อภิชาตศิษย์

มีสาเหตุบางประการที่ทำให้ผมมีความเชื่อว่า คน generation ใหม่นั้นเกิดมาเพื่อที่จะแข็งแรงขึ้น ฉลาดขึ้น และสมบูรณ์ขึ้น ในเงื่อนไขคือมิฉะนั้นจะไม่สามารถ handle การเปลี่ยนแปลงรุดหน้าของสิ่งแวดล้อมในนิเวศได้ การเปลี่ยนแปลงในนิเวศ หลายๆอย่างเป็นไปอย่างก้าวหน้า อย่างรวดเร็วก็จริง แต่​ "อัตราความเร็ว" เป็นองค์ประกอบที่เป็น hostile environment ได้พอๆกับความสะดวกสบายและประโยชน์ต่างๆ

การสอนที่ยังไงๆ นักเรียนไม่มีทางเก่งเท่า หรือเก่งกว่าครูนั้น จะเป็นการจำกัดศักยภาพที่ว่า (หากสมมติฐานเป็นจริง ซึ่งจริงไม่จริง ก็ไม่ทราบเช่นกัน) และมองในระดับ bird-eye view จะยิ่งทำให้เกิดผลลบ เพราะจะทำให้นักเรียนไม่สามารถ cope กับ hostile environment ที่เกิดขึ้นไม่ว่าเขาจะพร้อมหรือไม่ก็ตาม บางครั้งอาจจะเป็นระดับ immoral หรือปราศจากคุณธรรมของครูทีเดียว ถ้าหากครูไม่ตั้งใจจะสอนให้เกิด "อภิชาตศิษย์" หรือนักเรียนที่ดีเกินอาจารย์ อันเป็น mission เพื่อมนุษยชาติ (mankind) ที่จะธำรงรักษา species นี้ต่อไปอย่างประสบความสำเร็จ จะว่าไป ด้วยตรรกะนี้ หน้าที่ของพ่อแม่ก็น่าจะเป็นสั่งสอนเลี้ยงดูลูกให้เป็น "อภิชาตบุตร" ด้วย

ผมทำปริญญาเอกด้านภูมิคุ้มกันวิทยาการปลูกถ่ายอวัยวะ (transplantation immunology) ที่เมืองบริสตอล สหราชอาณาจักร ได้สังเกตและพบเห็นสิ่งหนึ่งก็คือ ความรู้ (knowledge) นั้นเคลื่อนไหวตลอดเวลา และสิ่งที่เรียกว่า fact หรือข้อเท็จจริงนั้น ไม่ใช่สัจธรรมเลย เป็นอะไรที่ไหวเลื่อนเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา แต่การเรียนปริญญาเอกนั้น สิ่งที่ผมได้ก็คือ "วิธีคิด" มากกว่าเรื่องของ contents ว่าวงการนี้เชื่ออะไร ไปถึงไหน แล้วก็เป็นอย่างที่ว่าก็คือ ความรู้ที่ review มาตลอด 4-5 ปีนั้น มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก วงการ immunology และ genetic จะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเกือบทุกๆ 6 เดือนเลยทีเดียว ถ้าเราจะสอนความรู้ที่เรา "กำลังรู้" อยู่ ณ ปัจจุบัน นักเรียน Ph.D. ยังไม่ทันเรียนจบเลย ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยคิดว่าถูกก็เปลี่ยนไปอีกแล้ว

ดังนั้นสอนความรู้ที่เราคิดว่า "จริง" ตอนนี้ คุณค่าของมันอาจจะไม่ยั่งยืนยาวนานเท่าไร แต่ถ้าเราหันมาสอนว่า "ทำไมเราถึงคิดว่าจริง" หรือ "ทำไมโลกตอนนี้ถึงเชื่อแบบนี้" แทน รากฐานที่มาของการเชื่อ ของขั้นตอนการคิด การใคร่ครวญ ไตร่ตรอง จะเป็นเครื่องมือที่จะถูกใช้แล้วใช้อีกในอนาคต

