ชีวิตที่มีความฝัน เสมือนเรือที่มีหางเสือ

(๑)

ผศ.ดร ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ : ผู้รักษาราชการรองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตมอบเสื้อกีฬา (ของแท้จากอังกฤษ) แก่นิสิตใหม่



เพราะเชื่อเสมอมาว่า ชีวิตที่มีความฝันเสมือนเรือที่มีหางเสือ ...

ผมเชื่อเช่นนี้มานานแล้วและเชื่ออย่างจริงจังในสมัยที่เรียนมหาวิทยาลัย ฯดังนั้นห้วงชีวิตที่เป็นนิสิตจึงมักเดินทางไปตามถนนสายแห่งความฝันของตนเองอย่างไม่ย่อท้อล้มลุกคลุกคลานบ้างบางครั้งบางคราวก็เดินและวิ่งสลับกันไปอย่างไม่รู้เบื่อ แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่ต้องจำใจพักวางความฝันนั้นลงเสียดื้อ ๆ

แนวคิดเช่นนั้นถูกนำมาใช้กับนิสิตใหม่อีกครั้งในเวทีการปฐมนิเทศของปีนี้ (๓๐พฤษภาคม ๒๕๕๑)เราตัดสินใจเชิญศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันมาพบปะกับน้องใหม่อย่างหลากหลายแต่ในความหลากหลายนั้นผมพยายามย้ำเน้นว่าต้องเป็นคนที่มี “ความฝัน”และต้องเป็นคนที่ “ใช้ชีวิต”อย่างฝังลึกกับ “ความฝัน”ของตนเอง!

ไม่มีเวลามากพอที่จะอธิบายแนวคิดนั้นต่อใคร ๆ นักแต่ก็พยายามอย่างมากกับการสื่อสารให้นิสิตใหม่ได้เรียนรู้ว่า“ชีวิตจำต้องมีความฝันเพราะความฝันเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตไม่แห้งผากความฝันจะช่วยให้ชีวิตมีจุดหมายปลายทาง .. และชีวิตที่มีความฝันก็เสมือนเรือที่มีหางเสือ”นั่นเอง

และสิ่งที่สำคัญอีกประการก็คือ ต้องไม่ลืมว่าเมื่อชีวิตมีความฝัน .. ความฝันของคนเราจะถูกค้นพบก็ต่อเมื่อลงมือทำเท่านั้นถ้าไม่เริ่มต้นที่จะทำความฝันก็จะถูกพบวางไว้อย่างไร้ค่าและท้ายที่สุดก็สูญสลายไปอย่างไร้ร่องรอย




(๒)



ประจวบจันทร์หมื่นหรือ “เจ้ากุ๋ย”เป็นหนึ่งในวิทยากรอีกหลายท่านที่เราเชิญมาอย่างไม่ลังเลโดยปัจจุบันเจ้าตัวทำงานวิจัยอยู่ที่ มรภ.ศรีสะเกษและเป็นนักร้องนำวง “อีเกิ้ง”ของค่ายเทปอาร์สยามโดยเพลงที่สร้างชื่อให้กับเจ้าตัวก็คือ “สะหวอย”

ผมรู้จักมักคุ้นกับวิทยากรท่านนี้อย่างสนิทแน่นกินอยู่ด้วยกันตระเวนไปโน่นนี่ด้วยกันอยู่บ่อยครั้งเคยทำงานเป็นองค์การนิสิตด้วยกันจึงเรียกได้ว่าเป็นเสมือนน้องชายอีกคนที่พบพานในถนนสายกิจกรรมและผมก็มักจะเรียกเขาเสมอว่า “หนุ่มผู้ร่ำรวยความฝัน..”

