การหยั่งเสียงในระดับมลรัฐ เลือกตั้งขั้นต้น
เป็นการแข่งขันกันในระหว่างผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคเดียวกัน เริ่มต้นด้วยการสรรหาผู้ชนะในแต่ละมลรัฐก่อนโดยวิธีการเลือกตั้งขั้นต้น อันเป็นการหยั่งเสียงในระดับมลรัฐ โดยแต่ละมลรัฐจะมีวิธีการที่แตกต่างกันออกไปโดยแบ่งออกสองวิธี ได้แก่ คอคัส (Caucus) และ ไพรมารี่ (Primary) ซึ่งจะทำให้ได้มาซึ่งตัวแทน (delegate) จำนวนหนึ่งเพื่อเข้าร่วมประชุมใหญ่ของพรรคในระดับประเทศ (National Convention) ซึ่งมติของที่ประชุม Delegate เช่นว่านี้ คือบทสรุปว่า ผู้ใดจะเป็นตัวแทนของพรรคที่จะลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกับตัวแทน (Candidate) จากพรรคอื่นนั่นเอง
|
|
คอคัส (caucus) เป็นวิธีหนึ่งในการสรรหา delegate ที่มีใช้กันใน ๑๒ มลรัฐ เริ่มต้น
ด้วยการระดมผู้สนับสนุนพรรคในระดับท้องถิ่นมาประชุมกัน เพื่อคัดเลือกผู้แทนของกลุ่มผู้สนับสนุนที่ให้สัญญาว่าจะสนับสนุนผู้สมัครรายใดรายหนึ่งเป็นตัวแทนพรรค และผู้แทนเหล่านี้จะไปร่วมประชุมพรรคระดับมณฑล (country) เพื่อเลือกตัวแทนเป็นตัวแทนไปประชุมระดับมลรัฐ และที่ประชุมระดับมลรัฐนี้เองจะคัดเลือกตัวแทนเป็น delegate เข้าร่วมการประชุมใหญ่ของพรรคในระดับประเทศ (National Convention) เพื่อลงมติเลือกผู้สมัครเพียงหนึ่งเดียวเป็นตัวแทนพรรคลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
ไพรมารี่ (Primary) เป็นอีกหนึ่งวิธีการสรรหา delegate โดยเป็นที่นิยมกันในมลรัฐ
ส่วนใหญ่ของสหรัฐอเมริกา การหยั่งเสียงด้วยวิธีนี้เป็นกระบวนการคัดเลือกผู้แทนพรรคที่จะเข้าร่วมประชุมใหญ่ของพรรคในระดับประเทศ (National Convention) โดยการจัดให้ผู้มาลงคะแนนเสียงลงคะแนนโดยลับตามหน่วยเลือกตั้งพร้อมกันทั่วทั้งมลรัฐ แบ่งออกเป็นสองแบบ ได้แก่ แบบเปิดและแบบปิด แบบเปิดคือ เปิดโอกาสให้ประชาชนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ที่จัดการหยั่งเสียงนั้นมาลงคะแนนเสียงได้ และแบบปิดซึ่งสงวนสิทธิในการลงคะแนนเฉพาะผู้ที่เป็นสมาชิกพรรคที่จัดการหยั่งเสียงเท่านั้น โดยแท้จริงแล้ว ผู้ที่จะลงคะแนนจะออกเสียงโดยถือผู้สมัครเป็นตัวแทนพรรคเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจโดยมิได้ยึดติดกับรายชื่อของ Delegate กล่าวคือ ในแต่ละมลรัฐนั้นทางพรรคการเมืองจะกำหนดไว้แล้วว่ามลรัฐนั้นจะมีDelegateจำนวนกี่คนและได้แก่ผู้ใดบ้างซึ่งวิธีการสรรหาและจำนวนของ delegate นั้นขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ที่แต่ละพรรคจะกำหนดขึ้น เช่น การใช้จำนวนประชากรของมลรัฐนั้น ๆ เป็นเกณฑ์
เมื่อเวลาหยั่งเสียงของมลรัฐมาถึง ประชาชนก็จะออกไปใช้สิทธิลงคะแนนให้กับผู้ที่เขาต้องการให้เป็นตัวแทนพรรคในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และเมื่อประกาศผลคะแนนออกมาแล้วผู้สมัครคนใดชนะการหยั่งเสียงในมลรัฐใด Delegate ที่ทางพรรคกำหนดไว้ประจำมลรัฐก็จะเป็นของผู้สมัครผู้นั้นทั้งหมดทันที ระบบนี้เราเรียกว่า ระบบผู้ชนะกินรวบ (The winner take all)
