หนึ่งสวย สองงาม สามดี

ค่านิยมตามประเพณีทางศาสนานั้นแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น ดังเช่นการบวชแล้วสึกออกมาครองเรือนมีครอบครัวตามวิถีชาวบ้าน ฟังว่าสังคมพุทธศาสนาในศรีลังกาจะไม่ยอมรับผู้ที่เคยบวชแล้วสึกมา โดยถ้าใครสึกออกมาก็มักจะหลีกเร้นไปใช้ชีวิตในท้องถิ่นอื่น ไม่เหมาะที่จะอยู่ในท้องถิ่นที่ตนเคยบวช แต่ในเมืองไทยกลับถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา (อาจารย์คาทอลิกท่านหนึ่งเคยเล่าว่า ค่านิยมตะวันตกบางท้องถิ่นก็รังเกียจบาทหลวงที่สึกออกมาเหมือนกัน แต่ในเมืองไทยก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งประเด็นนี้ท่านได้ให้ความเห็นว่าน่าจะคล้อยตามค่านิยมในสังคมพุทธศาสนาแบบไทยๆ...)

บวชก่อนเบียด กล่าวคือ ชายไทยควรจะบวชเรียนเพื่อศึกษาหลักธรรมคำสอนทางศาสนาและฝึกหัดตนเองระยะหนึ่งก่อน แล้วจึงลาสิกขาออกมาแต่งงานมีครอบครัวตามวิถีชาวบ้าน นับว่าเป็นค่านิยมที่มีมานานแล้ว.... ซึ่งการบวชตามประเพณีทำนองนี้ ถ้ามีศรัทธาสมัครใจจะอยู่ต่อก็ไม่มีใครว่า แต่ถ้าบวชอยู่นานจนอายุมากเกินไปแล้วสึกออกมา ถึงแม้จะไม่มีใครว่าก็จริง แต่มุมมองของสังคมกลับเห็นว่าไม่ค่อยเหมาะสม ด้วยเห็นว่าช้าหรือสายเกินไปที่จะเริ่มต้นสิ่งต่างๆ  ดังคำพังเพยว่า  ตื่นแต่ดึก สึกแต่หนุ่ม หรือดังที่ตั้งเป็นชื่อบันทึกนี้ว่า หนึ่งสวย สองงาม สามดี สิบสาหมาไม่แล... ซึ่งคำพังเพยนี้ อาจเขียนให้ครบถ้วนได้ว่า...

  • พรรษาหนึ่งสวย พรรษาสองงาม พรรษาสามดี บวชสิบพรรษา สึกออกมา หมาไม่แล...

ตามคำพังเพยนี้ บ่งชี้ว่า ควรจะบวชให้ได้สักหนึ่งพรรษา หรือถ้าได้ ๒-๓ พรรษาก็จะดี แต่ถ้าบวชนานเกินไปเป็นสิบพรรษา ถ้าสึกออกมาแล้วก็อาจไม่ได้ดังหวังก็ได้... ประมาณนั้น

..........

อนึ่ง สำหรับผู้ที่บวชนานเกินสิบพรรษาขึ้นไปแล้วก็สึกออกมานั้น แม้ว่าจะถูกตราหน้าว่า หมาไม่แล... ก็ยังมีผู้ที่พอใจสึกออกมาเป็นปกติ... เคยฟังพระเถระท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า ผู้ที่บวชนานๆ แล้วสึกมานี้ มีสาเหตุสำคัญอยู่ ๓ ประการ กล่าวคือ รวย เรียนสูง และ รักผู้หญิง

รวย... คำนี้ไม่ต้องขยายความมาก เพราะชีวิตชาวบ้านนั้น ต้องมีสมบัติพัสถานต่างๆ บางคนบวชมานแล้ว แม้ภายหลังรู้สึกเบื่อหน่ายคลายความเพียรจะเวียนมาเป็นผู้มักมาก แต่ก็ไม่อาจสึกออกมาได้ สาเหตุสำคัญก็คือไม่มีเงินหรือสมบัติพัสถานที่จะครองชีวิตแบบชาวบ้านได้ หลายๆ ท่านจึงจำเป็นต้องทนอยู่ต่อไป...