เจ้ากุ๋ย ... เข้ามาเป็นนิสิตโควตาศิลปวัฒนธรรมมมสในช่วงปี ๒๕๓๖ (สาขาการพัฒนาชุมชน)เล่นดนตรีในวงแคนของมหาวิทยาลัยแต่เพราะเจ้าตัวค้นพบตัวตน หรือความฝันของตนเองได้ชัดเจนว่าการเป็นนักร้องคือความฝันหนึ่งของชีวิตจึงเพียรพยายามที่จะลงมือทำความฝันของตนเองอย่างไม่รู้เบื่อ

ตลอดเวลาของการเป็นนิสิตเจ้าตัวทำกิจกรรมอย่างเข้มข้นขณะเดียวกันก็ผันตัวเองไปเป็นสมาชิกวงดนตรีสตริงของนิสิตในยุคนั้นที่มีชื่อว่า “เดอะทม”


เดอะทม - เป็นวงดนตรีที่ตั้งชื่อตามชื่อของหัวหน้าวง และปัจจุบันหัวหน้าวงท่านนี้ก็กลายมาเป็นอาจารย์ทม เกตุวงศาของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์นั่นเอง


สำหรับวิทยากรท่านนี้ เท่าที่รู้จักมักคุ้นกันนั้นผมประทับใจเขามากเพราะเขาเป็นคนหนุ่มที่มีความฝันและให้ความเคารพต่อความฝันของตนเองอย่างที่สุดเมื่อรักที่จะเป็นนักดนตรีก็แสวงหาอย่างไม่สิ้นหวังตอนเป็นนิสิตก็ทำเทปขายเองเปิดคอนเสิร์ตเองขึ้นเวทีประกวดโน่นนี่จนประสบความสำเร็จมากมายทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและเวทีมาตรฐานในระดับชาติรวมถึงการเล่นดนตรีในร้านอาหารเพื่อหารายได้พิเศษมาเป็นค่าเล่าเรียน

และกว่าจะมาเป็นนักร้องได้ก็ใช้เวลาอยู่หลายปีแต่ในระยะเวลาอันหลายปีนั้นก็จำต้องรบรากับอุปสรรคมากมายก่ายกองแต่ก็ต้องบูชาน้ำใจเขาล่ะเพราะเขาไม่เคยสิ้นหวังที่จะทำความฝันให้เป็นจริงเลยแม้แต่สักห้วงเวลาเดียว

วันนั้น,ในเวทีปฐมนิเทศนิสิตใหม่ เจ้าตัวจับกีตาร์ร้องเพลงที่เคยแต่งไว้ในมหาวิทยาลัยหลายเพลงแต่ละเพลงสะท้อนภาพชีวิตในยุคปี ๒๕๓๖ ๒๕๔๐ ได้อย่างแจ่มชัดถ้อยคำในแต่ละเพลงเรียกเสียงฮาและชวนฝันอย่างคึกคักพร้อม ๆ กับการแทรกแนวคิด หรือปรัชญาชีวิตให้น้อง ๆ ได้รับฟังอย่างน่าชื่นชมอย่างน้อยก็ย้ำให้น้องใหม่ได้กล้าที่จะค้นหาความฝันของตนเอง ...

หรือแม้แต่การย้ำเน้นถึงทัศนะที่ว่า ...มหาวิทยาลัยคือเวทีแห่งชีวิตถูกหรือผิดทุกคนต้องค้นหาและพิสูจน์เองซึ่งก็ตรงกับบทกลอนที่ผมเขียนไว้เมื่อหลายปีก่อนว่า

เพราะที่นี่คือเวทีแห่งชีวิต
ถูกผิด ..นิสิตเพียรค้นหา
ร่ำเรียนเพียงเพื่อปริญญา
หรือร่ำเรียนเพื่อปวงประชาของแผ่นดิน
!



(๓)





คนถัดมาที่ผมอยากจะเขียนถึงก็คืออาณัฐพลศิริชุมแสงหรือเจ้าอาร์ ผู้ซึ่งทำความฝันของตนเองให้ประสบความสำเร็จได้อย่างมีพลังด้วยการกลายมาเป็น “เดอะ สตาร์คนที่ 3” ของเมืองไทยและปัจจุบันก็กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีสุดท้ายของคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม

