ตอนที่ ๑
กิจกรรมต่อไป พี่หมอฝนนำรุ่นพี่ที่เคยเข้าค่ายเบาหวานและสามารถดูแลตนเองได้ดีในการควบคุมโรคเบาหวาน มาเล่าถึงประสบการณ์ อุปสรรคและสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ รุ่นพี่คนนี้ชื่อว่า พี่อ้วน พี่อ้วนเล่าให้ฟังตั้งแต่เริ่มเป็นเบาหวาน ตอนแรกพี่อ้วนบอกว่ารู้สึกแย่มากๆ รู้สึกท้อแท้ สิ้นหวังในชีวิต เมื่อรู้ว่าเป็นเบาหวานไม่มีวันหายขาด ต้องเป็นไปตลอดชีวิตจนตาย
พี่อ้วนบอกว่าเมื่อก่อนไม่ทราบว่าโรคเบาหวานเมื่อเป็นแล้ว เราสามารถดูแลตนเองได้และควบคุมพฤติกรรมการกิน มีการออกกำลังกาย คือสามารถกลับมามีชีวิตได้เหมือนปกติ พี่อ้วนเล่าให้ฟังว่า พี่หมอฝนเป็นคนชักชวนให้ไปเข้าค่ายเบาหวาน จึงทำให้ได้เรียนรู้สิ่งดีๆหลายอย่างจากการเข้าค่าย และนำมาปรับใช้และสามารถดูแลตนเองได้ จากเมื่อก่อนเป็นคนที่อ้วนมากน้ำหนักเยอะ เพราะกินไม่เลือก ตอนนั้นพี่อ้วนคิดว่าถึงไหนก็ต้องตาย ก็ขอกินให้สมใจ แต่เมื่อมาเข้าค่ายแล้วรู้ว่ากว่าจะตายน่ะมันทรมานเหลือเกิน ถ้าปล่อยให้น้ำตาลในเลือดสูงตลอด อาจทำให้ไตวาย ตาบอด หรือถ้าเป็นแผลแล้วทำให้หายยาก บางรายต้องถูกตัดขาทิ้ง ฟังแล้วรู้สึกกลัว ทั้งหมดทำให้เกิดจุดเปลี่ยนในการใส่ใจดูแลตนเองของพี่อ้วน
ตอนนี้น้ำหนักตัวของพี่อ้วนลดลง ทำให้ดูผอมเพรียวขึ้นมาก พี่อ้วนบอกว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ต้องทดสอบตัวเองเกือบปี แต่สุดท้ายคือให้เหมาะกับวิถีชีวิตของเราเองดีที่สุด เช่น กรณีไปงานเลี้ยง งานบวช งานแต่ง ถ้ากินเข้าไปเยอะ กลับมาต้องเจาะเลือดดูก่อน ถ้าน้ำตาลสูงก็เพิ่มขนาดยาฉีด แต่ถ้ากรณีน้ำตาลต่ำให้กินน้ำหวานทันทีสัก ½ แก้ว โดยไม่ต้องกินอย่างอื่น คนที่เป็นเบาหวานหรือรู้สึกว่าตัวเองน้ำตาลต่ำ มักจะอมลูกอม หรือกินข้าว เพราะกว่าข้าวจะแปรสภาพเป็นน้ำตาลต้องใช้เวลานาน อาจจะช็อกก่อนก็ได้ พี่อ้วนแนะนำให้ซื้อน้ำหวานเฮลบลูบอยติดบ้านไว้เลย เมื่อมีอาการให้เทใส่แก้ว ¼ แก้ว ผสมน้ำตามให้ได้ครึ่งแก้ว แล้วดื่มทันที โดยหลังกิน ½ ชั่วโมง ให้เจาะน้ำตาลในเลือดดูอีกครั้ง
