เด็กๆ วัยรุ่นแถวหมู่บ้านละแวกนี้เค้าอยากมีความเป็นส่วนตัว เค้าก็เลยหาทางออกให้ตนเองโดยการสร้างกระท่อมเล็กๆ ไว้ใกล้ๆ บ้านตนเอง ซึ่งก็ดีนะคะเพราะเท่ากับว่ายังอยู่ในสายตาและความดูแลของพ่อแม่เช่นเดิมด้วยล่ะค่ะ

ช่วงเช้าๆ ของทุกๆ วันในสัปดาห์เยี่ยมบ้านนี้ สนุกดีนะคะ

เพราะบทสนทนาที่เล่าสู่กันฟังระหว่างเพื่อนครูในโรงเรียนในขณะที่นักเรียนกำลังทำกิจกรรมหน้าเสาธงอยู่นั้น  คงหนีไม่พ้นเรื่องของการเดินทางไปเยี่ยมบ้านนักเรียนที่ตนไปประสบมา  เหมือนอย่างที่เล่าในบันทึกที่ผ่านมาล่ะค่ะ "ครูโรงเรียนเทพาขับรถไปเยี่ยมบ้านเด็กสวนกันเฟี๊ยวฟ๊าวๆ  ยังไม่มีเวลาที่จะลงมาทักทายกันด้วยวาจาเลย....เอาแค่โบกมือทักทายก็เพียงพอแล้ว  เพราะเราต่างก็รู้กัน"....นั่น....เป็นเช่นนั้นเอง...

บรรยากาศแห่งการไปเยี่ยมบ้านมาในเย็นวันวานของตนจึงถูกถ่ายทอดพรั่งพรูออกมาให้เพื่อนครูผู้เข้าอกเข้าใจกันเป็นอย่างดีได้รับฟังและรับทราบ 

เช่นในตอนเช้าของวันนี้เลยค่ะ  ครูพี่อานนท์เจ้าหน้าที่บรรณารักษ์ห้องสมุดโรงเรียนตัวสูงใหญ่ผู้เป็นครูชนิดที่เรียกได้ว่าถึงลูกถึงคนอีกคนหนึ่งของโรงเรียน(พี่เค้าเป็นมุสลิมด้วย)เดินกระหืดกระหอบตรงลิ่วมาหาครูแอน  ด้วยจุดมุ่งหมายจะมาเล่าให้ครูแอนฟังเรื่องราวแห่งการไปเยี่ยมบ้านนักเรียนของเขาซึ่งระทึกค่ะ  ครูแอนเองยังร่วมระทึกด้วยเลย...จ๊ะอึ๋ย!!..

"อีน้อง...รู้มั๊ยแลกวา (เมื่อวาน) พี่เสียวสันหลังวาบบบเลยเธอเอ๊ย"

"อ้าว...ทำไมล่ะพี่" 

"เอ๋า...ก่ะพี่ไปเยี่ยมบ้านเด็กแล่ะที่...แล้วพี่ก็ขับรถยนต์เข้าไปนะ  ทีนี้ก็เลยเอาเด็กนั่งกระบะหลังไปด้วยเต็มกระบะแล่ะ  พอเข้าไปในหมู่บ้าน  ระหว่างเส้นทางถนนในหมู่บ้านซึ่งเป็นบ้านชาวบ้านแล้วมีร้านต่างๆ  น้องเอ๊ยพี่เข้าไปเท่านั้นแหละ  พี่หันไปเห็นทุกสายตาที่นั่งอยู่ตามร้านมั่ง  บ้านมั่ง  หันมามองพี่เป็นตาเดียวเลยอีน้องเอ้ย  ทีแรกก็ยังไม่รู้สึกเอะใจอะไรนะ  จนเยี่ยมบ้านเด็กเหลือบ้านสุดท้ายแล้ว  ถึงบ้านนั้นนั๊นพ่อเด็กเค้าเป็นครูในโรงเรียนประถมในละแวกใกล้เคียงนั้นแล่ะ  เค้าบอกพี่ว่า "ชาติน่ะครู...น่ะช่างอาจหาญซ่ะจริงๆ หนา  เค้าม่าย (ไม่มี) ใครออกเยี่ยมแล้วแล่ะแถวนี้นั๊น  ก๊ะเบ๊อะชาวบ้านก๊ะเป็นโหมแน้น (พวกนั้น) ทั้งเพ (ทั้งหมด)  แม๊...หมันหาญ (มันกล้าหาญ) หนาครูนี่"  พี่นะเสียวสันหลังวาบเลยแอนเอ๊ย  ใจงี้ไปอยู่ตาตุ่มแล้วแล่ะ  คิดในใจอิ (จะ) บอกเค้าไป "..เอ๋า...ก๊ะ ม่ายรู้ล่ะ (ก็ไม่รู้นี่นา)"  รู้งี้ไม่เอาเด็กนั่ท้ายกระบะไปยังจะดีกว่า  เพราะเค้าจะได้ไม่เพ่งเล็งนักแรง (มากนัก)"