“อาร์เดอะสตาร์” ...ค้นพบตัวตนและความฝันของตนเองมาตั้งแต่เด็กรักในการร้องเพลงจึงทุ่มเทแรงกายและแรงใจให้กับการความฝันของตนเอง ประกอบกับการดูแลที่ดี หรือการสนับสนุนที่ดีของคนในครอบครัวยิ่งช่วยให้การขับเคลื่อนความฝันของเขาทอประกายเป็นรูปเป็นร่างได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับอาร์นั้น ผมชื่นชอบเขาอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะเขาติดดิน,เป็นกันเอง,รับผิดชอบต่อหน้าที่การเรียนได้อย่างไม่บกพร่องและที่สำคัญก็คือการมีทางเลือกอันมากมายแต่ก็ยังปักหลักอยู่กับมหาวิทยาลัยของเราอย่างมั่นคงทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้หลายคนที่ประสบความสำเร็จในทำนองเดียวกันก็ไม่วายโบกมือโบกไม้ลาออกไปเรียนในกรุงเทพฯแทบทั้งสิ้น

แต่ก็อย่างว่าทุกคนมีสิทธิเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองแต่จากคำบอกเล่าของเจ้าตัวก็ชวนให้ขบคิดและชื่นชมในวิถีของเขาไม่ได้โดยเฉพาะที่สื่อสารกับน้องใหม่ในทำนองว่า “ที่ยังอยู่ที่นี่เพราะเชื่อว่าที่นี่มีศักยภาพได้เรียนและได้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก ที่สำคัญก็คือครูบาอาจารย์ล้วนมีความเมตตาเป็นกันเองและให้การดูแลนิสิตเป็นอย่างดี“

(๔)


การอ่านบทกวีต้อนรับนิสิตใหม่ ของคุณสัญญา พานิชยเวช




สัญญาพานิชยเวชเป็นคนสุดท้ายในบันทึกนี้ที่ผมจะกล่าวถึงแต่ก่อนหน้านี้ผมก็เขียนถึงเขามาแล้วในบันทึกก่อน ๆ...

เขาเป็นแบบอย่างในแง่ของการใช้ชีวิตและค้นหาความฝัน หรือแม้แต่การมุ่งมั่นที่จะทำความฝันให้เป็นจริงอย่างน่ายกย่องในสมัยที่เป็นนิสิตทำกิจกรรมอย่างโชกโชนผมเอ็นดูเขาเหมือนน้องและเห็นพลังอันมหาศาลในตัวเขาอย่างน่ามหัศจรรย์ เรียนในสาขาฟิสิกส์ประยุกต์แต่ความฝันมากมายกับเกี่ยวโยงอยู่กับการขีด ๆ เขียน ๆ...

วันนี้เจ้าตัวกลายเป็นนักเขียนที่เริ่มมีชื่อมีบทกวีและนวนิยายหลายเรื่องเป็นบรรณาธิการหนังสือหลายสำนักและปัจจุบันก้าวเข้าไปเป็นเลขาธิการสโมสรนักเขียนอีสานได้อย่างสง่างาม...

ทุกวันนี้เจ้าตัวยังคงเขียนหนังสือใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายที่บ้านเกิดดูแลพ่อแม่อย่างใกล้ชิดปลูกผักกินกันเองในครัวเรือน ว่าง ๆ ก็ตระเวนช่วยกิจกรรมทางสังคมกับเยาวชนเท่าที่เวลาจะอำนวยให้

เขาเล่าให้ฟังอย่างน่าเห็นใจว่าการหันหลังให้การงานในระบบสังคมทุนนิยมและพาตัวเองกลับไปอยู่ที่บ้านนั้นได้รับแรงเสียดทานจากคนรอบข้างอยู่มากระยะแรกผู้คนมักถามพ่อกับแม่ว่าลูกชายเป็นอะไรถึงไม่ “ทำงาน”เรียนสูง ๆแต่ทำไมถึงกลับมาอยู่บ้านเฉย ๆ...

