ในที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดชุมพรเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม 2551 ได้มีการนำเสนอประมาณการผลไม้ที่จะออกสู่ตลาดในปี 2551 โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดชุมพร สรุปได้ว่าปีนี้ปริมาณผลไม้ลดลงทุกตัว ถ้าดูเฉพาะผลไม้หลัก 4 ชนิด คือ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ปี 2550 ออกมามากถึง 236,371 ตัน ปีนี้ลดเหลือเพียง 88,627 ตัน ลดลงไปถึง 62.5% โดยที่ผลไม้ทั้ง 4 ชนิดนี้จะออกสู่ตลาดมากที่สุดพร้อม ๆ กันในเดือนสิงหาคม 2551
เมื่อแจกแจงในรายละเอียดก็พบว่า อัตราการลดลงของปริมาณผลไม้ 4 ชนิด อันดับหนึ่ง คือ มังคุด ลดลง 91.4% ตามมาด้วย ลองกอง ลดลง 90.28%, เงาะ ลดลง 53.68% และทุเรียน ลดลง 45.2% สาเหตุหลักทางเกษตรจังหวัดอธิบายว่า เนื่องจากสภาพดินฟ้าอากาศไม่เอื้ออำนวย มีฝนตกติดต่อกันทำให้ไม้ผลไม่มีระยะพักตัวเพื่อการออกดอก
ผมฟังและอ่านข้อมูลแล้วคิดคำถามขึ้นมาถามตัวเองว่า “เรื่องนี้บอกอะไรเราบ้าง ?”
มองเผิน ๆ ราคาผลไม้ปีนี้น่าจะดีเป็นที่ถูกใจชาวสวน คิดง่าย ๆ ตามหลักเศรษฐศาสตร์ชาวบ้าน เมื่อของมีน้อยแต่มีความต้องการบริโภคมาก ราคาก็ต้องสูงขึ้นเป็นธรรมดา แม้จะต้องใจหายกับผลผลิตที่เก็บได้ต้นละไม่กี่กิโล แต่ก็ดีไปอย่างเพราะเก็บกันเองได้ในครอบครัว ไม่ต้องจ้างแรงงานให้สิ้นเปลืองเงินทอง กรณีแบบนี้คงจะเป็นไปได้กับผลไม้ที่มีราคา เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะทุเรียน แต่คงจะไม่ใช่กับผลไม้ตัวอื่น ๆ โดยเฉพาะเงาะและมังคุด
ในภาครัฐตั้งแต่หน่วยงานระดับจังหวัด ไปจนถึงระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบต.ต่าง ๆ ก็คงจะสบายใจได้บ้าง เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่ผลไม้ออกมามากทำให้ราคาตกต่ำเป็นประวัติการณ์ เดือดร้อนกันไปทั่วทั้งเกษตรกรและหน่วยงานที่ต้องออกมาช่วยเหลือ แก้ไขปัญหา ภาพของการประท้วง เทผลไม้ทิ้ง ปิดถนน ตลอดจนการใช้เงินงบประมาณออกมาแทรกแซงราคา และช่วยกันเอาผลไม้ไปขายในกรุงเทพฯ และจังหวัดต่าง ๆ เชื่อว่า ยังติดตา ตรึงใจ ใครต่อใครหลายคน
แต่ ปัญหาจะเบาบางลงไปอย่างนั้นจริง ๆ หรือ ? สำหรับผมขอตอบว่า ไม่ใช่ เพราะเราคงจะต้องเผชิญกับโจทย์ใหม่ อันเนื่องมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นในปีนี้ น่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดผลไม้ คือ เมื่อผลไม้ออกสู่ตลาดพร้อม ๆ กันในเดือนสิงหาคม รถยนต์ที่จะวิ่งเข้ามาซื้อผลไม้ไปขายในตลาดต่าง ๆ ทั่วประเทศ จะลดน้อยลงไปเพราะไม่สามารถสู้กับค่าใช้จ่ายเรื่องน้ำมันได้
