168 ชม. เป็นเวลาโดยประมาณที่ผมอยู่โรงพยาบาลยะลา เพื่อรักษาอาการจากการขาหัก อันเนื่องจากลื่นล้มในห้องน้ำ

168 ชม. กว่าๆ นิดหน่อยสำหรับการใช้ชีวิตของผมในโรงพยาบาลยะลาครับ ก่อนอื่นต้องขอบคุณที่กำลังใจที่ส่งถึงครับ ขอบคุณจากใจจริงครับ

หลายคนถามว่า เกิดเหตุได้อย่างไร? แล้วอาการเป็นยังงัยบ้างแล้ว ก็ต้องตอบว่า ตอนนี้ดีขึ้นแล้วครับ และหมอได้อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว ออกจากโรงพยาบาลเมื่อตอนเที่ยงครับ ซึ่งก็ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงก็ถึงบ้าน แต่ยังไม่กล้านอนพักผ่อนครับ เนื่องจากต้องรอให้ลูกๆ หายคิดถึงอาบีย์ของพวกเขาก่อน กลัวว่าขืนหลับไปแล้วเตาฟิกกระโดดขึ้นขี่ละก้อเรื่องใหญ่แน่ครับ เตาฟิกยังไม่เข้าใจเหตุผลครับว่า ทำไมอาบีย์ไม่ยอมให้นั่งตัก ฮิฮิ ดีที่ "ย่า" มาอุ่มไปเล่นที่อื่น ส่วนอิลฮามลูกคนโตเข้าใจว่า อาบีย์เจ็บขา เลยไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไรครับ

เหตุเกิดเมื่อเกือบๆ เที่ยงคืนวันอาทิตย์ที่ 8 มิ.ย.ครับ ผมตื่นนอนมาตอนสี่ทุ่มหลังจากหลับตั้งแต่สองทุ่ม นั่งเช็คเมลและอ่านบล็อก g2k จากนั้นจะลุกไปแปรงฟันและกลับมานั่งเคลียร์งานที่ค้างคาอยู่เต็มโต๊ะครับ ปรากฏระหว่างแปรงฟันเกิดอาเจียรจึงเข้าไปในห้องน้ำแล้วก็ลื่นล้มไปในทันทีครับ ความจริง การลื่นล้มเป็นเรื่องปกติสำหรับผมอยู่แล้วครับ (เพราะนี้คือชีวิตของมนุษย์ไม้เท้า ฮิฮิ) แต่คราวนี้ล้มต่างจากการล้มปกติครับ ต้องขออนุญาตอธิบายว่า ผมมีท่าล้มอยู่สองท่าไม้ตายครับ ท่าแรกคือล้มไปข้างหน้า อันนี้ปกติครับ ล้มแล้วก็ลุกได้ ไม่ค่อยเจ็บ แต่ถ้าล้มแบบคืนนั้นคือ ล้มแบบหงายหลังครับ ซึ่งโดยปกติล้มแบบนี้ผมจะเจ็บตัวครับ ตอนสมัยประถม-มัธยมฯ ถ้าล้มในท่านี้ผมจะใช้มือรองรับครับ ซึ่งจะทำให้มือผมมีอาการเคล็ดขัดยอกเป็นประจำ แต่พอโตกว่านั้นหน่อย หากล้มในท่าหงายหลัง ผมจะป้องกันเพียงแค่การเก็บหัวไว้ดีๆ แล้วพยายามเอาก้นลง ซึ่งช่วงหลังๆ มา มันเป็นท่าการล้มที่ปลอดถัยสูงขึ้นครับ

ในคืนนั้นพอลื่นผมก็ปล่อยตัวลงกะว่าจะเอาก้นลงครับ เก็บหัวไว้อย่างเดียว ปรากฏว่า หัวเข่าของขาข้างขวา (ซึ่งเป็นขาพิการอยู่ก่อนแล้ว) ไปกระแทกใส่โถส้วม ผมคิดว่าไม่แรงครับ แต่พอจะลุกขึ้นกลับรู้สึกว่า ปลายขามันไปคนละทางกับที่อยากให้ไป เลยใช้มือจับตั้งแต่หัวเข่ามายังต้นขา ปรากฏว่า รู้สึกว่า กระดูกขามันขาดออกเป็นสองท่อนข้างใน หลังจากนั้นผมก็เริ่มเจ็บขึ้นมาทันทีครับ (เดิมๆ ยังไม่เจ็บครับ เหมือนจะชามากกว่า)