"โหย...พี่....เกือบไปเลยนะนั่น..แถมเข้าไปคนเดียวอีก  เออแต่ของหนูก็มีนะแต่รายการเฉียดๆ เส้นทางพื้นที่ของเค้าเท่านั่นเอง  ดีว่าผู้ปกครองเค้าห้ามไม่ให้แอนไปเส้นทางนั้นไง  แอนก็เลยพาน้องหน่อยเลี่ยงไปเส้นทางอื่นตามที่ผู้ปกครองเค้าแนะนำไง  แต่...พี่หนักว่าหนูนะน่ะ"

เฮ้อ.....ดีว่าครูพี่อานนท์เยี่ยมบ้านเสร็จหมดแล้วเป็นวันสุดท้ายด้วยสำหรับเหตุการณ์เมื่อวานในชีวิตครูพี่อานนท์คงจำไปอีกนาน

แต่.....บ่ายวันนี้ครูแอนออกไปเยี่ยมบ้านเด็กไม่ได้ซะแล้วล่ะค่ะ  ฝนตกหนักมาก  ยังมีบ้านเด็กเหลือตกค้างอยู่อีก  4  หลัง  กะว่าเยี่ยมหมดแน่เลยวันนี้  สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยซะแล้ว  ครูแอนกะน้องครูหน่อยเลยจำยอมเอาเท่าที่ได้ไม่ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตามนี้ล่ะ..ไหนๆ ก็เต็มที่แล้วนี่นา

ครูแอน..ออกเยี่ยมบ้านเด็กๆ (ตอน 2)  ต่อดีกว่าค่ะ

          ในวันเสาร์นั้น  หลังจากที่ครูแอนออกจากบ้านหมูทองแล้ว  ครูแอนกะน้องครูหน่อยก็เริ่มแกะลายแทงมหาสมบัติของเด็กๆ กันต่อล่ะค่ะ 

        บ่อยครั้งที่เราจอดรถริมถนนในหมู่บ้านแล้วแกะลายแทงกัน (โดยไม่รู้ว่ามีผู้ปกครองเด็กคนหนึ่งเค้าเห็นเรา  แต่เค้าก็ไม่ทราบว่าเราจะไปไหนกัน  เลยมุ่งหน้ากลับบ้านก่อน) ทันทีที่เราเริ่มได้เค้าโครงเส้นทางเข้าบ้านของเจ้าปอนด์จากลายแทงที่แม้จะยุ่งเหยิง  แต่ก็ยังสามรถเดินทางไปสู่บ้านเจ้าปอนด์ได้ในที่สุด 

         เมื่อจอดรถหน้าบ้านเจ้าปอนด์เป็นที่เรียบร้อย  พ่อเจ้าปอนด์ซึ่งเป็นสมาชิก อบต.ในหมู่บ้านนั้นออกมาต้อนรับครูแอนกับน้องครูหน่อยเป็นอย่างดี 

