ชุมชนกับการจัดการเรียนรู้
ชุมชน หมายถึง กลุ่มบุคคลที่อยู่รวมกันในพื้นที่เดียวกัน มีวัตถุประสงค์ เป้าหมายในการเป็นอยู่อย่างเดียวกัน
การจัดการเรียนรู้ หมายถึง การเสริมส่ง หรือสร้างประสานขั้นตอน วิธีการในการจัดให้เกิดการศึกษาเรียนรู้ของบุคคลทั้งในระดับปัจเจกและพหุชน ตลอดจนการสร้างวัตถุปัจจัยแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ในสถานศึกษา ชุมชนและสังคม
ชุมชนกับการจัดการเรียนรู้ในสังคมบุพกาลกับสังคมปัจจุบัน ไม่ได้มีความต่างกันมากนักในแง่กระบวนการ หากมีความต่างกันเพียงแต่ขั้นตอนวิธีการเท่านั้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิธีคิดและการวางแผนของผู้ปกครอง ผู้บริหารบ้านเมืองในแต่ละแหล่ง
กล่าวสำหรับในสังคมพุทธ หลักพระพุทธศาสนาได้เอื้อเฟื้อให้ปัจเจกและชุมชนเกิดการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ร่วมกันมาโดยเป็นไปตามระบบธรรมชาติของสังคมมนุษย์ ต่อมาได้มีแนวคิดทางการศึกษาแบบตะวันตกเข้ามามีบทบาท จึงทำให้เกิดระเบียบการจัดการศึกษาเรียนรู้แนวใหม่
จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ สยามประเทศไทยของเราได้เปลี่ยนแปลงระบบการทำงานด้านการศึกษาใหม่ กลับไปฟื้นฟูความเป็นชุมชนโดยการถ่ายโอนอำนาจให้องค์กรส่วนท้องถิ่นและชุมชนเข้ามาร่วมกันจัดการศึกษา ตามพ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ 2542, พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันเป็น พ.ร.บ. ที่แตกช่อออกดอกมาจากรัฐธรรมนูญ 2540
ตั้งแต่ 2542 จนถึงปัจจุบัน การถ่ายโอนอำนาจในการจัดการศึกษาแก่องค์กรส่วนท้องถิ่นเพิ่งเริ่มเขย่งก้าวแรก อำนาจของชุมชนในการจัดการเรียนรู้ยังก้าวไปไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้านอื่นๆ เหมือนกับการเมืองการปกครอง เพราะ
1. วิธีคิดในการทำงานของรัฐยังยืนอยู่บนฐานคิดแบบตะวันตก
2. วิธีคิดของคนในชุมชนยังอยู่ในระบบการเมืองแบบเดิม
3. ผู้มีส่วนในการจัดการเรียนในชุมชนท้องถิ่นบางส่วนยังขาดการหยั่งเห็นและตระหนักรู้ถึงกระบวนการในการจัดการเรียนรู้
อาจกล่าวรวบยอดได้ว่า อำนาจการเมืองการปกครองในบทบาทและสถานภาพของบุคคลยังยึดเกี่ยวกับเศรษฐกิจมากกว่าการสร้างเสริมสังคมความรู้
การเมือง คือการจัดการ ที่ครอบคลุมหมดทั้งวิถีเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมธรรมชาติ และการเรียนรู้ นั่นคือ การเมืองที่แท้จริง
ไม่ใช่การเมืองที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบัน
นั่นคือ การเมืองของโลกย์ มิใช่การเมืองของธรรมหรือสรรพสิ่ง
ชุมชนจักจัดการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง ต้องมิใช่ชุมชนที่มีบุคคลซึ่งใช้สิทธิและอำนาจในการจัดการตามกระบวนการทางการเมืองที่กำลังเป็นอยู่ เพราะสิทธิและอำนาจในการจัดการนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มีอำนาจในชุมชนนั้นๆ
สิทธิและอำนาจเสมอภาคกันอยู่ในระดับสิทธิมนุษยชน สิทธิและอำนาจไม่ได้อยู่กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งซึ่งเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการตามหน้าที่ทางสังคมเท่านั้น
และหน้าที่ทางสังคมก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐข้าราชการหรือพนักงานของรัฐเท่านั้น
แต่หน้าที่ทางสังคมอยู่กับมนุษยชนทุกคน
นั่นคือ คนทุกๆ คนในชุมชนนั้นๆ มีหน้าที่ตามสิทธิทั้งหมดแม้หน้าที่นั้นๆ จะต่างระดับกัน แต่สำคัญเท่ากันทั้งหมดด้วย
ดังนั้น การดำเนินการจึงเกิดพร้อมกันด้วยบทบาทของบุคคลและองค์กรเป็นทีม เป็นสามัคคี เป็นพลังชุมชน
