จะเรียนเป็นหมอ หรือจะเรียนเป็นคน?

ผลกระทบจากกระบวนคิดของเรานั้น ช่างมีความสำคัญต่อความประพฤติ พฤติกรรมของเราอย่างแยกไม่ออกเลยทีเดียว ในด้านการเรียนการสอนนั้นก็เช่นกัน เราอาจจะใช้ระบบ OLE system (objectives of learning, Learning experience and Evaluation) ซึ่งพูดถึง scheme โครงสร้างของหลักสูตร ของการศึกษา นั่นคือ เราอยากจะให้เกิดอะไร นักเรียนเรียนอะไร (learning objectives) และจากตรงนี้เราก็ออกแบบวิธีการเรียน หรือพูดภาษาศึกษาศาสตร์ก็คือจัด "ประสบการณ์การเรียน (learning experience)" เช่น การเป็นการบรรยาย การทำ lab การอภิปราย การชมภาพยนต์ หรือการลงมือทำกับหุ่น การทำ role-play เป็นต้น แล้วเราก็หาวิธีประเมินผล ว่าสิ่งที่เราตั้งใจไว้นั้น เกิดสัมฤทธิผลขึ้นมาหรือไม่

ซึ่งก็เป็นหลักการที่ดี ยกเว้นแต่ว่าพอลงมือทำ เริ่มมีปััญหาภาคปฏิบัติเกิดขึ้น ซึ่งในทางทฤษฎีเราอาจจะมองไม่เห็นมาก่อน

ในปัจจุบัน ความรู้และเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางการแพทย์นั้น มีความเจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว อาจารย์ หรือ professor ที่สอนระดับอุดมศึกษานั้น ต้องไปเรียนเพิ่มเติม และพบว่ามีความรู้พื้นฐาน หรือ basic sciences มาช่วยอะิบายปรากฏการณ์ต่างได้ เกิดมากขึ้นเป็นดอกเห็ดในป่าร้อนชื้ิน บางทีอาจารย์ต้องไปเรียนเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง จึงจะสามารถขยายและสอนเรื่องราว วิชานั้นๆได้ดีมากขึ้น แต่เดิมเรามีวิชาหลักหลักจากจบปริญญาแพทยศาตรบัณฑิต (พ.บ. M.D.) เป็นสาขาเฉพาะทาง (speciality) เช่น อายุรศาสตร์ ศัลยศาสตร์ สติ-นรีเวช กุมารเวช เป็นต้น แต่เดี๋ยวนี้เราต้องพูดไปถึงระดับสาขาย่อยเฉพาะทาง เช่น ในอายุรศาสตร์ ก็มีรายวิชาโลหิตวิทยา (hematology) มะเร็งวิทยา (oncology)  โรคภูมิแพ้ (Allergy) โรคตับและทางเดินน้ำดี (Hepato-biliary system) ประสาทวิทยา (neurology) วักกะวิทยา (nephrology) เป็นต้น ทางศัลยศาสตรก็มีรายวิชา ศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ (urology) กุมารศัลยศาสตร์ (pediatric surgery) ศัลยศาสตร์ทรวงอก หัวใจและหลอดเลือด (cardio-vascular thoracic surgery) เป็นต้น เนื้อหาที่จะต้องเรียนมากขึ้น และมากขึ้น และมากขึ้น

เนื้อหาที่มีปริมาณมากมหาศาล รวมทั้งหน้าที่ที่ต้องให้การบริการการรักษา ทำให้เกิดความกดดันอย่างมากต่อผุ้ทีทำหน้าที่เป็นครู อาจารย์ สอนรายวิชาต่างๆเหล่านี้ เราจะอยู่ในบริบทที่เวลาช่างมีน้อยเหลือเกิน และเนื้อหาที่ต้องรู้มันเยอะเหลือเกิน

และเมื่อไรที่เวลามีไม่พอ เราจะเริ่มจัดลำดับความสำคัญ และทำสิ่งที่คิดว่าจำเป็นก่อนเสมอ และตรงนี้เองที่บางสิ่งบางอย่างที่อยู่ใน learning objectives แต่แรกเริ่ม ถูกคัดออก ถูกลดไปอยู่ทีหลัง หรือไม่มีการสอนเลย ให้นักเรียนไปหาเวลาส่วนตัวเพื่อเรียนรู้เอง

อะไรบ้างที่ถูกจัดว่าไม่สำคัญ?

