การประชุมจะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัย “๓ ส” คือสติ ความระลึกได้ สัมปชัญญะ ถ้ามีสัมปชัญญะจะไม่ออกนอกเรื่อง และสมาธิ ถ้ามีสมาธิ ใจจะมุ่งมั่น

เมื่อวันที่ ๒๖-๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ดิฉันและคุณสุภาพรรณ ตันติภาสวศิน ไปทำหน้าที่วิทยากรในการประชุม “ตลาดนัดความรู้การจัดค่ายรักษ์สุขภาพและค่ายเบาหวาน” ที่โรงแรมโนโวเทล เชียงใหม่ งานนี้อยู่ในโครงการของ สปสช. ที่ รพ.เทพธารินทร์ รับมาดำเนินการ

เราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ บ่ายแก่ๆ ของวันอาทิตย์ที่ ๒๕ ทีมทำงานฝ่าย รพ.เทพธารินทร์มีคุณธัญญา หิมะทองคำและคุณมด พรรณี สีเงิน รวมอยู่ด้วย ส่วนทีมจาก สปสช.ส่วนกลางมี ๔ คน นำโดย นพ.สมสินธุ์ ฉายวิจิตร ผอ.กลุ่มบริหารกองทุนย่อย เดิมมีการวางแผนจะให้เดินทางในเช้าวันที่ ๒๖ เลย แต่เราบอกว่าต้องมีการเตรียมผู้ที่จะทำหน้าที่เป็น “คุณอำนวย” และ “คุณลิขิต” ล่วงหน้า จึงได้ปรับเปลี่ยนเวลาการเดินทางกันใหม่

การเดินทางราบรื่นดี มาถึงโรงแรมยังไม่เย็นมากมีเวลาพักผ่อนก่อนรับประทานอาหารเย็นพร้อมกันตอน ๑๘ น. หลังรับประทานอาหารเย็นทีมงานจะไปเที่ยวตลาดที่ถนนคนเดิน ดิฉันเคยไปมาแล้วจึงขอตัว ปรากฏว่าหลังจากทีมออกจากโรงแรมไปไม่นานฝนก็ตก จึงไม่ได้เดินตลาดกัน แถมสักพักไฟฟ้าก็ดับนานทีเดียว

วันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑

การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าประชุม ๔๐ คนจากโรงพยาบาลและ สสจ. ในพื้นที่ของ สปสช.สาขาเขตพื้นที่พิษณุโลกและเชียงใหม่ ผู้ที่มาจากโรงพยาบาลเกือบทั้งหมดเป็นพยาบาล มีนักโภชนาการ ๑ คน ส่วนที่มาจาก สสจ.และ สปสช.เป็นนักวิชาการสาธารณสุข

เวลา ๐๘-๐๙ น. เราแนะนำบทบาทหน้าที่ให้กับผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ “คุณอำนวย” และ “คุณลิขิต” สาธิตการเล่าเรื่อง ๑ เรื่อง และการตีความ “ขุมความรู้” จากเรื่องเล่า

ได้เวลา ๐๙ น.เล็กน้อยทีมงาน สปสช. กล่าวต้อนรับผู้เข้าประชุมและแนะนำกำหนดการ นพ.สมสินธ์ ฉายวิจิตร ใช้เวลาเพียง ๕-๖ นาทีกล่าวกับผู้เข้าประชุมอย่างน่าฟังว่าการประชุม ๒ วันนี้ เปรียบเหมือนกองทัพที่ประสบชัยชนะนั้น จะต้องประกอบด้วยทั้งเสนาธิการ นักรบ และฝ่ายสนับสนุน จากที่ได้ฟังการแนะนำ “คุณอำนวย” “คุณลิขิต” เมื่อเช้า มองว่าการประชุมจะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัย “๓ ส” คือสติ ความระลึกได้ สัมปชัญญะ ถ้ามีสัมปชัญญะจะไม่ออกนอกเรื่อง และสมาธิ ถ้ามีสมาธิ ใจจะมุ่งมั่น จากงานนี้ต้องขยายผลต่อไป ขยายผลไปเรื่อยๆ เพื่อความสำเร็จของงานเบาหวาน