นักเรียนแพทย์ของผมนั้น ตั้งใจสอบเข้ามาเรียน มีเจตจำนง มีอะไรมาก่อนทั้งนั้น ต่อมาสิ่งแวดล้อมก็ค่อยๆหล่อหลอมเขาออกไปอย่างที่เขารับรู้ ในส่วนหนึ่ง (หรือส่วนใหญ่?) เราหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้ในสิ่งที่เขากลายเป็น ได้รับ หรือเรียนรู้ เพราะเราเป็น "สิ่งแวดล้อมหลัก" ในนิเวศที่เขาใช้เวลา 6 ปีกับเรา (คิดเป็น 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 ของชีวิตทั้งหมด ซึ่งไม่น้อยเลย) ผมไม่ค่อยเชื่อในเรื่องการ screen คัดเลือกเด็กที่เรียนได้มาสอนเท่าไรนัก แต่ผมเชื่อเรื่องเจตจำนง ความมุ่งมั่น และศักยภาพที่ "ทุกคน" มีอยู่ในตัวเอง และเชื่อในเรื่อง "unconditional love" ที่จะเป็นตัวหล่อเลี้ยงนักเรียนของเราให้ถึงที่ที่เขาสามารถจะเป็นได้

เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ผมคุมกิจกรรมกลุ่มนำเสนอกรณีศึกษา "การสร้างเสริมสุขภาพ" ของ นศพ.ปี 4 ของภาควิชาศัลยศาสตร์ (เป็นภาคเดียวที่ทำตอนปี 4 ที่เหลือเขาจะไปทำตอนปี 5) ก็พบ "evidence" อะไรบางอย่างที่สนับสนุนทฤษฎีที่ว่านี้

กรณีศึกษา case ที่หนึ่ง 

นศพ.จัดเวทีหน้าห้องเป็นแบบ talk show มี host นั่งสองข้าง แล้วเชิญแขกรับเชิญมาสองคน คนหนึ่งเป็นคนไข้ที่รับอุบัติเหตุมอเตอร์ไซด์ชน และอีกคนเป็นหมอที่ให้การดูแล คนไข้เป็นผู้หญิงสาว อายุไม่มาก ได้รับอุบัติเหตุขี้จักรยานยนต์ชนเฉี่ยวกับรถเครน เนื้อที่ขาอ่อนหลุดไปชิ้่นใหญ่ ต้องเอาเนื้อที่ขาอีกข้างมาปะ แทนที่จะ present case แบบ classic คือ ผู้ป่วยหญิงไทยโสด อายุ 18 ปี อาชีพ.... ฯลฯ ก็ให้ นศพ.ที่แสดงเป็นคนไข้เล่าเรื่องราวเหตุการณ์มาแทน (กลุ่มนี้ถ่ายทำ video จำลองเหตุการณ์ด้วย แล้วถ่ายขึ้นจอ ประกอบเสียงคนเล่า) ทำให้เรานึกภาพออกแบบหนัง reality show ในทีวีเลย

มีการเก็บรายละเอียดของความคิดและความรู้สึกของคนไข้มาเล่า อาทิ น้องสาวคนไข้ก็เกิดอุบัติเหตุหลายครั้ง แต่รอดมาได้ทุกที ไม่เคยเป็นอะไร สงสัยจะเป็นกรรมเก่าอะไรสักอย่างนึง หรือตอนนี้ตนเองกำลังมีเคราะห์อยู่ คนไข้ค่อนข้างจะ concern เรื่องการเอาเนื้อจากขาอีกข้างมาปะ เพราะขาอีกข้างที่ดีนั้น เขาสักเป็นรูปสวยงามเอาไว้ ถ้าต้องตัดเนื้อมาใช้ รูปที่สักไว้ก็จะเสียโฉมไปได้ นอกจากนี้ยังกังวลเรื่องว่าจะใส่ขาสั้นได้อีกไหม เพราะเป็นคนชอบใส่ขาสั้น มีความภาคภูมิใจในรูปร่างของขาของตนเอง

ผลแห่งการสัมภาษณ์ ทำให้กลุ่ม นศพ. เข้าใจในมิติความทุกข์ ความหวัง และคุณค่าของชีวิตของคนไข้ในมุมมองของเขา ไม่ใช่ของเรา สามารถวิเคราะห์วิจารณ์ระบบความคิดและความเชื่อ นำมาประกอบการให้การแนะนำในภายหลัง เป็นการดูแล holistic ที่เกิด empowerment จากตัวตนของคนไข้เอง