เป็นความโชคดีที่คนใกล้ตัวอย่างพ่อกับแม่เข้าใจในวิถีเช่นนั้นจึงช่วยให้ความกดดันทั้งปวงค่อย ๆ เลือนหายไปจากชีวิตและการได้ใช้ชีวิตเช่นนั้นกลับกลายมาเป็นการดูแลพ่อกับแม่อย่างใกล้ชิดความรักและความอบอุ่นโชยตัวโอบกอดกันและกันอย่างเป็นสุข

ชีวิตกับการเขียนหนังสืออาจไม่ร่ำรวยเป็นกอบเป็นกำ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า บัดนี้ค้นพบความสุขที่สัมผัสได้อย่างปราศจากมายาใด ๆ และบัดนี้ก็ถือได้ว่า เขาร่ำรวยความฝัน และร่ำรวยความรักในวิถีครอบครัวของเขาเองอย่างเห็นได้ชัด

สิ่งหนึ่งที่เขาฝากประเด็นให้กับน้องใหม่ได้ขบคิดกันก็คือ ... อย่าถามว่ามหาวิทยาลัยให้อะไรแต่จงถามว่าตนเองมาหาอะไร ? ...

ฟังแล้วผมก็อดที่จะเห็นคล้อยด้วยไม่ได้ เพราะถ้านิสิตใหม่ไม่รู้ตัวเองว่ามาเรียนเพื่ออะไร อะไรคือจุดหมายของชีวิต หรือแม้แต่ อะไรคือความฝันที่ชีวิตปรารถนาที่จะไปให้ถึง ถ้าเขายังไม่รู้ว่า "มาหา" อะไร ชีวิตในแต่ละวันก็คงสุ่มเสี่ยงต่อการลอยมาลอยไปอย่างไร้สาระได้เหมือนกัน

สำหรับเขา,เขาก็ยืนยันว่าความฝันของเขาเป็นรูปเป็นร่างในสมัยที่เรียนมหาวิทยาลัยการเป็นนิสิตของที่นี่ช่วยให้เขามีเสรีภาพในการที่จะค้นหาตัวเอง... มีพื้นที่ในการลงมือทำความฝันของตนเองและที่สำคัญก็คือมหาวิทยาลัยได้ช่วยให้เขามีต้นทุนชีวิตที่ดีเกี่ยวกับการใช้ชีวิต ..และเรียนรู้คนรอบข้างอย่างมีศาสตร์และศิลป์ ..

(๕)

คนธรรมดา ๆ..ทั้งสามคนคือภาพสะท้อนความเป็นจริงที่ผมพยายามสื่อสารกับนิสิตใหม่ให้มั่นใจและตระหนักว่าชีวิตที่มีความฝันเสมือนเรือที่มีหางเสือ

และเมื่อมีความฝันแล้ว ก็จงลงมือทำอย่างไม่ลังเลเพราะความฝันจะถูกค้นพบก็ต่อเมื่อ “เราลงมือทำ” ...

และมหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็คือเวทีชีวิตที่พร้อมจะเปิดกว้างให้ความฝันของทุกคนได้ผลิบานขึ้นมาอย่างมีชีวิต - ชีวา

ซึ่งผมก็เชื่อมั่นอยู่อย่างลึก ๆ ว่าใครอีกหลายคนที่เป็นนิสิตใหม่ในวันนี้มันต้องมีบ้างล่ะที่จะประสบความสำเร็จในวิถีแห่งชีวิตและความฝันของตนเองเหมือนพี่ ๆที่นำพามาพบปะกับพวกเขา

จึงหวังแต่เพียงว่าจากนี้ไปนิสิตใหม่จะกล้าที่จะลงมือทำอะไรต่อมิอะไรด้วยตนเอง .. ขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะเรียนรู้ถึงความจริงในอีกมุมหนึ่งว่าเมื่อลงมือทำแล้วย่อมมีทั้งสิ่งที่ทำได้และทำไม่ได้ รวมถึงการตระหนักอย่างหนักแน่นว่า บางทีความฝันอาจถูกค้นพบในห้วงที่กำลังเป็นนิสิต หรือบางทีความฝันของเขาเองอาจถูกค้นพบหลังก้าวผ่านห้วงแห่งการเป็นนิสิตไปแล้วก็เป็นได้

จึงได้แต่ภาวนาให้พวกเขาโชคดีกับชีวิตโชคดีกับการค้นพบตัวตนของตนเองในเร็ววัน
และโชคดีกับการทำความฝันของตนเองให้สำเร็จดังใจปรารถนา

....

โชคดี

โชคดี

และโชคดี