โดยไม่ลืมที่จะเล่าให้พวกเราฟังว่า  "ผมผิดเองแล่ะครูเห้อ  เห็นครูจอดรถอยู่ริมหนน(ถนน) เลยแขบเข้าบ้าน (รีบร้อนกลับเข้าบ้าน) มาบอกน้องปอนด์เค้าแล่ะว่าโลก(ลูก)  ออกไปรับครูแอนต่ะ  พ่อเห็นแกจอดรถอยู่ริมหนน  เดี๋ยวครูอิเข้ามาบ้านเราม่ายโถก (ไม่ถูก) เท่านั้นแล่ะครู  น้องปอนด์บอก "อึ.. โลกอิไปธุระ"  ...นี่...เด็ดมั๊ยคะลูกศิษย์ตัวป่วนห้องของครูแอน....ทำเอาพ่อน้องปอนด์งงไปเลย 

     เจ้าปอนด์นี่เค้าจะทำตัวประมาณว่าเริ่มที่จะเป็นหนุ่มก่อนใครๆ ในห้อง(ที่เป็นเด็กผู้ชายด้วยกัน)  ในภาษาใต้เค้าเรียกกันว่า "ทำบ๋าว" มีบ้างที่อาจจะแอบเกะกะเล่นๆ ให้พอที่ครูจะได้ไม่ง่วงเหงาหาวนอน  เพราะต้องคอยไล่ตามติดพฤติกรรมเจ้านี่แบบกระชั้นชิดทั้งครูแอนและน้องครูหน่อย  แต่ก็สนุกดีค่ะ---เรีนยกว่า "ชีวิตมีรสชาติ" มังคะ  ก็เป็นธรรมดาประสาวัยรุ่นน่ะแหละค่ะ..ครูแอนก็ยังพอเอาอยู่....จ๊ากส์...พวกเค้าจะรู้ว่าถ้ามามุขนี้แล้วเค้ามาแบบ 5  ครูแอนจะเป็น  6  ทันที  นั่นอาจเป็นที่มาให้เค้ารีบเผ่น....เมื่อครูแอนจะมาเจอพ่อ...เพราะเค้ามีสิทธิ์ดัง...จ๊าก...ตามมา

    พ่อเองก็สังเกตพบว่าลูกชายเริ่มทำตัวเป็นหนุ่มแล้ว  โดยชี้ให้ครูแอนกะน้องครูหน่อยดูกระท่อมของเค้า....ของเค้าค่ะ...ขอย้ำ  ให้เห็นว่าเค้าต้องการความเป็นส่วนตัวเลยขอทำกระท่อมเยื้องๆ กับหน้าบ้าน  อาเค้าเลยตกลงร่วมด้วยช่วยกันทำกับหลาน  และก็เป็นกระท่อมที่เห็นนี่แหละค่ะ 

  พอดีฝนตกมาขณะกำลังคุยกันเพลินๆ เลยได้ภาพกระท่อมท่ามกลางสายฝนซะเลย

        สักพักเมื่อแม่เจ้าปอนด์กลับมาจากงานศพแล้วเข้ามาสมทบในวงสนทนาของเรา  แม่เลยเสริมว่า  "แม่เกือบจะพังกระท่อมหลายหนแล้ว  (หลายครั้งแล้ว)  ก็เล่นพาเพื่อนมาขลุกกันเกือบสิบคน  นั่งฟังเพลงจากโทรศัพท์นั่นแล่ะครู  ไม่ก็เล่นกีต้าร์กันอึกทึก  แต่แม่ก็แอบย่องไปดูบ่อยๆ อยู่เหมือนกันนะ  กลัวว่าเค้าจะสูบบุหรี่  แต่ก็ไม่มีทีครู  เพื่อนเค้าอาจจะมีบ้าง  แม่ก็เลยบอกเค้าให้เตือนเพื่อนบ้างว่ามันไม่ดีสักเท่าไหร่  ก็ให้เพื่อนเตือนเพื่อนจะดีกว่าเราไปเตือนลูกเค้า  ให้เค้าใช้ความเป็นเพื่อนเตือนกันเอง"

ครูแอนยังว่าพ่อกะแม่เก่งนะคะเนี่ย  เข้าใจใช้จิตวิทยามากหลายอยู่กับการอบรมสั่งสอนลูกชายที่กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น  ทั้งๆ ที่เป็นชาวบ้านอยู่ในชนบทน่ะค่ะ