กรณีศึกษา case ที่สอง 

กลุ่มนี้นำเสนอโดยการฉายสารคดีสั้นเกี่ยวกับสถารการณ์ความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ มีการนำเอาภาพข่าวของ casualties ทั้งของทหารและประชาชนมาทำเป็น slide ฉายให้ดูประกอบการบรรยายที่มีการเขียน script ไว้อย่างดี

ระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ความไม่สงบภายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ทำให้เกิดความเสียหายทั้งในเรื่องของชีวิตและทรัพย์สินอย่างมาก ประชาชนที่อาศัยอยู่ภายในท้องถิ่นและละแวกใกล้เคียง ล้วนแล้วแต่ดำเนินชีวิตประจำวันด่้วยความหวาดระแวง เจ้าหน้าที่ของรัฐและทหารตำรวจได้เข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่ และะได้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก หากมาย้อนคิดดู จะมีสักกี่คนที่จะเข้าใจถึงสภาพจิตใจของทหารและตำรวจเหล่านั้น

.......... นาวิกโยธินผู้หนึ่ง ซึ่งแต่เดิมใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับครอบครัว ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งในช่วงนั้น นอกจากการปฏิบัติงานประจำทุกวันแล้ว ยังต้องเตรียมสภาพร่างกายให้่พร้อมสำหรับการไปปฏิบัติหน้าที่ยามที่ชาติต้องการ เมื่อสถานการณ์ความไม่สงบภายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้เขาต้องไปประจำการในพื้นที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นบริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่สีแดง จากความพร้อมทั้งสภาพร่างกายและจิตใจก่อนที่จะมารับหน้าที่ในครั้งนี้ ทำให้เขามีสภาพร่างกายและจิตใจที่ดี พร้อมด้วยกำลังใจจากทางครอบครัวที่ดี ซึ่งเข้าใจถึงความจำเป็นในการไปปฏิบัติงานมาโดยตลอด พร้อมทั้งตระหนักอยู่เสมอว่าภารกิจดำงกล่าวมีความเสี่ยงต่อชีวิต

หลังจากที่เขาประสบอุบัติเหตุระเบิด ซึ่งคนร้ายได้ซุกซ่อนไว้ภายในรถจักรยานยนต์ใกล้บริเวณที่กำลังพลได้ทำการสำรวจพื้นที่อยู่นั้น ทำให้มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต และจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้่เขาได้รับบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลังระดับกลางหลัง (thoracic level 4) ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยเป็นอัมพาตครึ่งล่างของร่างกาย ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามเดิม.....

นักศึกษากลุ่มนี้ได้ไปสัมภาษณ์ทหารนาวิโยธินท่านนี้ รวมทั้งภรรยาของท่าน ได้ทราบว่าท่านมีความรู้สึกเสียใจ และท้อใจในตอนแรก แต่ต่อมาท่านก็บอกว่ายังต้องการกลับไปทำหน้าที่ที่พื้นที่เดิม และถ้าทำไม่ได้เหมือนเดิมก็ยังอยากจะไปทำหน้าที่เป็นครูฝึกสอน หรือให้ข้อมูลแก่คนที่จะไปทำงานที่นั่นต่อไป ภรรยาก็มีความเข้าใจ และเป็นคนให้กำลังใจที่สำคัญ หลังจากนำเสนอ case เสร็จ ผมก็เชิญให้คนในกลุ่มและเพื่อนๆลองสะท้อนสิ่งที่พึ่งได้ยินได้ฟังไป

