การหวนกลับไปเยือนความทรงจำเก่า ๆ ในวัยเยาว์นั้น มิใช่การกลับไปจมปลักกับอดีตกาลของชีวิต หากแต่เป็นการกลับไปเยือนที่ใดที่หนึ่งอันเป็น "ที่มา" ของชีวิต

สองถึงสามวันที่ผ่านมา   ผมมีอาการเจ็บไข้นิด ๆ หน่อย ๆ  ไม่หนักหนานัก  แต่ก็มากพอที่จะทำให้ชีวิตหงุดหงิดอยู่ค่อนข้างมาก  แต่ก็ไม่ถึงกับต้องหาหยูกยามากินมารักษา   เต็มที่ก็คือการพยายามนอน ..และนอนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้   ครั้นตื่นมาก็หยิบจับหนังสือพอให้ชีวิตได้ดูกระชุ่มกระชวย 

กระทั่ง, มาหยุดอยู่ที่นิตยสาร ฅ.คน ฉบับล่าสุด  พร้อมกับพลิกเข้าไปอ่านงานเขียนของอาจารย์เสกสรรค์  ประเสริฐกุล  ในชื่อเรื่อง บุตรธิดาแห่งดวงดาว  ซึ่งเมื่ออ่านแล้วก็ไม่หาญกล้าพอที่จะตีความใด ๆ  นัก   แต่ก็ถือได้ว่าตนเองดูสดชื่นขึ้นมาอยู่มากโข

ความสดชื่นดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นจากการได้ผ่านพบถ้อยคำที่เกี่ยวกับห้วงชีวิตของคนเราในวัยเยาว์   ถ้อยคำเหล่านั้น       ได้ช่วยให้ผมได้กลับไปท่องเล่นกับความทรงจำของอดีตอย่างมีความสุข   การได้หวนคิดถึงอดีตของผม  ก็มิได้หมายความว่าปัจจุบันโหดร้าย หรือทุกข์โศก  หรือปราศจากความงดงามให้คิดคำนึงถึงแต่อย่างใด

และนี่คือ ..ถ้อยคำที่ปรากฏในงานเขียนของอาจารย์เสกสรรค์  ประเสริฐกุล  ที่ผมกล่าวถึงเมื่อครู่  ดังว่า

 

ใช่หรือไม่
ในวัยเยาว์  เธอไม่ได้นึกถึงวันวาน  ไม่วิเคราะห์ตีความ  หากแตะโลกด้วยใจ  เธอไม่โกรธเกินข้ามคืน  ไม่อยากเติบใหญ่เป็นผู้อื่น  และยิ่งไม่ห่างปัจจุบัน

บางครั้ง  เธออาจสมมติตนเป็นสรรพสิ่ง  เป็นทั้งลิงทั้งค่าง  กระทั่งอวดอ้างอภิญญา  แต่เมื่อการละเล่นเลิกรา  เธอก็รู้ว่าสมมติกัน

ตรงกันข้ามกับยามนี้  เธออยากเป็นทุกอย่างที่ไม่ใช่ตัวเธอ  สุดท้ายจึงพลัดพรากกับตัวเองบนเส้นทางสายสมมติ  เธอกลายเป็นทุกอย่างเว้นเป็นจริง  ....

 

นั่นคือถ้อยคำ  หรือแม้แต่กระบวนความที่ผ่านพบและสะกิดให้ผมได้ดูแช่มชื่น.. รื่นรมย์ขึ้นมาราวกับชีวิตต้องสายลมอ่อนเย็นกลางทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ในวันฟ้าเปิดโล่ง

ผมอ่านเรื่องนี้จบในเวลาอันรวดเร็ว  แต่นั่นมิใช่การอ่านเพื่อ เอาความ  หากแต่เป็นการอ่านเพื่อ บันเทิงเริงใจ        เป็นที่ตั้ง  ถึงกระนั้นก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะกลับไปอ่านเอาความอีกครั้งในเย็นย่ำของวันนี้

แต่ถึงแม้จะอ่านอย่างผ่านเลย  ผมเองก็ยังรู้สึกได้ว่าตัวเองมีแรงบันดาลใจอย่างมากที่จะกลับไปพลิกฟื้น ความทรงจำ  ของชีวิตตนเองอีกสักครั้ง   เพื่อทบทวน หรือแม้แต่พูดแบบวิชาการโก้หรูว่า ถอดบทเรียนชีวิต  ออกมาดูว่ามีสิ่งใดก่อเกิดเป็นมรรคผลของวันนี้บ้าง  หรือสิ่งใดพ่ายพับเป็นเชิงตะกอนที่ไร้วิญญาณไปแล้ว  หรือแม้แต่การใช้เหตุผล วิเคราะห์วิจารณ์อย่างเข้มข้นของวันนี้  ได้เปลี่ยนแปลงให้ชีวิตดูเคร่งขรึม และไร้จินตนาการเกินไปแล้ว หรือยัง ?

และยืนยันว่า  การหวนกลับไปเยือนความทรงจำเก่า ๆ ในวัยเยาว์นั้น  มิใช่การกลับไปจมปลักกับอดีตกาลของชีวิต  หากแต่เป็นการกลับไปเยือนที่ใดที่หนึ่งอันเป็น "ที่มา" ของชีวิต   เพื่อย้ำเตือนว่า  "เรามาจากที่นั่น ..." และเรากำลังก้าวไป ณ ที่แห่งใดของชีวิต 


....

นั่นนะสิ  เราต่างมีวันวัยอันอ่อนหวานและเศร้าซึมด้วยกันทั้งนั้น
แล้วท่านล่ะครับ  วันนี้เคยได้กลับไปท่องเล่นและพูดคุยกับความทรงจำในวัยเยาว์ของตนเองบ้างหรือเปล่า
?

หมายเหตุ..
ภาพจากเด็กรักป่า
๙  มิถุนา ..๕๑