การบูรณาการเนื้องานให้สมดุลกับจำนวนคน ไม่ใช่กะเกณฑ์คนมามาก ๆ เพื่อสร้างภาพเป็นหลักสำคัญ โดยไม่คำนึงว่าการปฏิบัติจริง คนจำนวนมากอาจต้องเดินตะฝุ่นกันอย่างจ้าละหวั่น หรือไม่ก็เดิน ๆ นั่ง ๆ ราวกับคนไร้จุดหมาย และกลายเป็น “ขยะคน” ไปเสียเปล่า ๆ

เช้าวันนี้มีโอกาสได้ออกไปร่วมกิจกรรมของนิสิตใหม่ที่มีต่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในชุมชนบ้านขามเรียง   แต่อันที่จริงในแต่ละตึกของแต่ละคณะ  ก็จัดกิจกรรมในทำนองเดียวกันนี้อย่างคึกคักไม่แพ้กัน

 

หลายคณะปักหลักพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่คณะต้นสังกัดของตนเอง   หลายคณะกระจายน้องใหม่ไปเก็บกวาดขยะและตัดหญ้าที่วัดใกล้ ๆ มหาวิทยาลัย  ขณะที่หลายคณะก็รวมตัวกันออกมากวาดถนน  เก็บขยะ  และเข้าไปพัฒนาวัดในบ้านขามเรียงอันเป็นชุมชนที่ตั้งของมหาวิทยาลัยมหาสารคามในปัจจุบัน  ซึ่งหลัก ๆ  ก็ประกอบด้วยคณะการบัญชีและการจัดการ   คณะสถาปัตยกรรม ฯ  คณะศิลปกรรม  และวิทยาลัยการเมืองการปกครอง 

 

 

กรณีการพัฒนาชุมชน บ้านขามเรียง  นั้นเป็นความร่วมมือระหว่าง อบต.ขามเรียง  กับ

องค์การนิสิต  และองค์การนิสิตก็ประสานเครือข่ายจากคณะต่าง ๆ  เข้ามาเป็นกำลังในการขับเคลื่อนกิจกรรมครั้งนี้อย่างหนาตา

 

โดยส่วนตัวผมก็เห็นคล้อยว่ากิจกรรมในทำนองนี้มีข้อดีอยู่หลายด้าน   ทั้งการสร้างสัมพันธภาพระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน  การปลูกฝังจิตสำนึกสาธารณะต่อนิสิตใหม่  การสื่อสารให้นิสิตใหม่ได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์   รวมถึงการนำพานิสิตใหม่ไปสัมผัสชุมชนอันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยฯ   ซึ่งกระบวนการเช่นนี้   ก็เป็นเสมือนการพานิสิตใหม่ไปฝากเนื้อฝากตัวเป็น ลูกในบ้าน  ของชุมชนบ้านขามเรียงดี ๆ นั่นเอง

 

 

กิจกรรมในทำนองนี้ไม่ใช่มีขึ้นเป็นครั้งแรก  แต่ก็จัดมาแล้วหลายครั้ง  บางทีก็มีกิจกรรมอื่น ๆ เข้ามาเติมเต็มให้คนกับงานสมดุลกัน  ไม่ว่าจะเป็นปลูกต้นไม้  ล้างถนน  ทำบุญตักบาตรและ  ฟังธรรมเทศนา  เป็นต้น

 

ปีนี้,  ผมไปเยี่ยมชมในฐานะผู้สังเกตการณ์   ไม่ได้ร่วมคิดร่วมทำเหมือนทุกครั้ง  ซึ่งนั่นก็เป็นผลพวงจากการปรับเปลี่ยนสถานะของตัวเองไปสู่สายงานใหม่   แต่ถึงกระนั้นในที่ประชุมแบบมีส่วนร่วมซึ่งมีชุมชนมาร่วมเป็นกรรมการด้วยนั้น  ผมก็ถือโอกาส   share  ideas  หรือสะท้อนแนวคิดเดิม ๆ ที่เคยได้ร่วมบุกเบิกกิจกรรมในทำนองนี้ไว้เมื่อหลายปีที่ก่อน  ดังว่า

