ในชีวิตของคนเรา มีม่านมายาเต็มไปหมด   ถ้าเราไม่รู้เท่าทัน ชีวิตของเราก็ตกอยู่ในเมฆหมอกแห่งมายา    หาความสุขแท้ ความจริงแท้ไม่พบ   ผมสอนตัวเองว่า ผมต้องไม่เป็นคนเสียชาติเกิด (คำแรงๆ นี้เอาไว้สอนตัวเอง ไม่ได้ต้องการเสียดสีใคร) ที่หาความจริงแท้ในชีวิตไม่พบ


          ผมสอนตัวเองว่า งานที่คนเราทำนั้นมี ๒ ประเภท คืองานจริง กับงานหลอก    งานจริงคืองานที่ทำแล้วเกิดผลและผลกระทบตรงตามเป้าหมาย    งานหลอกคืองานที่อ้างทำไปอย่างนั้นเอง เพื่อให้ตัวเองดูดี ดูเป็นคนทำงานมาก แต่จริงๆ แล้วไม่เกิดผลและผลกระทบที่ต้องการ    เป็นการทำงานที่ไม่จำเป็นต้องทำนั่นเอง    ตอนหนุ่มๆ ผมใช้วิธีคิดนี้ไล่จับขั้นตอนการทำงานในหน่วยงาน    หาขั้นตอนที่ไม่จำเป็นพบมากมาย   เป็นที่งงงวยในวงการว่าผมทำอย่างนั้นไปทำไม   มีคนไม่พอใจเยอะ เพราะเท่ากับไปเปลี่ยนความเคยชินของเขา    แต่เวลาผ่านไป ๒๐ – ๓๐ ปี เวลานี้คนในหน่วยงานเหล่านั้นยกย่องผมมาก   ว่าไปริเริ่มวัฒนธรรมใหม่ คือวัฒนธรรมคุณภาพ ประสิทธิภาพ และไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง    กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมองค์กรที่มีค่ามาก


          งานหลอกหลายแบบมันซับซ้อนมาก ปลอมตัวอยู่อย่างแยบยลมาก   และสำหรับบางคนมันคือ “งานจริง” เพราะเป้าหมายของเขาอยู่แค่นั้น   คือเพียงเพื่อรักษาตำแหน่ง รักษาการมีงานทำของตนไว้    ไม่ได้คิดไกลถึงคุณค่าต่อองค์กร ต่อสังคม


          การทำแบบฝึกหัด “งานจริง-งานหลอก” ในชีวิตของผม ทำให้ผมสนุกมาก   ทั้งสนุกและประเทืองปัญญา    ที่สนุกมากก็เพราะได้เอามาปฏิบัติ    แล้วเรียนรู้จากการปฏิบัติ    เรายิ่งได้ทำงานชนิด “งานจริง” ที่มีคุณค่าสูง เรายิ่งมีความสุข   ยิ่งมีเพื่อน ได้รับการยอมรับ และจริงๆ แล้วได้รับผลประโยชน์เชิงทรัพย์สินตามมาด้วย 

  
          ผมมองว่านี่คือรูปแบบหนึ่งของการสร้างบารมี เป็นบารมีภายในตน    ที่คนเราสั่งสมตลอดชีวิต    ให้เป็นคนที่เป็น “คนแท้”

วิจารณ์ พานิช
๑๒ มิ.ย. ๕๑