หลังจากสอนไปได้ ๑ สัปดาห์ (แค่นั้น) พอเริ่มสัปดาห์ที่ ๒ มีนิสิต มานั่งแถวหน้า ๕ คนแล้ว (ชาย ๑ หญิง ๔) น่าสนใจ ที่จะไปสอบถามเขาหรือหล่อนว่า "เหตุใดจึงเลื่อนมานั่งแถวหน้า"
ในการเรียนการสอน ทุกครั้งจะให้นิสิตส่งสมุดการบ้าน เรียกว่า "สมุดแห่งการเรียนรู้" เป็นการสื่อสารความรู้สึกระหว่างนิสิตกับอาจารย์ โดยส่งทุกสัปดาห์ และ ตรวจทุกสัปดาห์ อย่างปกติเรียนวันพุธเช้า และพฤหัสบดีเย็น เราก็นัดส่งวันจันทร์...เพื่อจะมีเวลาตรวจและส่งคืนเช้าวันพุธ..(มีนิสิตรุ่นนี้แค่ ๒๕ คน)
โจทย์ใหญ่ในแต่ละสัปดาห์ก็คล้ายกัน คือ ให้สื่อสารว่า ในสัปดาห์นี้ได้เรียนรู้อะไรบ้าง (ทำนองว่า วันนี้ได้อะไรมากกว่าเมื่อวาน) ต่อไปนี้ก็คือเรื่องราวที่ ปู หรือ ศิริวรรณ นันตะวงษ์ ได้เล่าเอาไว้อย่างน่าสนใจ...
วันพฤหัสบดีที่ ๕ เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑
วันนี้เป็นวันแรก ที่เราได้แบ่งกลุ่มกันทำกิจกรรม อาจารย์ให้ยืนเป็นวงกลม แต่ก็ยืนกันไม่ค่อยเป็นวงกลมกันสักเท่าไรหรอก ตอนแรกอาจารย์ก็ให้ทุกคนแนะนำตัวเอง แล้วก็มีท่าประจำตัวของแต่ละคน กิจกรรมนี้ดีมากเลย
สำหรับตัวเองแล้ว เรายังไม่รู้จักพี่ปี ๔ เลย บางคนก็ไม่เคยเห็นหน้าเลยด้วยซ้ำ ทั้งที่เราและพี่เรียนอยู่เอกเดียกันแท้ๆ ไม่ใช่ว่าเราพึ่งมาเรียนที่นี่เป็นปีแรกสักหน่อย แต่เราเรียนมาตั้ง ๒ ปีแล้ว รวมปีนี้ก็ก้าวเข้าปีที่ ๓ แล้ว เรานี้แย่จริงๆ เลย ขนาดพี่ที่เอกตัวเองแท้ๆ ยังไม่รู้จักเลย คิดแล้วก็ตลกตัวเองดีนะ
หลังจากแนะนำชื่อแล้ว ก็ทำท่าประจำตัว ถ้าใช้ความคิดในแง่ของจิตวิทยาแล้ว การที่อาจารย์ให้ทำท่าประจำตัวของแต่ละคน มันทำให้เรามองคนๆ นั้นออกว่า "ขี้อาย หรือ เป็นคนกล้าแสดงออก"
ถ้าเป็นคนขี้อาย ก็จะทำท่าที่ใช้แค่มือและนิ้ว แต่ถ้าเป็นคนกล้าแสดงออก ก็จะใช้เกือบทุกส่วนของร่างกายร่วมกันทำท่า นอกจากนี้แล้ว ทุกคนที่ล้อมวงอยู่ ก็ได้ยิ้มและหัวเราะ เพราะท่าประจำตัวของใครบางคนในวงกลม ช่างทำได้กินใจจริงๆ ยกนิ้วโป้งให้เลย