 

  • การพัฒนาชุมชน  ต้องดำเนินการบนกรอบแนวคิด การมีส่วนร่วม  ของ 3 ภาคส่วนหลัก ๆ  นั่นคือ  มหาวิทยาลัย  ชาวบ้าน (รวมถึง อบต)  และสุดท้ายคือกลุ่มพ่อค้าแม่ขายที่ตั้งร้านรวงเรียงรายอยู่ตามวิถีถนน  และนั่นก็รวมไปถึงกลุ่มผู้ประกอบการหอพักด้วยเช่นกัน

 

  • การมีส่วนร่วมที่ว่านั้นจะต้องเป็นการมีส่วนร่วมทั้งด้าน แรงงาน  และ แรงใจ   กล่าวคือ  ชาวบ้านก็ต้องก้าวออกจากครัวเรือนมาร่วมกับนิสิต  ใครมีมีดให้ถือมีด  ใครมีจอบให้ถือจอบ  ใครมีเสียมถือเสียม  ใครมีไม้กวาดก็ถือติดไม้ติดมือออกมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

       ส่วนกลุ่มผู้ประกอบการต่าง ๆ  หากไม่สะดวกก็สามารถเป็นแรงใจได้ด้วยการสนับสนุนสวัสดิการ
       ต่าง   ๆ  ซึ่งอาจจะเป็นน้ำดื่มเย็น ๆ ตั้งไว้บริเวณด้านหน้าร้านค้า หรือหอพักของตนเอง  รวมถึงการสนับ
       สนุนสวัสดิการอื่น ๆ  ตามกำลังศรัทธา   แต่มหาวิทยาลัยฯ  จะไม่ร้องขอในเรื่องดังกล่าว  ยกให้เป็น
       ดุลยพินิจของชุมชนและผู้ประกอบการตัดสินใจกันเอง

 

  • การบูรณาการเนื้องานให้สมดุลกับจำนวนคน  ไม่ใช่กะเกณฑ์คนมามาก ๆ  เพื่อสร้างภาพโดยไม่คำนึงว่าการปฏิบัติจริง  คนจำนวนมากอาจต้องเดินตะฝุ่นกันอย่างจ้าละหวั่น  หรือไม่ก็เดิน ๆ นั่ง ๆ ราวกับคนไร้จุดหมาย  และกลายเป็น ขยะคน  ไปเสียเปล่า ๆ   

        และถ้าเป็นไปได้  นอกเหนือจากท้องถนนสายหลักแล้วก็ควรต้องกระจายนิสิตไปยังคุ้มต่าง ๆ  .. ซอย
        ต่าง ๆ  หรือวัดต่าง ๆ ให้ทั่วถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้   ครั้นเสร็จกิจกรรมก็อาจรวมนิสิตไว้ ณ จุดนั้น ๆ  แล้ว
        จัดกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ร่วมกันกับชุมชน
   ทานอาหารกลางวันร่วมกันสักมื้อ   หรือไม่ก็เชิญผู้แทนชุมชน
        ได้เล่า
เรื่องราวของชุมชน ให้นิสิตได้รับฟังประดับไว้เป็นอาวุธทางปัญญาของเขาเอง

 

 

และนั่นคือ  บางเรื่องราว หรือบางถ้อยคำที่ผมได้ฝากในที่ประชุม  รวมถึงบางส่วนก็ฝากไว้กับแกนนำที่จะต้องจัดกิจกรรมเหล่านี้  เพื่อให้พวกเขาได้ใช้เป็นต้นทุนในการต่อยอด   หรือแม้แต่การปรับแต่งให้กิจกรรมที่กำลังจะมีขึ้นนั้นดูมีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

 

 

แต่สำหรับปีนี้   ภาพรวมกิจกรรมที่ปรากฏอาจดูแตกต่างไปจากที่ผมสะท้อนไว้อยู่มาก   กิจกรรมอาจไม่หลากหลายอย่างที่เคยทำ   นิสิตจำนวนหนึ่งถูกมอบหมายหมายให้เป็นผู้ปัดกวาด - เก็บขยะ และเช็ดกระจกศาลาวัด   อีกกลุ่มใหญ่ก็ทำหน้าที่เก็บขยะและกวาดถนนสายหลักที่พาดผ่านมหาวิทยาลัยฯ  เข้าสู่หมู่บ้าน 

