ถ้าพอจะได้ก็จะกลับเป็นตัวทำลาย เช่นเดียวกับระบบ “ยาเสพติด” ที่มีตัวชี้วัดว่าต้องใช้เพิ่มไปเรื่อยๆ จึงจะได้ผลเท่าเดิม

ในช่วงนี้ เริ่มมีการปลุกกระแส นโยบาย “เกษตรยั่งยืน ที่ใช้ระบบเคมีเป็นตัวนำทาง

ที่ผมขอสงวนความเห็นส่วนตัวว่าเห็นด้วยในเบื้องต้น แต่ไม่เกิน ๑ ใน ๔ ของประเด็นทั้งหมด

ทั้งนี้เพราะ ระบบเคมีเป็นเพียงองค์ประกอบย่อยของระบบธรรมชาติ ที่ต้องพึ่งพิงระบบใหญ่ จึงจะทำงานได้ดี ถ้าระบบใหญ่อ่อนแอ หรือล่มสลาย ระบบเคมีจะทำงานไม่ได้

ถ้าพอจะได้ก็จะกลับเป็นตัวทำลาย เช่นเดียวกับระบบ “ยาเสพติด” ที่มีตัวชี้วัดว่าต้องใช้เพิ่มไปเรื่อยๆ จึงจะได้ผลเท่าเดิม

ที่ต่างจากระบบธรรมชาติ ที่ดูแลตัวเองได้นั้น จะจำเป็นต้องมีการสนับสนุนน้อยลงไปเรื่อยๆ จนไม่จำเป็นเลย

สำหรับระบบใหญ่กว่านั้น ก็อาจต้องเป็นการพัฒนาแบบบูรณาการ แบบเดียวกับการรับประทาน “ยารักษาโรค” ในรูปของ “สารเคมี” ที่เป็นการแก้ปัญหาในภาวะวิกฤติเฉพาะหน้า ในขณะที่ระบบดูแลจัดการตัวเองไม่ได้แล้ว

แต่ถ้าเป็นระบบที่เข้มแข็งมากขึ้นแล้ว ก็สามารถปรับมาใช้ “สารอินทรีย์” ในเชิงการบำรุงรักษา

เช่นเดียวกับการรับประทาน วิตามินต่างๆ

แต่ระบบที่ดีกว่า ก็คือระบบที่พึ่งพาตัวเองได้ โดยใช้ปัจจัยภายนอกเป็น วัตถุดิบ ในระบบการทำงาน แบบเดียวกับการรับประทานอาหารธรรมดา ที่ไม่ต้องมีวิตามินเสริม ไม่ต้องมี “สารเคมี” เป็นยาเสริม หรือ ยาหลัก ก็ตาม

ทั้งนี้เพราะ การเสริมแบบเชิงเดี่ยว ก็คือการทำงาน หรือคิดแบบแยกส่วน

การแยกส่วน คือการล่มสลาย ตาย และ เข้าสู่ระบบฐานเดิม ก่อนที่จะมารวมกัน

ถ้าเป็นเกษตร ก็เข้าสู่ระบบเกษตรเคมี

ถ้าเป็นการใช้ชีวิต ก็เป็นชีวิตแบบเคมี และ การใช้สารเสพติด

ถ้าเป็นระบบชีวิต ก็เป็น ชีวิตที่หนีธรรมะ และธรรมชาติ นำไปสู่อบายภูมิ ความทุกข์ และการล่มสลาย จากทางจิตใจ และร่างกาย

เรื่องนี้ เป็นอวิชชา ที่พ่วงมากับเทคโนโลยี หนุนเสริมด้วย มิจฉาทิฐิ (ทฤษฎีที่ผิดพลาด)

ใช้ประสบการณ์ที่ผิดพลาด แต่ได้ผลบ้าง เป็นตัวนำทาง แบบเดียวกับการเสพยาเสพติด แล้วสบายใจทันที "ชั่วครู่" ที่ต้องทำให้เกิดแบบ "ชั่วครู่" ไปเรื่อยๆ

แม้จะได้ผล ก็สั้น และต้องเพิ่มปริมาณไปเรื่อยๆ จนระบบ ทนไม่ได้ก็ล่มสลายไป

นักวิชาการสายตาสั้น และเกษตรกรที่แขนสั้น ก็วนเวียนอยู่ในวงจรนี้ แบบ 

1.    ไม่รู้ว่ามีทางออก (แบบ ระบบเกษตรอินทรีย์ ที่ไม่ทำลายใครเลย)

2.    ไม่คิดจะหาทางออก เพราะเสพติดกับความรู้ แบบมิจฉาทิฐิ หรือ

3.    ได้คิด แต่ยังคิดไม่ออก เลยไม่กล้าทำ หรือ

4.    แม้อยากทำ ก็ยังทำไม่เป็น และ

5.    ยังถูกมอมเมาจากระบบการค้า การผลิต การตลาด ที่ไม่สนใจความเดือดร้อนของใคร ขอให้ข้าได้ไว้ก่อน ก็พอใจแล้ว แม้จะเสียหายต่อไป ก็ไว้ว่ากันทีหลัง

นี่คือ ระบบคิดแบบ เคมี เชิงเดี่ยว และเสพติดที่ไม่มีทางยั่งยืนได้ ครับ

เราต้องช่วยกันหาทางลดความแรงของกระแสนี้ ไม่งั้นระบบนิเวศล่มสลายแน่นอน