว่า ทำไมเขาไม่ทำเสียครั้งเดียว ส่วนผมนะคงบอบช้ำไปหมดแล้วครับ

ยังไม่สิ้นสุดการเปลี่ยนแปลครับ เมื่อผมเซ็นต์สัญญายอมรับการผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว หมอก็บอกว่า ผ่าตอนบ่ายพรุ่งนี้แล้วกันนะครับ ไม่จำเป็นต้องรีบ ซึ่งพยาบาลอธิบายว่า การหักของผมเป็นการหักแบบแผลปิดครับ จึงไม่จำเป็นต้องรีบผ่าตัด เพราะการผ่าตัดกลางคืนไม่มีพยาบาลชำนาญการในห้องผ่าตัด ซึ่งจะทำให้หมอต้องทำงานหนักกว่าการผ่าตัดปกติ ผมก็โอเคครับ แล้วผมก็ต้องเปลี่ยนแปลอีกรอบหนึ่งเพื่อย้ายผมไปตึกศัลยกรรมกระดูกชาย

ถึงไปยังตึกผมก็เปลี่ยนไปยังแปลของตึกอีกครั้ง โอดครวญอีกครั้งหนึ่งครับ โอ้จะเป็นคนเจ็บสักทียุ่งยากจังเลย คืนนั้นแบร์มา เป็นคนเฝ้าใข้ผมตลอดคืนครับ ผมไม่ได้เจ็บแผลเท่าไรแล้วครับ เจ็บนิดๆ พอทนได้ แต่ที่ทำให้นอนไม่หลับเลยคือ เจ็บที่ปลายขาแทนครับ เพราะเป็นจุดที่ข้างเท้าของผมถูกมัดติดกับไม้ดาม ซึ่งขาผมข้างนี้ไม่เคยเยียบพื้นหรือสัมผัสอะไรมาก ดังนั้นมันบางมากครับ เมื่อถูกมัดและสีไปสีมากับไม้ดาม มันเจ็บมากๆ ครับ นอนไม่หลับทั้งคืนเลย

ก่อนจะนอนพยาบาลก็เห็นว่า ผมยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อครับ (ห้องแรกรับลืม แหม่ มันเป็นไปได้) พยาบาลก็เอาเสื้อมาให้ผมตัวหนึ่ง ให้ผมใส่เอง ผมก็ใส่แบบง่ายๆ ครับ คล้องรวมกับสายน้ำเกลือไปเลย (ซึ่งมันกลายเป็นปัญหาอีกรอบหนึ่งในตอนต่อไป) อ้าวก็ใครจะไปสวมมาจากถุงน้ำเกลือได้งัยละครับ

ตื่นเช้ามา (หลับไปเมื่อไรก็ไม่ทราบ) แบร์มาก็เอาน้ำมาอาบน้ำละหมาดให้ผม ผมก็เริ่มละหมาดซุบฮี เป็นละหมาดแรกในการอยู่โรงพยาบาลครับ เสร็จอาหารเช้า พยาบาลก็แจ้งว่า ผมต้องเริ่มอดอาหารเพื่อการผ่าตัดครับ ช่วงเช้าก็ได้รับการช่วยเหลือด้วยดีระหว่างอิสมาแอและแบร์มาครับ ผลัดกันมานั่งข้างเตียง

แขกสองท่านแรกที่มาเยี่ยมผมคือ ดร.ดลวนะ และเปาะวอครับ แฮะแฮะ เปาะวอเสนอว่า อาจารย์ตัดออกไปเลยดีกว่า ไม่ต้องมาต่อกระดูกหรอก ใส่ขาเทียมดีกว่า ฮิฮิ จริงๆ ผมก็คิดไว้งั้นเหมือนกันครับ เพียงแต่ยังเสียดายอยู่ถึงแม้ว่ามันจะใช้งานไม่ได้ก็ตาม

ตอนเช้าภรรยาของผมก็โทรมาถามอาการ แล้วถามว่าจะให้โทรบอกใครบ้าง ผมบอกว่าให้โทรบอกน้องชาย (คู่แฝดผม) คนเดียวก็พอ ที่เหลือให้น้องชายจัดการต่อ ฮิฮิ เหตุง่ายๆ ครับ คือ ถ้าให้ภรรยาผมโทรหาพ่อกับแม่เลย กลับจะเป็นเรื่องใหญ่ ให้น้องชายเป็นคนเล่าเรื่องต่อดีกว่า เพราะเวลาภรรยาผมเล่าเรื่องเป็นภาษาไทยแล้ว มีโอกาสเข้าใจผิดสูงครับ (แอบนินทาภรรยาสุดที่รัก)

แผนการผมได้ผลครับ เมื่อสายๆ พี่สาวสองคนแรกของผมก็มาถึงครับ พี่สาวสองคนนี้มาถึงก่อนพี่น้องคนอื่นก็เพราะเป็นสองคนที่อยู่ใกล้ที่สุด ครับ พี่สาวคนแรกอยู่ยะรัง (อ.เดียวกับผม) ส่วนพี่สาวคนที่สองอยู่ อ.บันนังสตา ส่วนพี่น้องคนอื่นๆ อยู่สตูลครับ)

แล้วผมก็ต้องเปลี่ยนแปลอีกครั้งเพื่อไปถ่ายเอ็กซเรย์อีกรอบ ที่น่าขำคือ แปลของแผนกเอ็กซเรย์ไม่มีที่แขวนน้ำเกลือ ทำให้พี่สาวของผมต้องเดินตามไปเพื่อช่วยถือถุงน้ำเกลือ เจ้าหน้าที่ก็บ่นว่า แปลของแผนกที่แขวนหายประจำเลย กว่าจะได้ถ่ายช้าครับ คิวยาว พอจะถ่าย ผมก็ต้องถือถุงน้ำเกลือเองครับ (ดีนะครับไม่ใช่ต้องป้ำอ๊อกซีเจนเองแบบที่ หมอแป๊ะเล่าไว้ ฮิฮิ)

กลับมาห้องเก่าอีกรอบหนึ่ง รอบนี้ผมถามว่า ผมไม่ต้องเปลี่ยนแปลได้มัยเนี๊ยะ เจ็บกับการย้ายไปย้ายมานี้แหละครับ หนักกว่าตอนล้มเสียอีก ปรากฏคำตอบคือ ไม่ได้ค่ะ เพราะเดี๋ยวก็ต้องเปลี่ยนเป็นแปลของตึกผ่าตัดอีกรอบหนึ่ง ผมเลยถึงบางอ้อว่า แปลเป็นของแต่ละแผนกครับ ไม่ได้ใช่ร่วมกัน

บ่ายสอง ผมเข้าห้องผ่าตัดครับ แล้วจะมาเล่าต่อครับ