สิ่งที่นักเรียนสะท้อนออกมา ต้องเรียกว่า blow my mind away สุดยอดจริงๆ

  • ตอนแรกพวกหนูก็ว่าจะไปช่วย empower (เสริมพลัง กำลังใจ) เขาค่ะ แต่พอเขาพูดออกมาว่ารู้สึกยังไง ก็คิดว่าเขาไม่ได้้เป็นฝ่ายต้องการความช่วยเหลือซะแล้ว เพราะเขามีความเชื่อในสิ่งที่เขาทำไปว่าถูกต้อง อันนี้เป็นจิตวิญญาณในการทำงาน
  • ผมว่าการไปสัมภาษณ์เขา เป็นการ empower พวกผมเองมากกว่า ทำให้เรามีความรัก และความเข้าใจในงานที่เราทำมากขึ้น การเสียสละ ทำงานหนักของเรา ไม่ได้หนักหนาไปกว่าสิ่งที่คนไข้เผชิญเลย แต่เขาก็ไม่ได้ปริปากบ่นอะไร กลับภาคภูมิใจในงานของเขาเสียอีก
  • เคยอ่านเจอเรื่องการเสียสละแบบนี้ ไม่นึกว่าจะได้มาเจอเรื่องราวจริงๆ เป็นคนไข้ของตัวเองด้วย รู้สึกงานที่ทำมีความหมายมากขึ้นเยอะเลย แม้ว่าเราจะไม่ได้ออกไปด่านหน้าด้วยตัวเอง แต่ก็มีส่วนช่วยดูแลรักษาทหารเหล่านี้
  • case นี้น่าประทับใจมากค่ะ แต่หนูคิดว่า ถ้าเราเจอ case อื่นๆ ที่เขาอาจจะกลัว อาจจะไม่อยากอยู่ อาจจะย้ายหนี เราก็ควรจะเข้าใจในความคิด ความรู้สึกของเขา โดยไม่ตั้งมั่นว่าคนเราต้องเสียสละสุดๆเสมอไป คนเราอาจจะมีความกลัว อาจจะมีความต้องการอยู่รอดได้โดยไม่ผิดอะไร
  • ฯลฯ

ผมให้เวลาเต็มที่ และอัด video ไว้ด้วย (ว่าจะไปฉายให้ทางแพทยศาสตรศึกษาดูว่า เด็กเราก็ไม่เลวเหมือนกัน) เกินเวลาไปชั่วโมงกว่า เพราะดูเหมือนทุกคนจะมีอะไรจะพูดหมด

ผมสะท้อนไปว่า อยากให้แต่ละคนได้เห็นสีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียงของตัวเองตอนสะท้อน case นี้ เพราะมันช่างราบรื่นและลื่นไหล เป็นธรรมชาติ การ discuss และให้ความเห็นออกมาจากตัวตน และเป็น authentic response ที่ไม่ติดหรือประดับประดอยด้วย หะรูหะรา wording แต่ก็ออกมาได้จริงใจและน่าตื้นตันใจเป็นอย่างมาก

เนื่องจากการสะท้อนเรื่องแบบนี้ ไม่ต้องอาศัยทฤษฎี ไม่ต้องคิดอะไรถูกอะไรจะผิดมากมาย แต่เราสามารถถอดหัวใจ เปิดรับ และเกิดความเข้าใจในสิ่งที่คนไข้ทหารนาวิกโยธินของเราได้คิดและรู้สึก สิ่งนี้เข้าไปสั่นสะเทือนตัวตนของเราได้ดี เพราะมันไม่ยากที่จะ identify value แบบนี้ มันเป็นสากล

ในขณะเดียวกันผมชอบ comment ที่ว่าคนอื่นอาจจะรู้สึกแตกต่างจากนาวิกโยธินท่านนี้ได้ และเราควรจะเข้าใจในความคิดความรู้สึกแบบนั้นด้วย เพราะนี่แหละคือความหมายของ Empathy อย่างแท้จริง คือเราไม่ต้องไป set value หรือตั้งมาตรฐานไว้ก่อนว่าอะไรดี อะไรยอมรับได้ แต่ในฐานะความเป็นแพทย์ เราจะต้องพยายามเคารพในความคิด ความรู้สึก ความเชื่อของคนไข้และครอบครัวได้อย่างเต็มที่โดยปราศจากอคติ ไม่จำเป็นต้องตามกระแสเสมอไป เช่นนี้เราจึงจะมี unconditional love หรือ การรักคนไข้แบบไม่มีเงื่อนไขได้

และที่น่าสนใจก็คือ หลังจากเพื่อนๆได้ยิน comment ที่ว่าข้าวต้นนี้ ก็ไม่ได้มีการ debate โต้เถียงกันว่าอะไรน่าจะเป็นแบบไหน กลับเกิด silence ขึ้นที่เป็นความสงบ รับฟัง ลงไปถึงระดับสามเป็นอย่างน้อยของ deep listening คือไม่มีใครใช้ downloading การตีความหมายแบบเก่า (I in me) ไม่ได้มีใครใช้ debate หรือ I in it มาโต้เถียง แต่เป็นการฟังเพื่อเข้าใจคนพูด พยายามเข้าใจสิ่งที่เขาพยายามจะสื่ด้วย (I in You)

สุดยอดจริงๆ นักเรียนเรา