เป็นกระบวนการที่ใช้เครื่องมือในลักษณะของ Peer Assist : PA หรือ เพื่อนช่วยเพื่อน โดยนำผู้ป่วยที่ปฏิบัติตัวดี ควบคุมระดับน้ำตาล คือสามารถดูแลตนเองได้ดี มาเป็นโมเดลในการบอกเล่าสิ่งดีๆ (Storytelling) ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ในการดูแลตนเองที่ได้ผล เพื่อมาจุดประกายให้กับผู้ป่วยเบาหวานด้วยกัน เพราะผู้ป่วยเบาหวานบางคนรู้สึกท้อแท้ว่าเป็นโรคนี้แล้วไม่สามารถหายขาดเป็นไปตลอดชีวิต เป็นภาระให้กับลูกหลาน แต่พอได้ฟังพี่อ้วนเล่าประสบการณ์ให้ฟัง รู้สึกมีกำลังใจในการดูแลตนเอง ทำให้ต่อไปอาจมีผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นโมเดลที่ดีเพิ่มมากขึ้นก็ได้
หลังจากพี่อ้วนเล่าสิ่งดีๆ สู่กันฟังเสร็จ กิจกรรมต่อไปเริ่มดำเนินการให้ผู้ป่วยฝึกเจาะน้ำตาลด้วยตัวเอง โดยแจกอุปกรณ์การเจาะเลือด พี่อ้วนอธิบายขั้นตอนการเจาะเลือด การแทงเข็มให้ตรงตำแหน่งสันนิ้ว โดยเค้นหรือบีบมือให้เลือดไหลมาส่วนปลายนิ้วมือ แล้วสอนวิธีการประกอบเครื่อง การใส่เข็ม และใส่แผ่นตรวจน้ำตาล พี่อ้วนบอกว่าการเจาะที่สันนิ้วเพราะว่าเป็นที่ที่ไม่ค่อยสัมผัสกับสิ่งอื่นๆได้น้อยมาก จึงทำให้รู้สึกเจ็บปวดน้อยกว่าตำแหน่งหน้านิ้วมือที่มีโอกาสสัมผัสสิ่งอื่นๆ เกือบตลอดเวลา
ผลการเจาะน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยในกลุ่มพบว่าอาจารย์สุรพงศ์และพี่สุนทรสูง อาจารย์สุรพงศ์และพี่สุนทรสารภาพว่าเมื่อเช้านี้ลืมฉีดยาอินซูลินมา จึงพิจารณาให้ RI เมื่อเจาะเลือดกันเสร็จ ถึงเวลารับประทานอาหารเที่ยงพอดี มีข้าวซ้อมมือ กับข้าวมีปลาดุกย่าง, ต้มจืดฟักเขียวกับหมูสับ, ส้มตำและไข่ตุ๋น ผลไม้มีส้มเขียวหวานลูกเล็กๆ ส่วนน้ำตอนแรกเห็นสีสันสวย มีสีแดง สีเหลือง เหมือนน้ำหวานเฮลบลูบอย แต่พอดื่มเข้าไป มันไม่ใช่ ไม่มีรสหวาน แต่รสชาดคล้ายสมุนไพร แต่ชุ่มคอดี ถามพี่หมอฝนบอกว่า “น้ำฝาง”ซึ่งทำมาจากแก่นฝางเสนนำมาต้มน้ำเป็นยาบำรุงโลหิต
แต่ก่อนจะรับประทานอาหารกัน พี่เลี้ยงแต่ละกลุ่มต้องไปยืนสังเกตการณ์พฤติกรรมของผู้ป่วยในกลุ่มของตัวเอง โดยให้ผู้ป่วยตักข้าวที่ตัวเองต้องการจะกินหรือกินปริมาณปกติอยู่แค่ไหน แล้วพี่เลี้ยงบันทึกไว้ แล้วถามผู้ป่วยว่ามื้อนี้ผลน้ำตาลเท่านี้นะ แล้วจะตักข้าวแค่ไหนถึงจะเหมาะสม? กี่ทัพพีหมอ? ในกลุ่มมียายปิ่นคนนึงที่หูตึงมีปัญหามากที่สุด ยายอินกินข้าวเสร็จไปแล้ว แต่ยังรู้สึกไม่อิ่ม จึงมาตักข้าวรอบสองอีก แถมกินส้มไป 2 ลูก ส่วนอาจารย์สุรพงศ์และพี่สุนทรรู้ตัวเองว่าระดับน้ำตาลสูงอยู่แล้ว จึงงดไม่กินส้มมื้อนี้
