ผมไม่ทราบว่าสำนวนนี้ใครเป็นผู้บัญญัติขึ้น แต่ผมได้ยินครั้งแรกจากภาพยนตร์กำลังภายใน “กระบี่ไร้เทียมทาน” จากรายการทีวี ในช่วงปี ๒๕๒๑ ที่มีสาระสำคัญว่า
การใช้กำลังภายในที่ดีนั้น ต้องมีพลังหนักแน่นดัง “ขุนเขา” แต่มีการพลิ้วไหวแผ่วเบา ดัง “ขนนก”
ผมได้นำมาคิดและปรับใช้ในชีวิตของผมในหลายบริบท ทั้ง การดำรงชีวิต การทำงาน การสอน และการนำเสนอเรื่องต่างๆ ที่ได้บ้างไม่ได้บ้างตามความสามารถและเหตุการณ์สนับสนุน
ที่เน้นการทำเรื่องที่ปกติแล้ว “ยาก” และหนักดัง “ขุนเขา” แต่ต้องทำและแสดงออกให้เสมือน “เบา” ดัง “ขนนก”
ที่คนส่วนใหญ่ ก็ชอบเห็นแบบนั้น โดยอาจไม่สนใจ หรืออยากทราบว่า แต่ละเรื่อง “หนัก” ขนาดไหน อย่างไร นี่เป็นเหตุหนึ่งที่คนมองฉาบฉวยอาจจะไม่เข้าใจ และคิดว่า สิ่งที่เห็นนั้น “ง่าย” และ “เบา” ดัง ขนนก มีแต่คนที่คิดตามแบบมีวิจารณญาณเท่านั้น จะรู้ว่า สิ่งที่เห็นนั้น “หนัก” ขนาดไหน
การถือหลักการนี้ ผมยังมองเชื่อมโยงไปยังการดำรงชีวิต ที่พบว่า คนชอบมองว่าชีวิตเป็นเรื่องหนัก ยาก ลำบาก
แต่อีกหลายท่านกลับมองว่าเป็นเรื่อง เบาๆ ธรรมดา
และทางธรรมะ ยังสอนอีกว่า “ถ้าวางก็เบา ถ้าเอาก็หนัก”
แล้วทำไมเราไม่วางให้เบาละครับ จะมาแบกให้หนักทำไม
บางคนกลับอกผมว่า “วางคือ ไม่ต้องทำอะไร ไม่รับผิดชอบอะไรเลย ใช่ไหม” แบบนี้จะเกิดมาทำไม ให้รกโลก”
ผมต้องรีบกลับไปคิดใหม่ จนได้คำตอบมาคุยต่อว่า การ “วาง” ไม่ใช่การ “ทิ้ง” ยังทำได้ทุกอย่าง ใช้ได้ทุกอย่าง
มีอะไร เราก็วางไว้ ไม่นำมาแบกใส่บ่า คงไม่หนัก และไปไหนสะดวก กว่าแบกไว้ แม้จะจากโลกนี้ไป ก็ไปแบบ “ไม่หนัก”
แบบที่พระท่านสอนว่า “แบกไม่ไหว วางไม่เป็น ลำเค็ญไปทั้งชาติ” แต่ถ้า “แบกไหว วางเป็น เย็นไปทั้งชาติ”
แบบกลางๆ ก็ยังมี “แบกไม่ไหว วางเป็น” ก็ยังดี อยู่สบาย
กลับมาเรื่องการปรับใช้ในชีวิตประจำวันบางเรื่องเรากำหนดให้เป็นเรื่อง “หนัก” บางเรื่องก็ “เบา” ทั้งๆที่เป็นเรื่องเดียวกัน
เช่นการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่ในบางคนมองเป็นเรื่องหนัก เครียด กังวล วิ่งวนแก้ไขจนเป็นทุกข์ ทั้งๆที่เป็นเรื่องปกติธรรมดา “วันหนึ่งก็ต้องเกิด แน่นอน”
ทำไมไม่วางจะได้ ไม่ “หนัก”
บางคนยังไปแบก สิ่งภายนอกเข้ามาอีก เช่น ทรัพย์สิน ครอบครัว สังคม ฯลฯ ทั้งๆที่เราจะอยู่หรือไป ทุกสิ่งก็จะเป็นไปตามครรลองของมันเอง
แบบที่ว่าไว้ในเพลงลูกทุ่ง
“พอเราตาย ทรามวัยพ้นมือ เมียเรานะหรือ ไม่รู้จะเป็นเมียใคร โอ้ย มันบ่แน่หรอกนาย”
แล้วจะแบกให้ได้อะไร