โดยธรรมชาติของสังคมมนุษย์ มีความเป็นอยู่และเป็นมาดังนี้เสมอมาและเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยของธรรมชาติสรรพสิ่ง
แต่โดยเนื้อแท้แล้ว ความเป็นอยู่ซึ่งกันและกัน ยังคงดำรงความสัมพันธ์อยู่อย่างนั้นเอง
มีเพียงแต่วิธีคิดและวิถีการดำรงชีพ (ทั้งในระดับบุคคลและชุมชน)เท่านั้นที่ เปลี๋ยนไป๋
องค์กรหลักในชุมชนท้องถิ่น คือ บ้าน วัด โรงเรียน ของสังคมสยามประเทศไทยเรายังมีอยู่
ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน (ทุกด้าน) และเด็กๆ ยังมีอยู่
ทั้งหมดไม่มีองค์กรหรือใคร สำคัญมากไปกว่าใคร ต่างก็มีความสำคัญเท่าเทียมกันทั้งหมดในนามมนุษย์ สังคมและธรรมชาติ มีแต่เพียงบทบาท หน้าที่ในแต่ละสถานภาพเท่านั้นที่ต่างกันโดยนามกำหนดสมมติสัจจะสังคม เป็นระเบียบ แบบแผน หรือพิธีกรรมทางสังคม
และในปัจจุบัน พิธีกรรมทางสังคมที่กำหนดให้ 3 องค์กรในชุมชนร่วมกันจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษาในนามของคณะกรรมการสถานศึกษาฯ ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา ครู ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชนซึ่งเรียกว่า ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มาจากองค์กรส่วนท้องถิ่น องค์กรชุมชน แต่ทั้งหมดที่ประกอบกันเป็นคณะกรรมการสถานศึกษาฯ (ซึ่งได้รับการคัดสรรและแต่งตั้งไปเมื่อต้นปี2547 ตามพิธีกรรมแผนการศึกษาแห่งชาติ 2545-2549) นั้น ในชุมชนส่วนมาก ได้รับการคัดและตั้งไว้จริงๆ คือตั้งไว้เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ตามพิธีกรรมลัทธิการศึกษาเท่านั้น
ความภาคภูมิใจเกิดขึ้นแก่ผู้ได้รับแต่งตั้ง มีทั้งแบบได้เสริมความศิวิไลซ์แห่งตัวตน แบบเต็มภาคภูมิใจที่จักได้เข้ามามีส่วนร่วม แต่แล้วไม่มีโอกาสที่จะได้แสดงออกซึ่งบทบาทและหน้าที่ แบบเต็มใจเพราะเป็นหน้าที่การงานที่ต้องกระทำอยู่แล้ว และมีทั้งแบบดีใจ แต่ต่อมาเฉยๆ ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมอะไรมากนัก มีแต่ร่วมประชุมจัดงานผ้าป่าโรงเรียน ฯลฯ
ไม่ทราบว่าใคร- ผู้ได้รับการประกาศชื่อแต่งตั้ง รู้สึกอย่างไรกันบ้าง?
งานนี้ตามความคิดเห็นของผู้เขียน คิดว่า ผู้บริหารและครู คือผู้สำคัญที่จักต้องเป็นผู้ประสาน
งานให้องค์กรท้องถิ่นและผู้นำด้านต่างๆ ได้เข้ามาร่วมกันเรียนรู้และมีส่วนร่วมจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษาให้มากกว่าที่เป็นอยู่ โดยครูต้องสร้างศรัทธาและฟื้นฟูบทบาทในการเป็นผู้นำชุมชนด้านให้การศึกษาเรียนรู้เพื่อการพัฒนา
และผู้นำทั้งหมดไม่ว่าจากบ้าน วัด โรงเรียน โดยเฉพาะองค์กรส่วนท้องถิ่น อันได้แก่ อบต. เทศบาล และ อบจ. ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับอำนาจในการจัดการส่วนท้องถิ่นจากรัฐบาลกลางต้องตระหนักในบทบาทและหน้าที่ให้มากอย่างยิ่ง ไม่ใช่แต่เพียงซื้อคอมพิวเตอร์ โต๊ะ เก้าอี้ หรืออุปกรณ์การเรียนรู้ให้แก่สถานศึกษาเท่านั้น (ในกรณีที่กล่าวกันว่าบางท้องถิ่นยังไม่พร้อมในการจัดการเรียนรู้ ไม่จริงหรอก ท้องถิ่นมีระดับของความพร้อม เพียงแต่จะได้รับอำนาจในการจัดการหรือท้องถิ่นเห็นแจ้งในกระบวนการทำงานชุมชนด้านการศึกษามากน้อยเพียงใด) ตัวบุคคลและองค์กรในชุมชนทั้งหมด ต้องเป็นอุปกรณ์การเรียนรู้ซึ่งกันและกัน สร้างฐานการเรียนรู้ และเข้าถึงการเรียนรู้ให้ได้ทั้งในระดับตนเองและสังคม
ผู้จัดการเรียนรู้ต้องมีฐานการเรียนรู้ เข้าถึงการเรียนรู้และความรู้ก่อนจึงจะสามารถสร้างหรือจัดการเรียนรู้ในชุมชนได้
และการจัดการเรียนรู้นั้น ไม่ใช่เพียงแค่จัดในสถานศึกษาเท่านั้นต้องจัดให้เกิด ภูมิทัศน์ทางการศึกษาในชุมชนโดยใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วในชุมชนทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่เป็นทั้งรูปลักษณ์และอัตลักษณ์มารับใช้ในการเรียนรู้และการจัดการ