มีอาจารย์บางท่านบอกว่า งานมันเยอะ คนไข้ก็เยอะ ที่รอคิวอยู่หน้าห้องอีกจำนวนมาก ฉะนั้นท่านไม่มีเวลาที่จะพูดคุยอะไรมากมายกับคนไข้แต่ละราย จะให้สนทนาครบทุกมิติแห่งสุขภาพ หรือจะให้ "ท่านยิ้มตลอดเวลา" มันเกินไป ใช้เวลา ใช้ความพยายามมากเกินไป เป็นการขออะไรที่ unrealistic

เมื่อเปรียบเทียบกัน การ investigate การให้การวินิจฉัย การสั่งการรักษา จะเป็น priority ต้นๆมากกว่า ที่เหลือก็จะต้องไปหาเวลาเรียนกันเอง

เป็นสิ่งที่น่าสนใจว่า หัวข้อที่ตัดออกไป เป็น learning objectives มิติใดบ้าง?

  • ลดเวลาคุย
  • ลดการสนทนาครบทุกมิติ
  • ยิ้มขณะพูดจา
  • เวลาที่อยู่กับคนไข้เบื้องหน้า

เพื่อแลกกับ

  • จำนวนที่ตรวจมากขึ้น
  • วินิจฉัยคนไข้ได้มากขึ้น
  • ไม่เมื่อยแก้ม???
  • ??? อะไรที่เรา gain จากการจัด priority และการตัดบางอย่างออกไป ???

และข้อสำคัญก็คือ นักเรียนแพทย์ก็จะเรียนตลอดเวลา จากประสบการณ์ที่เขาได้เห็นจริง ว่าที่อาจารย์ ที่แพทย์ใช้ทุน แพทย์ประจำบ้านทำเป็นเช่นไร และการรันตีได้ประการหนึ่งก็คือ นักเรียนจะเรียนจากที่เขาเห็นว่าเป็นการปฏิบัติจริงๆ มากกว่าสิ่งที่เราบอก เราสอนในห้องบรรยายมากนัก

ย้อนกลับมาที่หัวข้อวันนี้อีกครั้งหนึ่ง เคยมีคนพูด (เล่นๆ) ว่า "เราใช้เวลาหกปีสอนและสร้างแพทย์ แต่เราอาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการทำให้หมอเหล่านี้กลับกลายเป็นคนอีกครั้ง!!!"

ประโยคที่ว่านี้คงจะมี element ของ "ทีเล่นทีจริง" อยู่ไม่น้อย แต่ก็มีส่วนของความจริงอันน่ากลัวแฝงอยู่ ที่เราอาจจะหนาวลึกๆในสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะจากประโยคสีแดงที่ว่านั้น มีนัยแฝงที่สำคัญก็คือ การเป็นแพทย์ กับการเป็นคนนั้น เป็นคนละกระบวนการกัน และเราอาจจะต้องเลือกเอาแค่อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น!!!!

SINCE WHEN !?!?!?!?!?!?!?!

ผมมีความเชื่อมานานแล้วในต้นกำเนิดของวิชาชีพแพทย์ ว่าเป็นวิชาชีพที่อาศัยพื้นฐานสำคัญเพียงประการเดียว เป็นราก เป็นพลังงาน เป็นแรงขับดัน เป็นแหล่งต้นกำเนิด นั่นคืิออาศัย "ศักยภาพของความเป็นมนุษย์ที่แท้" มาเป็น The Source

ถึงขนาดที่ว่า ถ้าเรา "สามารถ" สอนความเป็นมนุษย์ และให้เกิดศักยภาพเต็มเปี่ยม และเกิดการกระทำอันมาจากศักยภาพแห่งมนุษย์นี้ นักเรียนจะสั่งสม "ความเป็นแพทย์" และศึกษาศาสตร์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเยียวยา กับการดูแลรักษาคนเอง โดยอัตโนมัติขึ้นมาเอง

และเมื่อนั้น นักเรียนถึงจะมองเห็นว่าทำไมอาจารย์จึงให้เวลากับคนไข้ที่อยู่ข้างหน้านี้เช่นนี้ แทนที่จะไม่ให้เวลากับใครสักคน (โดยเท่าเทียมกัน)!! ทำไมอาจารย์จึงมีความสุข ยิ้มแย้ม ทักทายคนไข้ แม้ว่าน่าจะมีความเหน็ดเหนื่อยจากการให้บริการ จากการคิดไม่หยุด จากการ focus concentrate เป็นเวลานาน นักเรียนจึงจะเข้าใจ หรือสนใจว่าอาจารย์ทำไมจึงอยู่ในสายอาชีพนี้ได้ ทั้งๆที่งานหนัก แต่ก็ยังมีความสุข มีความภาคภูมิใจ และมีศักดิ์ศรีในวิชาชีพ นักเรียนก็จะค่อยๆซึมซับสิ่งเหล่านี้ไปตลอดเวลา