วันนี้ก่อนจะเขียนบันทึก
ตอนประมาณ ๕ ทุ่ม ผมไปเก็บเปลือกผลไม้ ได้เห็นอุบัติเหตุแบบเกิดสิบเมตรข้างหน้า
มีรถมอเตอร์ไซค์ ขี่นำผมอยู่ แต่ตกหลุมที่เขาทำถนน ถลาไปบนจุดที่เป็นลูกรัง ชนเข้ากับรถปิคอัพที่จอดข้างทาง รถถลาไปอยู่ใต้ท้องปิคอัพ แต่คนกระดอนกลับมานอนนิ่ง กลางถนน ที่ผมจะขับไปพอดี แบบเกือบหลบไม่ทัน และถ้าผมหลบไม่ทันล่ะ คงเป็นเรื่องใหญ่กว่านี้
อีกประมาณ ๕ นาที รถพยาบาล และรถฉุกเฉิน ก็มานำคนไปโรงพยาบาล ปล่อยให้รถอยู่ใต้ท้องรถปิคอัพต่อไป
ขณะที่ผมไปเก็บเปลือกผลไม้ ก็คิดไปว่า “ถ้าเป็นเรา” จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง ในระดับความรุนแรงทุกระดับ ตั้งแต่แค่ ทำแผล นอนพัก พิการ หรือ แม้จะจากโลกนี้ไป
เป็น มรณานุสติ ที่ดีจริงๆ
และมาลงที่ ชีวิตเรานั้น “หนักเหมือนขุนเขา แต่ก็เบาเหมือนขนนก” จริงๆ
และ กลับไปที่ “วางก็เบา เอาก็หนัก”
ผมจึงคิดและทำแบบ “เบาๆ” ครับ
และหวังว่า เรื่องนี้จะเป็นเรื่อง “เบาๆ” สำหรับทุกท่าน
เพราะ “เบา ดีกว่า หนัก” ครับ
สาธุ
สวัสดีครับอาจารย์
เคยอ่านเรื่องผ่านเน็ตที่ช่างไม้เขากลับบ้านแล้วจะโหนตัวอยู่ที่ต้นไม้อยู่พักหนึ่งแล้วจึงเข้าบ้าน ตอนเช้าก่อนไปทำงานก็จะโหนต้นไม้แล้วจึงไปทำงาน มีคนสังเกตเห็นสงสัยถามเขา เขาจึงอธิบายว่า ขากลับก่อนเข้าบ้านเขาจะเอาปัญหาแขวนไว้ที่ต้นไม้ ล้วจึงเข้าบ้านด้วยความเบิกบาน พอตอนรุ่งเช้าเข้าจึงไปเอาปัญหาไปที่ทำทงาน และที่น่าแปลกใจปัญหาที่มีอยู่เมื่อวาน พอกลับไปเอาตอนเช้ามันเหลือน้อยกว่าเมื่อวานทุกครั้ง
เพราะเขารู้จักวาง มันจึงเบา เหมือนอาจารย์ว่าครับ
อาจารย์ครับ
อาจารย์ได้ถอดบทเรียนชีวิตช่วงนี้ออกมาไว้ ชัด และ คม มากครับ
หนักดังขุนเขา เบาดังขนนก...
ผมต้องพยายามทำให้ได้แบบนั้นครับ
เรื่อง "วาง" หากสไตล์วัยรุ่น ชิวๆ (แบบกระผม)ก็จะดังเนื้อเพลง "ก้อนหินก้อนนั้น" เพลงนี้บอกความหมายของการปล่อย การละวางได้ดีมากครับ
ดาวน์โหลด
ขอคาราวะครับท่านอาจารย์
:)
คล้ายกับเพลงดาบของ "ซามูไรที่ชื่อ มูซาชิ" หนังสือในดวงใจของหนูหน่ะค่ะ
สำหรับตัวเองแล้ว "ความว่างเปล่า และบางเบา ทำให้เราเป็น อิสระ ไม่ยึด ไม่ติด สิ่งต่างๆ ล้วนมีวิถีตามกรรม"
ในวัฏ ทุกสิ่งล้น "เกิด ดับ" ไม่สิ้นสุด
ใจของเราเท่านั้นที่เราเป็นผู้กำหนด
ครับ
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
เป็นเช่นนั้นเอง
สาธุ
1. หนักดังขุนเขา-เบาดังขนนก
2. ถ้าวางก็เบา-ถ้าเอาก็หนัก
3. แบกไม่ไหว-วางไม่เป็น-ลำเค็ญไปทั้งชาติ
4. แบกไหว-วางเป็น-เย็นไปทั้งชาติ