ต่อจากนั้นคุณพรรณนำทำกิจกรรมเพื่อสร้างบรรยากาศและให้ผู้เข้าประชุมได้รู้จักกันมากขึ้น เริ่มตั้งแต่การปรบมือให้ตื่นตัว จับคู่ทักทาย เกมแก้เชือก เกมรวมเลข ที่มีการทำโทษผู้ที่รวมเลขไม่ได้ตามที่บอกด้วยการเต้นทำโรตีใส่นมใส่ไข่ และลงท้ายด้วยการเล่าเรื่องจากบัตรคำ

 

ส่วนหนึ่งของกิจกรรมอุ่นเครื่อง <p style="text-align: left;">ผู้เข้าประชุมช่วยกันแต่งเรื่องเล่าได้อย่างสนุกสนาน มีเรื่อง “นายพรานน่ารัก” “พายุนาร์กีส” “ฝ่าความมืดมาโนโวเทล” “ราชสีห์กับหนู” “พิทักษ์โลก” กลุ่มที่เล่าเรื่อง “พิทักษ์โลก” ได้รับเสียงปรบมือดังหน่อย ผู้เล่าบอกว่าต้องมีเทคนิคใช้น้ำเสียงและใส่ “น้ำจิ้ม” จบที่เวลา ๑๐.๐๐ น.พอดี เราจึงพักรับประทานอาหารว่าง ๑๕ นาที</p>

การประชุมครั้งนี้ดิฉันรู้มาว่าผู้เข้าประชุมบางส่วนยังไม่ได้ลงมือจัดค่ายฯ แต่ไม่รู้ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ จึงถามในที่ประชุม คนที่ยกมือว่ายังไม่ได้จัดค่ายมีจำนวนน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ยกมือ จึงสรุปเอาเองว่าน่าจะมีจำนวนไม่มากนัก ต่อจากนั้นจึงให้ผู้เข้าประชุมบางส่วนได้ BAR

ดิฉันแนะนำให้รู้จักกับแนวคิดการจัดการความรู้ กิจกรรมในตลาดนัดความรู้ รวมทั้งให้ผู้เข้าประชุมได้ทำกิจกรรมกระจกแบบย่อเพื่อเรียนรู้ทั้งบทบาทของผู้เล่าเรื่องและผู้ฟัง พอหมดเวลาเล่าเรื่องรอบแรก ดิฉันถามประสบการณ์ทั้งของผู้เล่าเรื่องและผู้ฟัง

 

จับคู่ผลัดกันเล่าเรื่องของตนเอง

ผู้เล่าเรื่องหลายคนบอกว่าเมื่อเห็นผู้ฟังตั้งใจฟัง (พยักหน้า แววตา ภาษากาย) ก็อยากเล่าเรื่องออกมา ผู้ฟังที่ฟังอย่างตั้งใจเพราะเห็นแววตาคนเล่าเรื่องที่บอกถึงความประทับใจในเรื่องที่กำลังเล่า ผู้ฟังที่เก็บเรื่องเล่าได้หมดบอกว่าเพราะผู้เล่าลำดับเหตุการณ์ดี คุณเอื้อมเดือน งามวิเศษ พยาบาลวิชาชีพ จาก รพ.วิเชียรบุรี บอกว่าใช้จินตนาการสร้างภาพตามเรื่องเล่าที่ได้ฟัง ทำให้จำได้และเล่ากลับได้หมด ขณะเล่าเรื่องของตนเองก็เล่าจากภาพในช่วงเวลาต่างๆ ของตนเช่นกัน

เรามีเวลาเหลือจึงพักรับประทานอาหารกลางวันกันตั้งแต่ ๑๑.๔๐ น. นัดหมายเริ่มการประชุมในภาคบ่ายที่เวลา ๑๒.๔๐ น.