พระคุณเจ้าที่รวยแล้วสึกนั้น อาจจำแนกที่มาของความร่ำรวยได้ ๒ ทาง กล่าวคือ บางท่านบวชมาแล้วก็สะสมปัจจัยหรือสมบัติต่างๆ ไว้โดยวิธีการแสวงหาถูกต้องบ้างไม่ถูกต้องบ้าง จนกระทั้งอยู่ในระดับที่มีความมั่นใจจึงลาสิกขาออกไป.... ส่วนบางท่านนั้น มีสมบัติเก่าตกทอดประจำตระกูลอยู่บ้าง เมื่อรู้สึกเบื่อหน่ายก็อาจลาสิกขามาใช้ชีวิตนอกวัดได้...

อาจารย์ท่านหนึ่งของผู้เขียน บวชมาตั้งแต่เป็นสามเณรน้อย เมื่อก่อนครอบครัวของท่านอยู่ในป่าลึก ท่านบวชมาจนกระทั้งอายุเกินห้าสิบปี ก็ลาสิกขาไป เพราะบ้านป่าลึกในอดีตนั้น เดียวนี้มีถนนราดยางตัดผ่าน ท่านมีที่ดินตกทอดประจำตระกูลอยู่จำนวนหนึ่ง  จึงพอจะเลี้ยงตัวเองอยู่ได้ แม้บวชมาหลายสิบปีจะไม่ได้สะสมอะไรไว้ก็ตาม...

แต่ผู้เขียนก็รู้จักพระเถระหลายรูป ที่มีสมบัติเก่ามากมาย (บางท่านก็เป็นลูกคนเดียว โยมพ่อโยมแม่ถึงแก่กรรมหมดแล้ว) ท่านเหล่านี้สมัครใจที่จะใช้ชีวิตไปวันๆ ในวัด ไม่ต้องการที่จะลาสิกขาไปเฝ้าสมบัติเก่า ซึ่งทำนองนี้ก็หาได้ไม่ยากเหมือนกัน

.........

เรียนสูง...  พระคุณเจ้าบางรูปขยันเรียนหนังสือในระบบ เป็นเปรียญ ๙ ประโยค และหรือได้ปริญญาตรีโทเอก... ภายหลังรู้สึกเบื่อหน่ายชีวิตภายในวัด ก็อาจสึกออกไปแล้วใช้วุฒิการศึกษาที่ตนมีอยู่หางานทำพอเลี้ยงตนเองได้ ซึ่งโดยมากก็มักสึกออไปเป็นครูบาอาจารย์ตามสถานศึกษาต่างๆ...

ตามที่พอรู้มาบ้าง พวกที่เรียนสูงแล้วสึกไปเป็นครูบาอาจารย์ทำนองนี้มีอยู่พอสมควร แต่หลายๆ คนก็พยายามปกปิด ไม่ค่อยเปิดเผยอดีตของตนเอง... สาเหตุที่ไม่ค่อยเปิดเผยนั้น มีผู้วิจารณ์ให้ฟังว่า บางคนเกรงว่าเพื่อนเก่าจะมาพึ่งพาอาศัย เพราะพวกที่สึกไปนั้น บางคนก็ชีวิตตกต่ำพาตนเองไม่ค่อยรอด... หรือไม่ต้องการจะให้บรรดาวัดทั้งหลายรู้ เพราะเกรงจะต้องคอยช่วยเหลือเรื่องโน้นเรื่องนี้ (ถ้าไม่ช่วยจะถูกคำครหาว่าเป็นคนอกตัญญูไม่รู้บุญคุณของวัดที่ชุบเลี้ยงมาจนปีกกล้าขาแข็ง...) หรือบางคนรังเกียจอดีตของตนเอง รู้สึกเป็นปมด้อยของชีวิต... (บล็อกเกอร์ในโกทูโนก็มีหลายคน ที่ไม่พยายามบอกว่าตนเองมาจากวัด...)