เมื่อชัดแล้วว่า ขาหัก จึงพยายามพยุงตัวเองออกจากห้องน้ำครับ แต่ไม่สำเร็จ เพราะแค่ขยับก็เจ็บมาก จึงตะโกนเรียกภรรยา ให้โทรเรียกคนมาช่วย ทีแรกผมลังเลว่าจะให้ใครมาช่วยดี ฮิฮิ ระหว่าง 1669 เบอร์ที่จำได้ดี กับอีกกลุ่มคนหนึ่งที่อยู่มหาวิทยาลัย สุดท้ายให้ภรรยาโทรหาคนใกล้ๆ ดีกว่า คือ แบร์มา (พี่ชายของภรรยาผม ซึ่งจังหวะดีที่คืนนั้นเขาเข้าเวรที่มหาวิทยาลัยพอดี) และอิสมาแอ อัลอาดามีย์ หัวหน้าสำนักงานคณะฯ ซึ่งพักอยู่ในมหาวิทยาลัย ออ.บ้านผมกับมหาวิทยาลัยไม่ไกลกันเท่าไรครับ

คนแรกที่มาถึงคือ แบร์มา และสิ่งแรกที่จะทำคือยกผมขึ้นรถไปโรงพยาบาลเลย จนผมต้องห้าม บอกว่าใจเย็นๆ (ฮิฮิ คนป่วยเตือนสติครับ) เพราะผมคิดว่า ถึงท่านจะตัวใหญ่แต่ไม่น่าจะอุ้มผมคนเดียวไหว และที่สำคัญต้องระวังขาที่หักด้วย เนื่องจากขยับนิดเดียวผมก็เย็บแล้ว มาทราบที่หลังครับว่า นี้คือสิ่งที่ทหารเขาฝึกกันมาคือ ทำไงก็ได้ให้ถึงหมอเร็วที่สุด (ฮิฮิ คนจะเจ็บเพิ่มอีกนิดหนึ่งไม่เป็นไร)

สุดท้ายเมื่ออิสมาแอมาถึงก็มีการประเมินกำลังว่า ยังยกผมไม่ไหว (แหม่ น้ำหนักผมแค่ 60 เองครับ) จึงโทรหากำลังเสริมมาอีกคนหนึ่ง คือ แบร์แอ ซึ่งเข้าเวรที่มหาวิทยาลัยในคืนนั้นเช่นกัน

มากันครบและคิดว่ายกผมไหวแล้ว แต่ผมก็ขอเปลี่ยนใจ (ฮิฮิ ก็มันเสียวนีครับ) ยังยกไม่ได้ครับ เพราะส่วนปลายของขาของผมจะไปอีกทิศทางหนึ่งเมื่อมีการเคลื่อนไหว ผมจึงทำการดามขาของผมก่อนด้วยการถอดราวแขวนเสื้อในห้องน้ำมามัดขาผมไว้กับราวพลาสติกดังกล่าวด้วยผ้าอ้อมลูก ปรากฏไม่ยังไม่นิ่งครับ เลยต้องถอดราวแขวนเสื้อจากห้องน้ำอีกห้องหนึ่งมามัดรวบด้วยกัน คราวนี้จึงทำให้ขาผมอยู่นิ่งขึ้นครับ และก็สามารถยกผมขึ้นรถ แล้วพาไปโรงพยาบาลได้ครับ ซึ่งเมื่อไปถึงมือพยาบาล คำถามหลังจากถามอาการแล้ว คือ ใครเป็นคนดามขาให้เนี๊ยะ ฮิฮิ ตลกน่าดู ผมดามเองครับ

แล้วจะกลับมาเล่าต่อในบันทึกต่อไปครับ