คิดดูง่าย ๆ ก็แล้วกันว่า เงาะหรือมังคุด ที่ขายกันในราคากิโลละ 12 - 15 บาท กำไรที่พ่อค้าคนกลางจะได้ถ้าอยู่ที่ 2 – 3 บาทต่อกิโล ใช้รถกระบะปิคอัพตอนเดียว มีลูกกรงข้างสูงประมาณ 2 เมตร ความกว้าง 1.90 เมตร สามารถเปิดด้านบนได้ รับน้ำหนัก (ตามกฎหมาย) ได้ไม่เกิน 2 ตัน หรือ 2,000 กิโลกรัม วิ่งบรรทุกผลไม้ไป-กลับ 1 เที่ยว ได้กำไรขั้นต้นจากยอดขายผลไม้ประมาณ 4,000 – 6,000 บาท หักค่าน้ำมันเชื้อเพลิงตามระยะทางใกล้-ไกลแล้ว ใคร ๆ ก็ส่ายหัวไม่เอาด้วย เพราะเสี่ยงต่อการขาดทุนแน่ ๆ หรือจะใช้รถบรรทุกสี่ล้อใหญ่ ขนาดกว้าง 1.73 เมตร ยาว 3.20 เมตร สูง 1.60 เมตร น้ำหนักบรรทุก 3 ตัน ตัวเลขกำไร/ขาดทุนก็ไม่หนีไปกว่ากันสักเท่าไร
นอกจากนั้น ระบบตลาดผลไม้ถ้ามีของออกมาจากสวนกองอยู่ในตลาดท้องถิ่น ไม่ทันข้ามวันก็ถูกพ่อค้าคนกลางซื้อ-ขายกันไปหมด รับรองว่าพรุ่งนี้ราคาของใหม่ที่จะออกมา ขึ้น แน่นอน แต่ถ้ามากองไว้ข้ามวันแล้วยังออกไม่หมด ราคาก็จะต้อง ตก ลงไปแน่นอนเช่นกัน
ปีนี้ ผมขอตั้งโจทย์ให้ตกใจไว้ล่วงหน้าว่า ของจะไม่ออกเพราะไม่มีรถขนส่งผลไม้วิ่งเข้ามารับซื้อ เพราะสู้ราคาน้ำมันแพงไม่ไหว จะกัดฟันซื้อไปขายในราคาที่ทำกำไรได้เป็นที่น่าพอใจ ชาวบ้านทั่วประเทศก็อยู่ตกในอารมณ์เดียวกัน คือ ท่องคาถา “ประหยัด” ไว้ก่อน ลดการจับจ่ายใช้สอยเพราะเดือดร้อนกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น
ทางแก้ ระยะสั้น ที่พอจะช่วยได้บ้าง คงต้องหวังพึ่งพาหน่วยงานภาครัฐให้ช่วยกันเคลื่อนย้ายปริมาณผลไม้จากตลาดในท้องถิ่นให้ออกไปสู่ตลาดใหญ่ มากที่สุด เร็วที่สุด โดยใช้ระบบขนส่งหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรถพ่วงหัวลาก บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ หรือตู้บรรทุกสินค้าทางรถไฟ ลากไปยังจุดสำคัญในเมืองใหญ่ทั่วประเทศ โดยการประสานงานควบคู่ไปกับการอิงอำนาจรัฐระดับกระทรวง “สั่งการ” ให้หน่วยงานต่าง ๆ “ช่วยขาย” โดยติดต่อ และ/หรือ ป่าวประกาศให้พ่อค้า-แม่ค้าผลไม้ในเมืองนั้นรู้กันล่วงหน้าว่า วันนั้น-วันนี้ จะมี ทุเรียน-มังคุด-เงาะ-ลองกอง จากชุมพร มาให้ซื้อ-ขายกันในราคาถูก
ส่วน ระยะยาว หนีไม่พ้นที่จะต้องช่วยกันยกระดับ มูลค่า & คุณค่า ให้กับผลไม้บ้านเรา บนเส้นทางของการสร้าง เศรษฐกิจฐานความรู้ ผ่านกระบวนการที่เป็นกระแสหลักของการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ เกษตรอินทรีย์, เศรษฐกิจพอเพียง, Food Safety และ เทคโนโลยีชีวภาพ
เรื่องหลังสุด จ.ชุมพรให้ความสำคัญโดยสนับสนุนให้ผมเปิดเว็บไซต์ www.cpnbiotec.com วันนี้เวอร์ชั่นทดลองเริ่ม Start-up แล้วครับ.
วันสิ่งแวดล้อมโลก : 5 มิถุนายน ของทุกปี
ขอบคุณมากครับ
เห็นด้วยคะ ตลาดผลไม้ภายในประเทศตอนนี้ตายเรื่องค่าขนส่ง ชาวนาชาวไร่รวยมีกำลังซื้อ แต่ผลผลิตกระจายไปไม่ทั่ว ภาครัฐจะช่วยอย่างไร