 

ถึงกระนั้นก็ยังเห็นได้ชัดว่า   เนื้องานหรือปริมาณงานนั้นไม่สมดุลกับจำนวนคนเอาเสียเลย  เพราะนิสิตใหม่จำนวนมากยังคงไม่สามารถทำอะไรได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน  ขณะที่กลุ่มชาวบ้านและผู้ประกอบการต่าง ๆ  ก็ไม่ได้ออกมาร่วมกิจกรรมอย่างที่ควรจะเป็น

 

 

สิ่งเหล่านี้,  เมื่อพูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องก็พอจะรู้ต้นสายปลายเหตุบ้างว่า   ปัญหาหลักคือการคุยกันน้อยระหว่างชุมชนกับผู้นำนิสิต  (โดยที่กองกิจการนิสิตเองก็พลาดตรงที่ไม่เข้าไปเป็นพี่เลี้ยงทำหน้าที่ประสานเรื่องนี้ร่วมกับนิสิตอย่างเต็มรูปแบบ)   และอีกส่วนก็คือการประชาสัมพันธ์ในระดับชุมชนนั้นยังเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง  ซึ่งนั่นยังไม่รวมถึงอุปกรณ์อันจำกัด  จนทำให้หลายคนขาดเครื่องไม้เครื่องมือในการที่จะลงไปสู่เนื้องานต่าง ๆ  ..

 

 

ถึงตรงนี้  ผมจึงอยากจะย้ำเน้นให้เห็นว่ากิจกรรมในทำนองนี้เป็นกิจกรรมที่ดี  แต่กระบวนการต่าง ๆ  นั้นต้องขับเคลื่อนไปอย่างเป็นรูปธรรม  มีการวางแผนร่วมกันอย่างจริงจัง  มีการกำหนดทิศทาง หรือรูปแบบให้ชัดเจน  มีการประเมินกำลังคนกับงานให้สอดรับและสมดุลกัน  รวมถึงการประชาสัมพันธ์ให้เกิดการรับรู้และตระหนักถึงการเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมนี้อย่างหนักแน่น   โดยเฉพาะในกลุ่มของชุมชนและผู้ประกอบการนั้น  ควรต้องก้าวออกมาเป็น เจ้าภาพ  ร่วมกับนิสิตให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

 

แต่สำหรับปีนี้   สิ่งหนึ่งที่อยากจะกล่าวถึงมากที่สุดอีกประการหนึ่งก็คือ ...ความมีสีสันของการแต่งองค์ทรงเครื่องของนิสิตนั้นถือได้ว่าสร้างความเฮฮา ชวนให้สนอกสนใจได้เป็นอย่างดี   ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายของนิสิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ที่มีทั้งชุดรำไทย, ชุดพื้นบ้าน, และอื่น ๆ อีกจิปาถะ  ขณะที่นิสิตคณะสถาปัตยกรรมก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน   เพราะแต่ละคนก็มาในชุดแฟนซีย้อนยุคหลากสีสันราวกับหนังเรื่อง แหยมยโสธร  ก็ไม่ปาน

 

 

 

สิ่งเหล่านี้ได้กลายมาเป็นสีสันของกิจกรรมไปโดยปริยาย ...  ผมไม่รู้ว่ามันเกี่ยวกันตรงไหน  แต่ถึงกระนั้นก็ยอมรับว่า  พวกเขาช่างคิดและช่างสรรหาอะไรต่อมิอะไรมาให้ได้ดูได้ชมอย่างไม่รู้เบื่อ  จนผมต้องฉีกยิ้มและหัวเราะอยู่ตลอดเวลา  เดือดร้อนถึงรอยตีนกาจำนวนหนึ่งที่เกาะกุมอยู่บนใบหน้าของผม  จำต้องกระเด็นกระดอนหลุดออกจากใบหน้าก็มากโขพอสมควร