ดังนั้นหากติดตามข่าวการหยั่งเสียงในช่วงต้นปีที่ผ่านมาจะพบว่า การหยั่งเสียงในมลรัฐใหญ่ ๆ นั้น บทบาทของผู้สมัครในการหาคะแนนเสียงจะดุเดือดเข้มข้นเป็นพิเศษเพราะมลรัฐเหล่านั้นมีจำนวน delegate มากนั่นเอง ซึ่งเมื่อได้รับ Delegate จำนวนมากโอกาสที่จะได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนพรรคลงแข่งขันกับผู้สมัครซึ่งเป็นตัวแทนจากพรรคการเมืองอื่นในที่ประชุมใหญ่พรรคระดับประเทศ (National Convention) ก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วย
การประชุมใหญ่ของพรรคระดับประเทศ (National Convention)
เมื่อแต่ละพรรคการเมืองจัดการเลือกตั้งหยั่งเสียงในขั้นต้นจนได้ Delegate ตามที่ต้องการแล้ว ก็จะจัดให้มีการประชุมใหญ่ของพรรคระดับประเทศขึ้น เช่น พรรคเดโมแครตจะจัดประชุมขึ้นในวันที่ ๒๕-๒๘ สิงหาคม ณ เมืองเดนเวอร์ มลรัฐโคโลราโด้ และพรรครีพับลิกันจะจัดให้มีขึ้นในวันที่ ๑-๔ กันยายน ศกนี้ ณ เมืองเซนต์พอล มลรัฐมินิโซต้า การประชุม Delegate ที่มาจากแต่ละมลรัฐของแต่ละพรรคมีวัตถุประสงค์เพื่อคัดสรรตัวแทนลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยจำนวนของผู้แทนรัฐเช่นว่านี้ จะมีจำนวนไม่เท่ากันในแต่ละมลรัฐตามสูตรที่แต่ละพรรคกำหนดขึ้น โดยพรรค เดโมแครตจะมีผู้แทนจากมลรัฐเข้าร่วมประชุมใหญ่ทั้งสิ้น ๔,๐๔๙ คน ในขณะที่การประชุมใหญ่ของพรรครีพับลิกันจะมีผู้แทนจากมลรัฐเข้าร่วมประชุมเพียง ๒,๐๒๕ คนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้แทนรัฐเหล่านี้ไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวที่เป็นผู้กำหนดตัวแทนพรรคในการลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยพรรคการเมืองจะนำบุคคลซึ่งไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งขั้นต้นมาร่วมลงคะแนนด้วยเรียกว่า Super-delegate ซึ่งเป็นกลุ่มอดีตนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคซึ่งมีบทบาทและอิทธิพลอย่างมากในการร่วมกำหนดว่าผู้สมัครรายใดจะได้เป็นตัวแทนพรรคเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
โดยข้อเท็จจริงแล้ว แม้ไม่มีการประชุมใหญ่ของพรรคระดับประเทศขึ้นก็พอจะทราบได้แล้วว่า ผู้สมัครคนใดจะได้เป็นตัวแทนพรรค ทั้งนี้เนื่องจากระบบการเลือกตั้งขั้นต้นของสหรัฐอเมริกาแม้เป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม คือเลือก Delegate เพื่อไปทำหน้าที่ออกเสียงเลือกตัวแทนพรรค
อีกชั้นหนึ่งในที่ประชุมใหญ่ของพรรคระดับประเทศก็ตาม แต่ Delegate นั้นมีพันธสัญญาตามคำปฏิญาณอยู่แล้วว่าจะลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครรายใดในที่ประชุมพรรคระดับประเทศ ทั้งนี้ในมลรัฐส่วนใหญ่จะมีกฎของพรรคควบคุมให้ตัวแทนลงคะแนนให้กับผู้สมัครตามที่ได้ตกลงกันไว้ (Binding Primary) และมีเพียงไม่กี่รัฐเท่านั้นที่ไม่มีกฎควบคุมดังกล่าว (Non-binding primary)