หลังจากรับประทานอาหาร และเข้าห้องน้ำกันเสร็จแล้ว จึงเริ่มกิจกรรมช่วงบ่าย โดยพี่หมอฝนตั้งประเด็นคำถามให้คิดว่า “เมื่อเป็นโรคเบาหวานในขณะนี้ คุณรู้สึกมีความสุขอย่างไรบ้าง” ผู้ป่วยในกลุ่มต่างคิดกันว่า “จะมีความสุขได้อย่างไรล่ะ เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นโรคนี้ ต้องรอแต่วันตายเท่านั้น” (ผู้ป่วยยังมีความคิดเห็นในเชิงลบ และยังทำใจยอมรับกับโรคนี้ไม่ได้
เราจึงพยายามถามและดึงส่วนดีๆออกมา โดยบอกว่า แล้วก่อนที่คุณจะตายล่ะ ถ้าคุณรู้จักวิธีในการดูแลตนเองในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูง คุณก็จะอยู่และอาจจะมีอายุยืนยาวกว่าคนปกติก็ได้ อยู่กับลูกกับหลานได้ไปอีกนาน) ผู้ป่วยจึงคิดได้ว่า “เออจริงนะหมอ ถ้าเราควบคุมระดับน้ำตาลได้ อาการรุนแรงต่างๆมันก็ไม่เกิดขึ้น แล้วทำให้เรามีความสุข โดยความสุขนี้เราเป็นคนสร้างมันให้เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง ทำให้เราสามารถดำรงชีวิตได้เหมือนเดิมได้เหมือนคนปกติที่ไม่เป็นเบาหวาน เพียงแต่บางครั้งอาจจะมีอาการของน้ำตาลต่ำหรือน้ำตาลสูง เป็นเพราะการกินและการออกกำลังกายของเราไม่เหมาะสม แต่ถ้าเรารู้จักดูแลตนเอง รู้จักควบคุมตนเองในการกิน รู้จักออกกำลังกาย เราก็จะอยู่ได้เหมือนคนปกติ เหมือนคนไม่เป็นโรคเบาหวาน” (เห็นไหมคะสิ่งดีๆเริ่มเกิดขึ้นแล้ว โดยการเปลี่ยนทัศนคติ ความคิดที่ว่าเป็นเบาหวานแล้วรู้สึกแย่ กลับเป็นเบาหวานแล้วสามารถมีความสุขได้เหมือนคนปกติ)
หลังจากได้สิ่งดีๆ กันแล้วพี่หมอฝนจึงนำเข้าเรื่องอาหารแลกเปลี่ยน เพื่อให้ผู้ป่วยรู้จักเปรียบเทียบสัดส่วนอาหารแต่ละอย่าง ว่าผู้ป่วยรับประทานได้แค่ไหน อย่างไหนที่ควรหลีกเลี่ยง อย่างไหนที่ควรรับประทานให้น้อย และอย่างไหนที่รับประทานมากได้
พี่หมอฝนนำโมเดลอาหารแต่ละชนิดมาเทียบสัดส่วนกันให้ดูชัดๆ แต่ก็มีอุปสรรคเพราะฝนตกหนักมาก มีฟ้าร้อง และที่สำคัญไฟดับ พี่หมอฝนจึงแบ่งผู้ป่วยออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ แล้วเปลี่ยนกันฟังทีละกลุ่ม ที่สำคัญเพิ่งทราบว่า ข้าวเหนียวก้อนเท่า 2 นิ้วหัวแม่มือ เท่ากับ 1 ส่วนหรือ 1 ทัพพีหมอ วุ้นเส้นที่เขาว่ากันว่ามีระดับ Glycemic index ต่ำ ก็ยังมีระดับน้ำตาลเกือบเท่าๆ กับข้าวจ้าว 1 ทัพพีหมอ และที่สำคัญเครื่องดื่มชูกำลังทั้งหลาย ไม่ว่า M100, M150, กระทิงแดง, ลูกทุ่ง ฯลฯ มีน้ำตาลมากที่สุด
