สาระน่ารู้เรื่อง "การกินยา"
การที่จะทราบว่าการกินยาก่อนอาหารหรือหลังอาหารสำคัญอย่างไรนั้นเราต้องทราบก่อนว่าขั้นตอนที่ยาจะไปออกฤทธิ์นั้นเป็นอย่างไรเวลาเรากินยาเข้าไปถ้าเป็นยาเม็ดหรือแคปซูลยานั้นจะแตกออกเป็นส่วนเล็ก ๆ ก่อนแล้วละลายในน้ำซึ่งอยู่ในกระเพาะและทางเดินอาหารหลังจากนั้นก็จะถูกดูดซึมเข้าผนังทางเดินอาหารเข้าสู่กระแสเลือดไปยังส่วนต่าง ๆของร่างกายต่อไปแต่ถ้าเป็นยาน้ำขบวนการนี้ก็จะเร็วขึ้น
ยาจะออกฤทธิ์เมื่อได้เข้าไปอยู่ในกระแสเลือดแล้วและต้องมีปริมาณสูงพอด้วยอาหารบางอย่างมีผลต่อการดูดซึมของยายาบางตัวก็มีผลต่อกระเพาะอาหาร เช่นทำให้เกิดการระคายเคือง ดังนั้นการกินยาก่อนหรือหลังอาหารจึงมีความสำคัญขึ้นกับว่าต้องการผลการของยาในแง่ใดปกติเมื่อกระเพาะมีอาหารอยู่เต็มยาจะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้น้อยกว่าและใช้เวลามากกว่าเมื่อกระเพาะว่าง
จากที่กล่าวมาแล้วถ้าเรากินยาก่อนอาหารทันที, หลังอาหารทันที หรือกินยาพร้อมอาหารจะมีความหมายแทบจะไม่แตกต่างกันซึ่งถือว่ากินยาในห้วงเวลาที่กระเพาะอาหารไม่ว่างเหมือนกันดังนั้นเราจะกำหนดเวลาไปด้วยว่ากินก่อนอาหารหรือหลังอาหารนานเท่าใดจึงจะได้ผลตามที่ต้องการ
จะขอแบ่งวิธีการกินยา ประกอบเหตุผลพอเป็นสังเขปดังนี้
กินก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง
เพราะเราต้องการให้ได้รับยาขณะที่ท้องว่างเพื่อให้ยาดูดซึมได้ดีที่สุดยาพวกที่ต้องกินแบบนี้ได้แก่เพนนิซิลลิน, แอมพิซิลิน, ไรแฟมพิซิล เป็นต้นบางทีเราก็ต้องการให้ยาออกฤทธิ์ก่อนอาหารตกถึงกระเพาะ (จะกินก่อนอาหารนานเท่าใดขึ้นกับเวลาตั้งแต่เริ่มกินจนถึงเวลาที่ยาออกฤทธิ์ซึ่งยาแต่ละตัวจะแตกต่างกันบ้าง)เช่น ยาที่ลดการเกร็งหรือบีบตัวของกระเพาะและทางเดินอาหารคนที่เป็นโรคกระเพาะนั้นมักจะปวดท้องเมื่ออาหารตกไปถึงกระเพาะเพราะอาหารเป็นตัวกระตุ้นให้กระเพาะลำไส้บีบตัวมากขึ้นจึงต้องให้ยาออกฤทธิ์ลดการบีบตัวของกระเพาะลำไส้โดยกินยาก่อนอาหารประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อให้ยาออกฤทธิ์พอดีเวลาอาหารซึ่งจะบรรเทาอาการปวดท้องได้ยังมียาที่กระตุ้นให้เกิดการอยากอาหารก็ต้องกินก่อนอาหารประมาณ 1/2 ชั่วโมงพอยาออกฤทธิ์จะกินอาหารได้มากขึ้น
กินหลังอาหารทันที = กินก่อนอาหารทันที = กินพร้อมอาหาร
ยาบางตัวหากกินตอนท้องว่างจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารมากทำให้คลื่นไส้อาเจียนแต่ถ้ากินพร้อมอาหารจะช่วยลดการระคายเคืองได้ยาพวกนี้ได้แก่ ยาแก้ปวดชนิดต่าง ๆ เช่นแอสไพริน, ยาแก้ปวดข้อ เช่นเพนนิลบิวทาโซน, ไอบูโปรเฟน, อินโดเมดทาซินเป็นต้นนอกจากกินพร้อมอาหารแล้วยาที่มีฤทธิ์เป็นกรดเช่น แอสไพริน การกินน้ำตามมาก ๆเพื่อไปเจือจางหรือลดความเป็นกรดให้น้อยลงก็ช่วยลดการระคายเคืองได้
กินยาหลังอาหาร 1 ชั่วโมง
ยาบางชนิดจะออกฤทธิ์นานเมื่อกินหลังอาหาร เช่นยาลดกรดซึ่งมีผู้ทดลองได้ผลว่าถ้าให้ยาในขณะที่ท้องว่างยาจะออกฤทธิ์นานประมาณ 30 นาทีแต่ถ้าให้ยาหลังอาหาร 1 ชั่วโมงยาจะออกฤทธิ์นาน 4 ชั่วโมงดังนั้นจึงกำหนดให้กินหลังอาหาร 1 ชั่วโมง
ไหน ๆ ก็พูดถึงยาก่อนอาหาร, หลังอาหาร, พร้อมอาหารมาแล้วขอพูดถึงยากินก่อนนอนสักเล็กน้อยยาบางชนิดกินแล้วทำให้ง่วงมึนงง เช่นยาคลายกังวล, ยาแก้แพ้ซึ่งเป็นส่วนผสมของยาแก้หวัดลดน้ำมูก จึงควรกินก่อนนอนซึ่งนอกจากจะช่วยให้ปลอดภัยในขณะทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรหรือขับรถในเวลากลางวันแล้วยังทำให้หลับได้อย่างสบายในเวลากลางคืนอีกด้วย
จึงขอสรุปได้ว่า จะกินยาก่อนอาหารหรือหลังอาหารขึ้นกับวัตถุประสงค์ในการให้ยานั้นๆ ออกฤทธิ์ให้ได้ผลมากที่สุดมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด ส่วนจะก่อน -หลังนานเท่าใดนั้นขึ้นกับเวลาตั้งแต่เริ่มกินยาจนถึงเวลาที่ยาถูกดูดซึมเข้าผนังทางเดินอาหารหมดหรืออาจเลยไปถึงเวลาที่ยาออกฤทธิ์แล้วแต่ว่าเราต้องการผลอันไหน
คงจะเห็นแล้วว่าเวลากินยาก่อนหรือหลังอาหารมีความสำคัญเพียงใดดังนั้นเพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุดผู้ป่วยควรกินยาตามเวลาที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัดผลดีก็จะตกอยู่กับตัวของผู้ป่วยเอง
ที่มา : http://web.ku.ac.th/saranaroo/chap3a.htm
ขอบคุณ ผอ.ประจักษ์คะ