แต่บางคนที่สึกไปแล้ว อุทิศชีวิตครึ่งหนึ่งให้แก่วัดหรือพระศาสนาก็มี ไปที่ไหนก็ประกาศตนเองตลอดว่าเป็นท่านมหา(เก่า)... บางคนถึงกับบอกว่า วุฒิการศึกษานั้น Ph. D ไม่ต้องใส่ก็ได้ แต่ นธ.เอก ป.ธ.๕ อย่าลืม ต้องใส่ไว้ด้วย เค้าจะได้รู้ว่ามาจากวัด... เรื่องทำนองนี้ก็ต่างจิตต่างใจนานาจิตตัง

...........

รักผู้หญิง... พระคุณเจ้าบางรูป เรียนก็ไม่สูง ทรัยพ์สมบัติทั้งภายในวัดหรือนอกวัดก็ใช่ว่าจะมีอะไร แต่มีเวรมีกรรมรักใคร่ในมาตุคาม จะอยู่ต่อไปก็รังเกียจตนเอง จึงต้องลาสิกขาเพื่อจะได้ไปสู่ที่ชอบๆ สมตามความปรารถนา ซึ่งบางคนก็สมปรารถนา บางคนก็ผิดหวัง และมีบางคนท้อถอยถึงกับกลับมาบวชอีก...

สิบกว่าปีก่อน ผู้เขียนมีเพื่อนร่วมสำนักอยู่ท่านหนึ่ง เค้าเป็นรุ่นพี่แต่ขึ้นไปเรียนกรุงเทพฯ พร้อมกัน เจอกันครั้งใดก็บ่นว่าไม่ค่อยสบาย มองสีหน้าก็หม่นหมอง...  ต่อมาไม่นานก็ทราบข่าวว่ากลับมาสึก  เรื่องราวต่างๆ จึงถูกเปิดเผยจากเพื่อนๆ ที่ใกล้ชิด  ซึ่งสาเหตุของการลาสิกขาครั้งนี้

เพื่อนรุ่นพี่คนนี้ มีใจปฏิพัทธ์รักใคร่ต่อสาวไทยในมาเลย์ ดังนั้น เมื่อกลับมาสึกแล้วจึงเข้าไปยังมาเลย์เพื่อจะตกลงสู่ขอตามประเพณี แต่สาวเจ้ากลับบอกว่า หล่อนมิได้รักใคร่ในเชิงชู้สาว นับถือเสมือนพี่ชายคนหนึ่ง และตอนนี้เธอก็ได้รับการหมั้นหมายใกล้จะแต่งงานแล้ว ขณะที่พ่อของเจ้าสาวก็บอกว่าให้มาส่งพี่เค้าที่ชายแดน... (เพื่อนร่วมสำนักอีกท่านหนึ่งที่มาอยู่กรุงเทพฯ พร้อมกันเล่าว่า ตอนที่เค้าใกล้จะสึกนั้น เค้าเคยเล่าว่า มองเห็นแต่หน้าของสาวมาเลย์ อ่านหนังสือก็มีหน้าของสาวเจ้าปรากฎ ออกไปบิณฑบาต มองฝาบาตรก็เห็นหน้าของสาวเจ้า....)  แต่เพราะตอนสึกอายุเพียงสามสิบกว่าๆ เค้าจึงตัดใจใช้หลักธรรมนำทาง ก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้...

(นอกประเด็นนิดหน่อย คนไทยในมาเลย์นั้น มักจะมีน้ำใจต่อคนไทยจากเมืองไทยทั่วไป คล้ายๆ กับว่าคนไทยจากเมืองไทยทุกคนคือญาติของพวกเค้า....)

ประเด็นรักผู้หญิงทำนองอื่นก็ยังมี เช่น สาวแก่หรือแม่หม้ายบางคน ไม่ขัดสนในการงานและความเป็นอยู่ ขาดแต่เพียงคู่ชีวิต จึงเหมาะสมกับพระเถระบางรูปที่รู้สึกเบื่อหน่ายแต่ขาดเงินขาดวุฒิ บางท่านจึงลาสิกขาไปอยู่ด้วยกัน...

 

นอกนั้นก็ยังมีประเด็นอื่นๆ เช่น มีโรคประจำตัว หรือทางบ้านมีปัญหาอื่นๆ เป็นต้น... ส่วนพวกอลัชชีที่ถูกจับสึกเพราะทำกรรมชั่วนั้น อยู่นอกประเด็นเหล่านี้