ต่อมา 15.00 น. ได้เวลาเจาะดูน้ำตาลในเลือดอีกครั้ง ที่หนึ่งคืออาจารย์สุรพงศ์เจ้าเดิม รองลงมายายปิ่นที่เติมข้าวสองรอบ รองมาอีกพี่สุนทร และยังมีพี่สมหมายอีกคนที่น้ำตาลต่ำ จึงหาน้ำหวานให้ดื่มครึ่งแก้ว แล้วฉีด RI ให้อาจารย์สุรพงศ์เจ้าเดิม แล้วปรึกษาพี่หมอฝนว่าต้องปรับขนาดยาฉีดของอาจารย์สุรพงศ์และพี่สุนทร พี่หมอฝนบอกว่าเดี๋ยวค่อยดูอีกทีหลังออกกำลังกายเสร็จ
หลังจากนั้นจัดสถานที่ โดยนำเก้าอี้ออก ให้เหลือเป็นที่โล่ง เพื่อเตรียมตัวออกกำลังกาย โดยการเต้นแอโรบิค ทุกคนร่วมมือร่วมใจกันเต้น ส่วนคนที่มีปัญหาขาบวม หรือเท้าบวม ก็ให้นั่งบนเก้าอี้แล้วแกว่งแขนแกว่งขาไปตามจังหวะเพลง เต้นไปสักพักมีบางคนเหนื่อย ก็ให้มานั่งพักที่เก้าอี้ แกว่งมือแกว่งขาต่อไป
หลังจากออกกำลังกายเสร็จ 16.00 น. มาเจาะน้ำตาลกันอีกรอบก่อนรับประทานอาหารมื้อเย็น พบว่าอาจารย์สุรพงศ์ พี่สุนทร และยายปิ่นยังสูง และพี่สมหมายก็ยังต่ำอยู่เหมือนเดิม ปรึกษาพี่หมอฝนให้เปลี่ยนขนาดยาฉีด โดยเพิ่มขนาดยาของอาจารย์สุรพงศ์ พี่สุนทร และยายปิ่นขึ้น และลดขนาดยาของพี่สมหมายลง ส่วนคนที่ไม่มีปัญหาสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้คงที่ตลอด คือ พี่สมมิตร
หลังจากนั้นก็รับประทานอาหารเย็นร่วมกันก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน ก่อนกลับบ้านฝากให้ผู้ป่วยแต่ละคน เจาะเลือดเวลา 1 ทุ่ม กับ 7 โมงเช้า และกำชับอาจารย์สุรพงศ์และพี่สุนทรว่าอย่าลืมฉีดยา
ขณะเดินทางกลับ ร.พ.ครบุรี ได้คุยกับพี่หมอฝนเรื่องโปรแกรมวันพรุ่งนี้ เช้าอยู่ที่ค่ายเบาหวานเหมือนเดิม เวลาบ่ายโมงพี่หมอฝนให้รถมารับไปบ้านลุงหยาด เพื่อไปดูวิธีการและเทคนิคการดูแลตนเองและกลุ่มสมาชิกที่ลุงหยาดดูแลในชุมชน ตอนเย็นวันนี้แม่พี่หมอฝน Admit เพื่อรอผ่าตัดเต้านมพรุ่งนี้
ผู้เล่าเรื่อง : กรศินันท์ เลิศสกุลจินดา
“เมื่อเป็นโรคเบาหวานในขณะนี้ คุณรู้สึกมีความสุขอย่างไรบ้าง”
.....................................
เป็นคำถาม ที่ดี นะคะ
เริ่มจาก ความรู้สึก ที่ทุกคนมี ง่ายที่จะตอบ
อีกทั้ง การได้พูดตามความรู้สึก ก็ทำให้เราผ่อนคลาย
และได้มีโอกาสฟังคนอื่นๆ เราก็จะเหมือนมีเพื่อน
เป็นการช่วยคนไข้เรื้อรัง อย่างดี เลยคะ
ขอบคุณคะ