คุยกันสักพักเจ้าปอนด์ตัวป่วนของเราพร้อมกับผองเพื่อนก็ขี่มอเตอร์ไซค์กลับมาถึงบ้านพร้อมด้วยสภาพที่เปียกมะล่อกมะแล่ก  ซึ่งรู้ได้ในทันทีว่าคงไปเล่นน้ำมาเป็นแน่แท้ทีเดียว  คงไม่ใช่ที่ไหนล่ะค่ะ  น้ำตกเขาสูงที่หมู่บ้านใกล้ๆ นั่นแหละค่ะ  มาถึงก็ตรงไปยังกระท่อมตนเองก่อนเลย  แล้วถึงจะแอบนวยนาดตรงเข้ามาที่บ้านด้วยรู้ว่าครูอยู่เป็นแน่แท้  แถมครูเห็นแล้วด้วย  ไม่มีข้ออ้างอันใดได้อีก  จึงเดินเข้ามาแบบเจี๋ยมเจี้ยมน่าดูชม

ครูแอนก็ไวพอกันที่จะทักทายกระเซ้าเย้าแหย่เจ้าตัวป่วนของห้อง

"เฮ๊ย...ไอ้ปอนด์  แกไม่มีออกไปรับฉันจากตรงโค้งถนนนั่นมาบ้านแกเลยนะเนี่ย...ให้มันได้อย่างนี้สิลูกศิษย์ฉัน"  เจ้านี่มันก็เลยยิ้มรับท่าเดียว.."..แหะๆๆ..."...เสียงนี้เท่านั้นที่หลุดออกมาจากเจ้านี่ด้วยรู้ว่าคงไม่เหลือแล้วเรื่องราวต่างๆ ทั้งพ่อทั้งครูเจอกัน....จ๊ากส์....

พอฝนหยุดตกนิดหน่อย  ครูแอนกับน้องครูหน่อยเลยออกไปเยี่ยมขนำน้อยของเจ้าตัวป่วน  ว่าไม่ได้นะคะเนี่ย....ขนำเค้ามีป้ายชื่อนะคะ  เสียดายที่ฝนยังปรอยๆ อีกเล็กน้อยเลยไม่ได้ภาพป้ายชื่อขนำเค้ามาให้ซึ้งใจกันเล่นๆ..."ขนำคนจริงจัย" ครูแอนเลยแซว "งั้นเราก็เข้ามาได้สิก็เรามันคนจริงใจอยู่แล้วเนอะน้องครูหน่อยเนอะ"  ยิ้มกันเชียวทั้งเจ้าตัวป่วนและพลพรรคผู้ภักดี  แต่ที่น่าอภิรมย์มากไปกว่านั้นคือ  บริเวณเชิงชายคาที่มุงด้วยจากนั้นเค้าอุตส่าห์ไปหากล้วยไม้, ต้นไม้, ขอนไม้มาจากบนควน (ภูเขา) มาประดับประดาอย่างสวยงาม  แถมบริเวณรอบๆ ขนำเค้าก็ปลูกต้นไม้ออกกิ่งก้านงามเอาการอยู่....เออ...มันใช้ได้เหมือนกันแฮะเจ้าตัวป่วนของครู  มีความละเมียดละไมในอารมณ์อยู่แยะแฮะ  เราสองครูเลยแอบเดินชมสวนเจ้าตัวป่วนก่อนขอตัวลาพ่อกะแม่กลับ

เด็กๆ วัยรุ่นแถวหมู่บ้านละแวกนี้เค้าอยากมีความเป็นส่วนตัว  เค้าก็เลยหาทางออกให้ตนเองโดยการสร้างกระท่อมเล็กๆ  ไว้ใกล้ๆ บ้านตนเอง  ซึ่งก็ดีนะคะเพราะเท่ากับว่า....เค้าก็ยังอยู่ในสายตาและความดูแลของพ่อแม่หรือผู้ใหญ่เช่นเดิมด้วยล่ะค่ะ