ต่อจากนั้นก็ให้นับ ๑-๓ แล้วก็เริ่ม ๑-๓ ใหม่ จนครบทุกคน เราขอชื่นชอาจารย์ที่ใช้วิธีการแบ่งกลุ่มแบบนี้ เพราะตอนที่ให้ล้อมวงเป็นวงกลม ทุกคนก็จะยืนใกล้เพื่อนสนิทของตัวเอง พอนับ ๑-๓ ก็เลยไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกับเพื่อนที่สนิท ทำให้ต้องอยู่กลุ่มพวกพี่บ้าง เพื่อนที่ไม่สนิทบ้าง ทำให้เราได้เรียนรู้นิสัยใจคอและน้ำใจของคนเหล่านี้ ทำให้จากพี่ที่ไม่สนิท จากเพื่อนที่ไม่สนิท ตอนนี้เริ่มสนิทแล้ว และต่อไปคงสนิทมากขึ้นกว่านี้
แต่ตรงกันข้าม ถ้าอาจารย์ให้จับกลุ่มเอง ทุกคนก็คงจับกับเพื่อนของตัวเอง ทำให้พลาดโอกาส ที่จะทำความรู้จัก ความสนิทสนมกับคนอื่น หลังจากนั้น งานชิ้นแรกที่ได้ช่วยกันทำเป็นกลุ่ม คือ ให้คิดชื่อกลุ่ม เพลงประจำกลุ่ม และท่าเต้น อันนี้ดีมากเลย ทำให้เราได้มีโอกาสคุยกันภายในกลุ่ม
พอเราได้ทำตรงนี้ เรารู้สึกว่าพี่เขาดีมากเลย เปิดโอกาสให้เราได้แสดงความคิดเห็น ในทุกเรื่องเลย ในกลุ่มของเราคือจะใช้ประชาธิปไตย อย่างชื่อกลุ่มของเรา ทุกคนเสนอชื่อ เมื่อทุกคนเสนอชื่อ ชื่อก็มีอยู่เยอะ ไม่รู้จะใช้ชื่อไหนดี เราก็เลยให้โหวต โดยถือเสียงส่วนใหญ่
ตอนแรกเราคิดว่าชื่อกลุ่มก็ต้องเอาตามพี่ที่เขาตั้ง เพราะพี่เขาอายุมากกว่าเรา เราต้องฟังเขา แต่ความเป็นจริง กลับตรงข้ามกับที่เราคิด เราดีใจมากๆ ที่ได้ทำงานร่วม เวลาร่วมงานกัน เรารู้สึกเป็นกันเองมากๆ ในส่วนตรงนี้เราต้องขอบคุณอาจารย์จริงๆ ที่เป็นตัวกลางให้เราได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน.
เกือบลืมไปเลยว่า วันนี้อาจารย์ให้เราออกแบบเกณฑ์การให้คะแนนเอง เรารู้สึกว่ามันแปลกดีนะ ก็ทุกวิชาที่เราเคยเรียนผ่านมา อาจารย์ประจำวิชาจะเป็นคนกำหนดมาให้แล้วว่าคะแนนต้องได้มาจาก ส่วนนั้นส่วนนี้น่ะ โดยที่เราก็ไม่มีสิทธิ์ ที่จะออกความเห็นใดๆ ได้เลย และคะแนนส่วนใหญ่ กว่า ๙๐% ได้มาจากการสอบ และอีก ๑๐% ที่เหลือ ได้มาจากการส่งงาน
เราคิดนะ ว่าอาจารย์เขาน่าจะให้ความสำคัญกับการเข้าห้องเรียน ความรับผิดชอบ มากกว่าที่จะให้คะแนนกับการท่องจำ เพราะการที่ให้คะแนนส่วนตรงนั้นมาก มันเหมือนเป็นการให้นิสิตเห็นแก่ตัวมากขึ้น กล่าวคือ เมื่อคะแนนตรงส่วนนี้มาก ทุกคนก็จะเอาเวลามาท่อง ไม่ค่อยไปสังสรรค์ทำกิจกรรมร่วมกับใคร และไม่ช่วยเหลือใคร เหมือนกับว่า "ฉันอ่านหนังสือ ฉันจะได้ทำข้อสอบได้เยอะๆ ใครจะทำอะไรที่ไหนฉันไม่สน"