ได้เวลาตามที่นัดหมายแต่ผู้เข้าประชุมยังมาไม่ครบ ดิฉันจึงให้คุณพรรณทำกิจกรรมสั้นๆ รอผู้เข้าประชุมมาจนครบจึงให้เข้ากลุ่มย่อยตามที่จัดไว้ ๕ กลุ่ม ดิฉันเข้าสังเกตการณ์กลุ่มสีชมพู พบว่าผู้เข้าประชุมหายไป ๑ คน ส่วนที่เหลือนั้นมีผู้ที่มีประสบการณ์ไปเป็นวิทยากรในค่ายเบาหวาน ๑ คน อีก ๑ คนไปเป็นผู้สังเกตการณ์ แต่ก็สามารถเล่ารายละเอียดการจัดค่ายได้มาก แต่ยังไม่ครบทุกด้านเหมือนเจ้าบ้านที่เขาลงมือจัดการเอง

ได้รู้ว่าทาง สสจ.เชียงใหม่ใช้วิธีขอตัวทีมสหสาขาวิชาชีพจากโรงพยาบาลต่างๆ มาเป็นทีมจัดค่าย หมุนเวียนไปช่วยโรงพยาบาลที่จัดค่าย ทีมนี้บางคนได้ผ่านการอบรมที่ รพ.เทพธารินทร์มาแล้ว บางคนไม่เคยไปอบรมแต่ก็ขอเรียนรู้จากผู้ที่ผ่านการอบรมมาก่อน มีการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ของสมาชิกชาวค่ายได้อย่างน่าสนใจ ทำให้ผู้ป่วยได้เรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างอาหารที่รับประทานและระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง คิดได้เองว่าต้องปรับเปลี่ยนตนเองอย่างไร

ทราบจากคุณพรรณว่ากลุ่มอื่นๆ มีผู้ที่เคยจัดค่ายอยู่ แม้ว่าในแต่ละกลุ่มจะมีคนเล่าเรื่องไม่มากแต่ก็ใช้เวลานานเกือบๆ ๒ ชม.ทีเดียว หลังพักรับประทานอาหารว่าง เราให้แต่ละกลุ่มนำเสนอว่ากลุ่มของตนมีเรื่องเล่าอะไรบ้าง มีการจัดค่ายแบบไหนอย่างไร เพื่อให้ผู้เข้าประชุมในกลุ่มอื่นได้รู้ด้วย การนำเสนอของแต่ละกลุ่มทำให้ดิฉันได้รู้ด้วยว่าโรงพยาบาลอะไรที่ได้จัดค่ายไปบ้างแล้ว เพราะต้องคิดปรับกิจกรรมการประชุมในวันรุ่งขึ้นให้สอดคล้องกับผู้เข้าประชุม

ใกล้ ๑๖ น.ตามกำหนดการเดิมเราจะฉาย VDO ของเครือข่ายเบาหวานให้ชม แต่เมื่อสอบถามดูแล้ว ผู้เข้าประชุมขอยกยอดไปไว้ในวันรุ่งขึ้น เราจึงปิดการประชุมวันแรก

เราทำงานจัดหมวดหมู่ Card ที่เขียนประเด็น/ขุมความรู้จากเรื่องเล่าต่อ โดยมีคุณอำนวย คุณลิขิต และผู้เข้าประชุมบางส่วนช่วยกัน ยังพบปัญหาเดิมๆ ที่เจอทุกงานคือการตีความจากเรื่องเล่าที่มองไม่ออกว่า action คืออะไร เช่น จิตอาสา แรงจูงใจ ฯลฯ จึงต้องซักถามคุณอำนวยและคุณลิขิตแล้วเขียนออกมาใหม่ตามเรื่องที่เล่า

เราจัดหมวดหมู่และสังเคราะห์ขุมความรู้เป็นขีดความสามารถ ๕ เรื่องคือ
๑. การทำงานเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพ
๒. การจูงใจให้กลุ่มเป้าหมายเข้าค่าย
๓. การจัดกิจกรรมในค่ายให้ส่งเสริมต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
๔. การหาแหล่งประโยชน์สนับสนุนการจัดค่าย
๕. การให้ครอบครัวและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม

วัลลา ตันตโยทัย