ชุมชนจะเกิดการเรียนรู้และสามารถจักจัดการเรียนรู้ชุมชน เพื่อให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ได้นั้น ตามแนวการจัดการเรียนรู้แบบพุทธท่านวางหลักไว้ว่าต้องสร้างให้มีสิ่งสบายๆ 7 ประการ
คือ อาวาสสัปปายะ สถานที่จัดการเรียนรู้สบายด้วยสิ่งแวดล้อมที่ดี
อาหารสัปปายะ มีอาหารทางกายภาพชีวภาพสบายพร้อมอุปกรณ์สร้างการเรียนรู้ที่ดี ธรรมสัปปายะ มีหลักสูตรและเนื้อหาการเรียนรู้ที่ดีงามสร้างเสริมวิถีชีวิตที่สุข สงบ สบาย หมดทุกข์
อิริยปถสัปปายะ มีกิจกรรมสร้างเสริมการเรียนรู้ที่ทำให้ตนเองและชุมชนเกิดความเคลื่อนไหว พัฒนาการเรียนรู้ เสริมสร้างพลังแห่งตนและชุมชน รวมทั้งขยายตัวสร้างเครือข่ายการเรียนรู้และการพัฒนาที่ดีงาม จำเริญ
อุตุสัปปายะ มีบรรยากาศและฤดูกาลในการเรียนรู้ที่สม่ำเสมอ โดยมีความเป็นกลาง และ
ความพอเพียงเป็นแกนสัมผัสในใจที่สบาย
ปุคคลสัปปายะ อยู่ร่วมกับบุคคลที่ถึงธรรมผู้ก่อให้เราเกิดวิญญาณแห่งการเรียนรู้และการจัดการชีวิตอย่างสงบงาม
และ โคจรสัปปายะ ชุมชนที่เราอยู่นั้นเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่สืบทอดความเป็นอยู่ซึ่งกันและกันมาด้วยความเกื้อกูลด้วยดี สร้างสมความเป็นชุมชนกันมาอย่างตระหนักรู้ในความดีงาม
เมื่อชุมชนคือ ผู้จัดการเรียนรู้ (ทั้งตามแนวนโยบายแห่งรัฐและตามวิถีชุมชน) ชุมชนต้องมีฐานการเรียนรู้ เข้าถึงการเรียนรู้และองค์ความรู้ตามวิถีชุมชนนั้นๆ ให้ได้เสียก่อน
นั่นคือ ชุมชนต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน มีส่วนร่วมในทุกภารกรรม จึงจักทำให้เกิดพลังชุมชน แล้วนำพลังนั้นมาจัดการชุมชนให้เกิดการเรียนรู้และการพัฒนาในทุกๆ ด้านไปสู่สังคมคุณธรรม ภูมิปัญญาและการเรียนรู้
ชุมชนสยามประเทศไทยเป็นอยู่อย่างนี้
เพียงแต่…..
…………………………..
การเรียนรู้จากการมีส่วนร่วม ทำให้เกิดพลังชุมชน
พลังชุมชน ทำให้เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้
ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทำให้เกิดสังคมความรู้
สังคมความรู้ ทำให้คนในสังคมเกิดสันติสุขและสันติภาพ
ชุมชนกับการจัดการเรียนรู้จักดำเนินไปสู่ประสิทธิภาพในเป้าหมายก็ด้วย กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของชุมชนและการมีส่วนร่วมแห่งการงานที่แท้จริง
ขอเราทุกท่านทุกคนในชุมชนมาร่วมกันจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมคือร่วมเรียนรู้และร่วมจัดให้เกิดการเรียนรู้ทั้งโดยส่วนตนเละชุมชน ให้ดีงามในเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดเถิด
ชุมชนกับการจัดการเรียนรู้
การเรียนรู้จากการมีส่วนร่วม ทำให้เกิดพลังชุมชน พลังชุมชน ทำให้เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทำให้เกิดสังคมความรู้ สังคมความรู้ ทำให้คนในสังคมเกิดสันติสุขและสันติภาพ
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ch-culture · 14 มี.ค. 2549
miss jarungsri pratum · 14 มี.ค. 2549
อ.หนึ่ง · 14 มี.ค. 2549
โอ๋-อโณ · 13 มี.ค. 2549
miss jarungsri pratum · 13 มี.ค. 2549
รศ.พญ. ปารมี ทองสุกใส · 13 มี.ค. 2549
การเรียนรู้จากการมีส่วนร่วม ทำให้เกิดพลังชุมชน
พลังชุมชน ทำให้เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้
ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทำให้เกิดสังคมความรู้
สังคมความรู้ ทำให้คนในสังคมเกิดสันติสุขและสันติภาพ
เห็นด้วยค่ะ กับการเรียนรู้ที่ชุมชนมีส่วนร่วม
ขอบคุณสำหรับความรู้