และคะแนนอีก ๑๐% ที่ได้จากการทำงานส่ง บางคนก็ลอกเพื่อนมาส่งเพราะคำตอบที่ถูกต้องมันก็เหมือนกัน ทำให้ไม่รู้ว่าใครลอกใคร ไม่เหมือนข้อสอบที่ให้แสดงความคิดเห็น รู้ได้ง่ายว่าใครลอกใคร..เราเล่ามาถึงตรงนี้ได้ไงเนี่ย ^_^
ในเกณฑ์การให้คะแนนที่อาจารย์ให้ออกแบบนั้น กลุ่มเราให้คะแนนสอบ ๔๐% และให้คะแนนที่นอกเหนือจากการสอบ ๖๐%
ในความคิดของเราน่ะ ก็ใช่ว่า การสอบจะไม่สำคัญ มันก็สำคัญน่ะ แต่เราอยากให้ การตรงต่อเวลา การช่วยเหลือกัน การทำงานร่วมกัน และความรับผิดชอบ สำคัญกว่า ก็อย่างที่อาจารย์บอกว่า วิชาการ บางทีเรียนกันแทบตาย แต่บางครั้งก็ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์เลย
แต่การอยู่ร่วมกันในสังคมเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องได้นำไปใช้กับทุกคน เราคิดว่านะ ทำไมไม่มีวิชาที่เปิดสอน "การอยู่ร่วมกันในสังคม" บ้างนะ มันน่าจะดีมากเลย ทุกคนก็อาจะคิดว่ามันเป็นเรื่องพื้นฐาน ฉันรู้ของฉันอยู่แล้ว ทำไมต้องมาเรียนตรงนี้ด้วย
แต่เราอยากให้คุณคิดสักนิดว่า คุณแน่ใจแล้วหรือ? ว่าคุณรู้ดีแล้วกับการอยู่ร่วมกันในสังคม เราอยากให้คุณถามตัวเองว่า คุณยังเอาเปรียบใครอยู่ไหม? ถ้าคำตอบคือใช่ ก็แสดงว่าคุณ ยังไม่รู้จักการอยู่ร่วมกันในสังคมดีพอ.....
![]() |
|
มนุษย์ผึ้งมหัศจรรย์ |

สวัสดีคะ...เห็นด้วย กับการให้นิสิตทำสมุดแห่งการเรียนรู้คะ... ตอนสมัยที่หนูสอนนักเรียนก็เคยใช้วิธีการประมาณนี้เหมือนกัน ...ประมาณว่า ให้นักเรียน แต่ละคนมีสมุดหนึ่งเล่ม ในแต่ละวันที่เรียนกับเรา เค้าได้ความรู้อะไร จากครู และจากเพื่อนๆบ้าง และสุดท้ายก็ให้เค้า สรุปองค์ความรู้ที่เค้าได้ จากครูและเพื่อนๆ ในแต่ละครั้ง พร้อมกับแสดงความคิดเห็นของตนเองว่า เค้าคิดอย่างไร เห็นด้วยกับความคิดของใคร... ของครู ของเพื่อน อย่างไร...ซึ่งผลที่ ได้ นั้น ก็เป็นที่น่า พอใจคะ นักเรียนสามารถสรุปสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง และฝึกการคิดวิเคราะห์ ใช้เหตุและผล ในการรับฟังความคิดเห็นของคนรอบข้างมากขึ้น
ขอบคุณคะ
ยังเขียนไม่ทันจบ
สวัสดีคะ..ขอบคุณคะ..ขออนุญาตนำข้อมูลดีดี ไปเล่าสู่เพื่อนครูท่านอื่นๆ ฟังได้ไหมคะ...เพราะเป้นกิจกรรมที่น่าสนใจมาก
สวัสดีครับ ครูเอื้อง