กล่าวคือ ในระบบการหยั่งเสียงแบบ Caucus นั้นผู้ลงคะแนนจะเลือกตัวแทนระดับท้องถิ่นโดยทราบก่อนแล้วว่าผู้จะเป็น Delegate คนใดจะสนับสนุนผู้สมัครรายใดเป็นตัวแทนพรรค ซึ่งหากต้องการให้ผู้ที่ตนต้องการให้เป็นตัวแทนพรรคในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีก็ต้องเลือก Delegate ที่สนับสนุนผู้ที่ตนต้องการ สำหรับระบบการหยั่งเสียงแบบ Primary ซึ่งเป็นระบบ The winner take all นั้น Delegate ในแต่ละมลรัฐนั้นจะถูกพรรคกำหนดไว้แล้ว การลงคะแนนเสียงก็คือการเลือกผู้ที่จะเป็นตัวแทนพรรคโดยตรง เมื่อผู้แข่งขันที่จะเป็นตัวแทนพรรคชนะการหยั่งเสียงในมลรัฐใด Delegate ของมลรัฐนั้น ๆ ก็จะกลายเป็นของผู้ชนะทั้งหมดทันที และจะเป็นผู้ที่ออกเสียงสนับสนุนผู้แข่งขันรายนั้นในที่ประชุมใหญ่ของพรรคระดับประเทศ (National Convention) ด้วย ทั้งนี้ผู้ที่จะได้เป็น “ตัวแทนพรรค” ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีนั้นจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากที่ประชุมใหญ่พรรคระดับประเทศ (National Convention) ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
การเลือกตั้งทั่วไป
เมื่อแต่ละพรรคได้ตัวแทนที่จะเป็นผู้แข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐอเมริกาจากมติที่ประชุมใหญ่พรรคระดับประเทศ (National Convention) แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการแข่งขันกันระหว่างผู้สมัครของแต่ละพรรคโดยการเลือกตั้งทั่วไปที่เรียกว่า Popular Vote ที่จัดให้ประชาชนของสหรัฐอเมริกาใช้สิทธิออกเสียงพร้อมกันทั่วประเทศในวันอังคารที่ ๔ พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ซึ่งก็เป็นการใช้สิทธิลงคะแนนทางอ้อมเช่นเดียวกับการเลือกตั้งขั้นต้น
กล่าวคือ ถึงแม้ประชาชนจะใช้สิทธิลงคะแนนให้กับผู้สมัครพรรคที่ตนชื่นชอบ แต่โดยหลักการแล้วการลงคะแนนครั้งนี้ถือเป็นการลงคะแนนเลือกคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) ซึ่งแต่ละมลรัฐจะมีรายชื่อผู้สมัครเป็นคณะผู้เลือกตั้งจากแต่ละพรรคอยู่ ซึ่งถ้าผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคใดชนะ Popular Vote ในมลรัฐ คณะผู้เลือกตั้งจาก พรรคนั้นก็จะได้รับเลือกทั้งหมดและเป็นฐานเสียงจากส่วนมลรัฐในการลงคะแนนในชั้นต่อไปในระดับประเทศ ซึ่งผู้แข่งขันรายใดจะได้เป็นประธานาธิบดีนั้นจะต้องชนะในการเลือกตั้งขั้นสุดท้ายในระดับประเทศที่เรียกว่า “Electoral Vote”ซึ่งเป็นการลงคะแนนของคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral college) อันเป็นการชี้ขาดว่าประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐอเมริกานั้นจะเป็นผู้สมัครจากพรรคใด
The Electoral vote การลงคะแนนขั้นสุดท้าย
เมื่อการเลือกตั้งทั่วไปได้ผ่านพ้นไปแล้ว ผลของ Popular Vote จะประกาศถึงชัยชนะในแต่ละมลรัฐว่าผู้สมัครจากพรรคใดเป็นผู้ชนะ ทั้งนี้ เมื่อมลรัฐนั้นคะแนนเสียงส่วนใหญ่เป็นของพรรคใด Electors หรือคณะผู้เลือกตั้งของพรรคนั้นก็จะได้รับเลือกทั้งหมด
จำนวน Electors ในแต่ละมลรัฐนั้นคิดจากจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสมาชิกที่แต่ละ มลรัฐพึงมีได้ เช่น ในมลรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ ๓ คน และมีวุฒิสมาชิกได้ ๒ คน ดังนั้นแต่ละพรรคจะส่งรายชื่อ Electors ของพรรคสำหรับมลรัฐเวสต์เวอร์จิเนียได้พรรคละ ๕ คน และเมื่อผลของการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๔ พฤศจิกายนออกมาว่าคะแนนเสียงส่วนใหญ่เป็นของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคใด Electors ทั้ง ๕ คนจากพรรคนั้นก็จะได้รับเลือกเข้าเป็นคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral college) เพื่อลงคะแนนให้กับผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรคตน ทั้งนี้เนื่องจากกลุ่มตัวแทนของผู้ที่ชนะการเลือกตั้งในแต่ละมลรัฐได้ให้คำมั่นสัญญากับผู้แข่งขันจากพรรคของตนแล้วว่าจะลงคะแนนเสียงใน Electoral Vote ให้ อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา มี Elector ที่มิได้ลงคะแนนเสียงให้กับผู้แข่งขันตามที่ตกลงไว้ ซึ่งเรียกคณะผู้เลือกตั้งเหล่านี้ว่า Faithless elector
คณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) มีจำนวนทั้งสิ้น ๕๓๘ คน โดยกำหนดจากจำนวนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๓๕ คน วุฒิสมาชิก ๑๐๐ คน และผู้เลือกตั้งจากเขตการปกครองครองพิเศษ Distric Of Columbia กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จำนวน ๓ คน รัฐที่มีจำนวนสมาชิกรัฐสภามากก็จะมีจำนวนคณะผู้เลือกตั้งมากตามไปด้วย ทั้งนี้ “พรรคการเมือง” ในระดับมลรัฐจะเป็นผู้สรรหาว่าใครจะทำหน้าที่เป็นกลุ่มตัวแทนของพรรค (Electors) ในการไปลงคะแนนให้กับผู้แข่งขันของพรรค ทั้งเป็นผู้กำหนดวิธีการสรรหากลุ่มตัวแทนซึ่งในแต่ละรัฐก็มีความแตกต่างกัน เช่นในมลรัฐเวอร์จิเนียและมลรัฐนอร์ท แคโรไลน่า การสรรหากลุ่มตัวแทนทำโดยการประชุมภายในพรรคในขณะที่
รัฐเพนซิลวาเนีย การสรรหากลุ่มตัวแทนจะกระทำโดยคณะกรรมการฝ่ายการรณรงค์หาเสียง ของผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยทุกพรรคในแต่ละมลรัฐจะต้องส่งชื่อกลุ่มตัวแทน ของพรรคในแต่ละมลรัฐให้กับเลขานุการของรัฐ (Secretary Of State) นั้นๆล่วงหน้าหนึ่งเดือนก่อนที่
วันเลือกตั้งทั่วไปจะมาถึง
หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๔ พฤศจิกายนเสร็จสิ้นแล้ว กลุ่ม Electors ที่ได้รับเลือกจะไปพร้อมกัน ณ เมืองหลวงของมลรัฐที่ตนได้รับเลือกในวันที่ ๑๕ ธันวาคม ซึ่งเป็นวันลงคะแนนขั้นสุดท้าย หรือ Electoral Vote พร้อมกันทุกมลรัฐทั่วสหรัฐอเมริกาเพื่อลงคะแนนให้กับผู้แข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีที่ตนได้สัญญาว่าจะลงคะแนนให้ในนามพรรคที่ตนสังกัด Electors จะลงลายมือชื่อในบัตรลงคะแนน (The certificate of vote) ว่าลงคะแนนให้ผู้แข่งขันรายใด บัตรลงคะแนนซึ่งถูกเก็บไว้ใน “กล่องไม้มะฮอกกานี” จะถูกส่งไปยังประธานวุฒิสภาเพื่อรอการเปิดและนับคะแนนตามกระบวนการการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา
หลังจากที่คณะผู้เลือกตั้งลงคะแนนให้กับผู้แข่งขันครบทั้ง ๕๓๘ คนแล้ว กล่องไม้มะฮอกกานีทั้งสองกล่องที่เก็บรวบรวมบัตรลงคะแนน (The certificate of vote) จะถูกเปิดออกเพื่อนับคะแนน ผู้สมัครตำแหน่งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีรายใดได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งจากคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด คือเกิน ๒๗๐ เสียงจะได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐอเมริกา
อย่างไรก็ดี ในกรณีที่ไม่มีผู้แข่งขันรายใดได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งจาก Electoral Vote สภาผู้แทนราษฎรจะเป็นองค์กรที่ดำเนินการเลือกผู้แข่งขันที่มีคะแนนสูงสุด ๓ ลำดับให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละมลรัฐออกเสียงลงคะแนนเลือกประธานาธิบดี ซึ่งแต่ละมลรัฐต่างมีคะแนนเสียงเท่ากันคือ มลรัฐละหนึ่งเสียง ผู้สมัครรายใดได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งคือ ๒๖ เสียง ผู้นั้นได้รับตำแหน่งประธานาธิบดี หากสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถหาผู้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีได้ก่อนวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๒ ซึ่งประธานาธิบดีคนใหม่ต้องเข้าพิธีสาบานตนเข้ารับหน้าที่ รัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาก็ได้กำหนดไว้ว่า ให้รองประธานาธิบดีเข้ารับตำแหน่งชั่วคราวจนกว่าสภาผู้แทนราษฎรจะสามารถหาผู้ชนะได้ ทั้งนี้ ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาจะได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการหลังจากเข้าพิธีสาบานตนในวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๒ ซึ่งเป็นปีที่ถัดจากปีที่มีการเลือกตั้ง ซึ่งเรียกว่า “Inauguration Day” โดยจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้นำมีวาระ ๔ ปีและรับตำแหน่งได้เพียง ๒ สมัยเท่านั้น
ในปลายปีนี้ โลกคงได้ทราบว่าประธานาธิบดีคนที่ ๔๔ ของสหรัฐอเมริกา จะเป็นใคร บทบาทของประเทศอภิมหาอำนาจที่ส่งผลอย่างมหาศาลในเวทีโลกนั้นจะแปรเปลี่ยนไปหรือไม่ต้นปีหน้าคงได้รู้กัน แต่เหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าผู้ใดจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งบุคคลผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดของโลกอย่างประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา สิ่งที่พลเมืองอเมริกันและประชาคมโลกคาดหวังนั้น ก็คือผู้นำที่มีความรู้ความสามารถในการดำเนินนโยบายในการบริหารประเทศที่มีประสิทธิภาพและเปี่ยมด้วยมโนสำนึกที่จะนำสันติสุขอย่างยั่งยืนมาสู่สหรัฐอเมริกาและสังคมโลกอย่างแท้จริง
เอกสารอ้างอิง
l เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน์,ผศ.ดร.,หลักพื้นฐานกฎหมายมหาชนว่าด้วยรัฐ รัฐธรรมนูญและ
กฎหมาย. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, ๒๕๔๗.
l Cornell University Law School, United State Constitution, [http://www.law.cornell.edu/
constitution/constitution.articleii.html]
l ไทยทาวน์ ยูเอสนิวส์ , รายงานหน้าหนึ่ง คู่มือลุ้น “เลือกตั้งอเมริกา ๒๐๐๘ ”
http://www.thaitownusa.com,
l กองอเมริกาเหนือ กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ , ข้อมูลประเทศ
สหรัฐอเมริกา, http://www.mfa.go.th
l โครงการศึกษาพัฒนาแนวทางการดำเนินยุทธศาสตร์ไทยต่อสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มรูปแบบ
(US Watch) กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ , การเลือกตั้ง
ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ,http://www.uswatch.in.th
อยากให้นำประวัติผู้สมัครในครั้งนี้มาเล่าสู่กันฟังด้วยครับ