คัดลอกมาแปะ--ตอนแรก (ทั้งหมด 5 ตอน)


มองทุกสรรพสิ่งแบบองค์รวม

·        การจะเข้าใจชีวิตได้ ต้องมองมันแบบ Integrate คือ การมองแบบบูรณาการ ไม่ใช่มองแบบแยกส่วน และเราต้องอาศัยหลายศาสตร์มาประยุกต์รวมกัน จึงจะเข้าใจชีวิตที่แท้จริงและเข้าถึงศาสตร์สากลของจักรวาล

·        แม้แต่ผู้ที่รู้ธรรม สอนธรรมได้กระจ่าง แต่เมื่อมีอะไรมากระทบใจ เขาจึงไม่อาจเอาธรรมมาสอนใจตนเองได้ ปล่อยให้อารมณ์กระเจิดกระเจิงไป หรือผู้ที่เคยไปปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง เมื่อกาลเวลาผ่านไป เขาจึงกลับมาใช้ชีวิตแบบปกติ และมีความรู้สึกอารมณ์ที่เหมือนเดิมก่อนไปปฏิบัติธรรม

·        ความรู้ที่วิเศษแค่ไหน หากมันไม่สามารถยกระดับจิตสำนึก หรือเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราได้ นั่นก็เหมือนจิ้งจอกที่เฝ้ามองผลองุ่น มีความรู้ลึกซึ้งแต่มีชีวิตที่ย่ำแย่ ไม่มีความสุขก็เหมือนความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด

·        "สรรพสิ่งทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นหัวหน้า ทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยใจ"

·        คุณที่แท้จริงคือความสมบูรณ์ในตัวเองอยู่แล้ว เป็นจิตวิญญาณที่มีพลังอยู่เต็มเปี่ยม และมีศักยภาพมากมายเหนือขีดจำกัดใด ๆ เพียงแต่รอคุณซึ่งเป็นตัวตนที่หลงทาง เพราะมัวแต่ไปจดจ่ออยู่กับโลกภายนอก และมัวแต่ค้นหาตัวเองจากภาพมายาที่คิดว่าเป็นจริง เปรียบเหมือนคุณคือนกอินทรีย์ที่ไม่รู้จักตัวเอง แต่ไปเห็นไก่ ก็คิดว่าตัวเองเป็นไก่ และเลียนแบบพฤติกรรมแบบไก่ คือไปตามจิกกินข้าวเปลือก หรือตัวหนอนตามพื้นดิน เห็นแล้วช่างเป็นภาพที่น่ารัก ไร้เดียงสาอะไรเช่นนี้ หากเมื่อใดที่คุณค้นพบตัวเองว่าคุณเป็นนกอินทรีย์จ้าวเวหา คุณจะกลับไปเป็นไก่น้อยอีกหรือไม่ เชื่อว่าคุณจะไม่บินต่ำเหมือนไก่ แต่คุณจะเหินทะยานให้สูงเสียดฟ้า และมีสายตาอันเฉียบคมมองเหยื่อได้จากที่สูง และมีกรงเล็บอันแหลมคม นั่นคือ คุณได้เข้าสู่เส้นทางแห่งจิตวิญญาณแล้ว เราทุกคนสามารถเลือกทางเดินขีวิตได้เอง จะเลือกจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความสุข หรือความหวาดกลัว ระแวง ทุกอย่างเปลี่ยนได้เสมอ เพราะทุกสิ่งในโลก ล้วนผันแปรไปตามความเชื่อของคน

·        ผมเจอคนแบบนี้มามากมาย ที่มีทัศนคติกับตัวเองเป็นแบบนี้ เคยมองชีวิตในแง่ร้าย คนส่วนใหญ่ที่มีวิถีชีวิตที่ยากลำบาก เต็มไปด้วยความทุกข์เพราะเขาเอาความจริงที่เป็นในชีวิตมาเป็นตัวกำหนดอนาคต และใส่ความเชื่อเข้าไปนี่คือชีวิตที่เป็นไปตามความเชื่อของคน

·        มีคนเดียวในโลกที่ไม่สามารถเปลี่ยนชีวิตตนเองในทางที่ดีได้ คนนั้น คือคนที่ไม่มีความใฝ่ฝัน ความเชื่อนั้นเปลี่ยนได้ มุมมองชีวิตคนก็เปลี่ยนได้ แต่หากไร้ความฝัน มีชีวิตอยู่ก็หมือนซากศพที่เดินได้

·        คนที่กลัวมหันตภัย กลัวภัยพิบัติ หรือพวกวิตกจริตที่มักกลัวสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แสดงว่าเขายังไม่เข้าใจในชีวิตแบบบูรณาการ

·        แต่ที่เรากลัวจริง ๆ ไม่ได้กลัวตาย แต่กลัวจะสูญเสียเรื่องราว ความทรงจำเกี่ยวกับตัวเราที่เรียกว่า อัตตา และ กิเลส ที่ยึดว่าเป็นตัวเรา และกลัวเพราะไม่รู้ว่าว่าเมื่อตายไปเราจะมีสภาพชีวิตแบบไหน

ผู้แต่ง: รักไร้พ่าย www.palungjit.com

คำสำคัญ (Tags): #องค์รวม
หมายเลขบันทึก: 186804เขียนเมื่อ 8 มิถุนายน 2008 09:00 น. ()แก้ไขเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2012 00:26 น. ()สัญญาอนุญาต: จำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (3)

ทุกอย่างอยู่ที่ใจครับ ช่ะป่ะ

สวัสดีค่ะ หากดินยังไม่ปิดหน้า หนูจะเดินหาเขาต่อไป "ความฝันของหนู"

- ใช่แล้วค่ะ คุณ suksom ทุกอย่างอยู่ที่ใจ ไม่มีใจ ก็ไม่มีเรา ใช่มั๊ยคะ และไม่มีใจ ก็ไม่มีการกระทำที่ส่งผลให้เกิดสิ่งอื่นตามมาอันมีต้นเหตุจากใจใช่ป่าว

- ให้กำลังใจในการตามล่าหาความฝันนะคะ คุณ amp ฝันของเราอาจไม่สำคัญสำหรับใคร ๆ แต่มันสำคัญสำหรับเราค่ะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี