เข้าใจคน

3

เข้าใจคน

 

คนเป็นสิ่งที่เข้าใจยากที่สุด โดยเฉพาะคนอินเดียหรือแขก ซึ่งคนไทยบางคนมีทัศนคติที่ลบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

การจะเข้าใจคนชาติใด ต้องรู้ประวัติศาสตร์ รู้วัฒนธรรมของเขาก่อน แต่การจะรู้ประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรมนั้น จะต้องมีการเปิดใจหรือต้องมีความคิดที่เป็นบวกก่อน มิฉะนั้นก็คงไม่มีความสนใจที่จะเข้าไปรู้ นั่นก็หมายความว่า เราต้องพร้อมที่จะเข้าไปเรียนรู้เพื่อที่จะทำความเข้าใจ ในความเป็นแขก ในความแตกต่างที่เห็น

คนไทยมีความคิดที่ฝังใจว่าแขกร้าย ด้วยสุภาษิตที่ติดปากมาแต่สมัยไหนก็ไม่รู้ว่า ถ้าเจองู เจอแขก ให้ตีแขกก่อน

จึงทำให้เกิดความรู้สึกที่ลบต่อแขก

ทั้งที่ในชีวิตอาจจะไม่เคยรู้จักแขกเลยสักคน หรือไม่เคยสนใจหรือศึกษาเลยว่าแขกเป็นอย่างไร เมืองแขกก็ไม่เคยไป แม้แต่พาหุรัดก็ไม่เคยไปเห็น แต่ถ้าเจอแขก คำจากสุภาษิตนั้นก็วิ่งเข้ามาสะกิดใจทันที

สรุปได้ว่าคนไทยไม่รู้จักแขกเลย นอกจากในเรื่องศาสนาพุทธซึ่งรู้กันและยอมรับกันว่ากำเนิดในประเทศอินเดีย ดินแดนชมพูทวีปและพระพุทธเจ้าเป็นคนอินเดีย

ถ้าไม่รู้จักแขกแล้วจะมีทางที่จะเข้าใจแขกได้อย่างไร

ผมพบว่าคนอินเดียนั้นเป็นชนชาติที่น่าสนใจมากชาติหนึ่งในโลก

สำหรับผมเอง ถ้าไม่ไปอยู่อินเดียแล้วก็จะไม่สามารถให้ความเห็นเช่นนี้ได้เลย ดังนั้นคนที่ไม่เคยไปจึงไม่มีทางที่จะรู้จักคนและเข้าใจวิถีอินเดีย

 

วิถีอินเดียเป็นอย่างไร

ถ้าพูดถึงวิถีไทย ก็อาจจะให้ไปดูหมู่บ้านจำลองในเมืองโบราณที่คนไทยใช้ชีวิตอยู่ริมน้ำหรือไปดูตามตลาดน้ำก็จะเห็นวิถีชีวิตของคนไทย

แต่ถ้าเป็นวิถีอินเดีย ก็ต้องไปดูชีวิตในหมู่บ้านในชนบทของอินเดีย

อินเดียเป็นประเทศที่มีหมู่บ้านเป็นจำนวนมาก วิถีชีวิตจริงๆ จึงต้องไปดูตามหมู่บ้าน ซึ่งมีมากกว่า 5 แสนหมู่บ้าน แม้ในสำหรับเมืองใหญ่ของอินเดียนั้นในปี 2550 ก็อาจจะเห็นวิถีชีวิตดั่งเดิมได้เช่นกัน

แต่ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงจากโลกาภิวัฒน์ก็กำลังคืบเข้ามาในอินเดียเรื่อยๆ แม้จะไม่รวดเร็วเหมือนประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ แต่ก็ถือว่าอินเดียไม่สามารถหลบเลี่ยงกระแสนี้ได้เช่นกัน

ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงของคนในเมืองใหญ่เช่นมหานครเดลีได้อย่างชัดเจน

ในขณะที่วิถีชีวิตตามหมู่บ้านยังดำเนินไปเรื่อยๆ แบบไม่รีบร้อนคือการอยู่กับธรรมชาติ บริโภคพืชผักที่ปลูกเอง ใช้ของที่มีอยู่ตามธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและอยู่กันอย่างเรียบง่ายตามแนวทางของศาสนาฮินดู

ในช่วงปลายปี 2550 ผมโชคดีที่ได้ไปอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาที่พุทธคยาในรัฐพิหาร ซึ่งถือว่าเป็นรัฐที่ยากจนที่สุดของอินเดีย และได้ไปสักการะสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่งทั้งในอินเดียและเนปาล ทำให้ได้มีโอกาสเห็นวิถีของคนในหมู่บ้านในรัฐที่ยากจนที่สุดนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วดูดีๆ อาจไม่ได้ยากจนเช่นที่เราคิดแต่เป็นการอยู่กับธรรมชาติอย่างติดดินและเรียบง่ายและที่สำคัญสามารถพึ่งตนเองได้ดี

 

ระบบวรรณะ

ในปี 2550 ระบบวรรณะยังคงมีให้เห็นทั่วไป แม้ในเมืองใหญ่เช่นนครเดลี

ที่เห็นก็คือตามที่สาธารณะที่ยังมีความสกปรกจากขยะนั้น เหตุเพราะคนทิ้งก็ทิ้งกันไป แต่ไม่มีคนเก็บคนทำความสะอาด ทราบจากคนอินเดียเองว่าเรื่องการทำความสะอาดที่สาธารณะนั้นเป็นหน้าที่ของคนในวรรณะต่ำ

บริษัทคนไทยแห่งหนึ่งที่ไปดำเนินกิจการในอินเดียเล่าให้ฟังว่าเคยจะแต่งตั้งพนักงานที่ทำงานดีในตำแหน่งหัวหน้าระดับหนึ่ง ปรากฏว่าพนักงานอื่นๆ ประท้วงไม่ยอมมาทำงานเพราะคนที่ได้รับการแต่งตั้งนั้นเป็นวรรณะต่ำกว่า ก็กล่าวได้ว่ากว่าจะรู้ถึงความสำคัญของระบบวรรณะระหว่างคนงาน ก็ใช้เวลาพอสมควร ในสถานที่ทำงานหลายแห่งก็เหมือนกัน คนวรรณะต่างกันจะไม่สามารถมานั่งทานข้าวในร้านเดียวกันได้และบางร้านก็จะไม่รับคนบางวรรณะให้เข้าร้านเลย

 

ลักษณะและนิสัย

จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ไปอยู่อินเดียมา พอจะรู้เรื่องนิสัยของคนอินเดียบ้าง แต่หากจะนำความเห็นความเห็นส่วนตัวมาเล่าก็อาจจะอคติเพราะเป็นคนละเชื้อชาติกัน จึงขอนำสิ่งที่คนอินเดียพูดถึงคนชาติของตนดีกว่า นักธุรกิจอินเดียหลายคนเขียนหนังสือกล่าวถึงนิสัยคนอินเดีย พอจะประมวลมาและยกตัวอย่างได้ ดังนี้

ประการแรก คนอินเดียเป็นคนที่ค้าขายเก่ง คนอินเดียไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่จะมีความสามารถในการขายของในสายเลือด

ประการที่สอง คนอินเดียเป็นคนที่มีหัวในเรื่องตัวเลข คณิตศาสตร์ คนขายในระดับร้านของชำก็สามารถใช้หัวคิดคำณวนตัวเลขได้อย่างแม่นยำ

ประการที่สาม คนอินเดียชอบการโต้เถียง หาข้อเท็จจริง ถือเป็นการใช้สิทธิ์เสรีภาพตามแนวทางประชาธิปไตย

ประการที่สี่ คนอินเดียไม่ถือมารยาทมากนักและไม่ถือโกรธคนง่าย เวลาไปซื้อของ ให้ต่อราคาเสมอๆ และต่อมากๆ ด้วย การต่อราคานี้ไม่ได้ผิดมารยาทแต่อย่างใดและเป็นเรื่องที่ต้องต่อ ราคาสุดท้ายบอกไม่ได้ว่าจะจบอย่างไร แต่แน่ใจได้ว่าไม่มีการโกรธกันหรืออารมณ์เสียจากคนขายแน่นอน

ประการที่ห้า การขับรถของคนอินเดียบอกถึงนิสัยของคนได้ดี ก็คือการไม่สนใจในเรื่องกฎระเบียบหรือมารยาทบนท้องถนนนัก ขอให้มีทางไปไม่ว่าจะเล็กขนาดไหน ถ้าแทรกได้ก็จะต้องแทรกไปให้ได้โดยไม่สนใจว่าถนนที่วิ่งอยู่นั้นจะมีกี่เลน เป็นการบอกให้รู้ว่าเพื่อความอยู่รอดของคนอินเดีย จำเป็นต้องเอาประโยชน์ของตัวเองก่อน

ประการที่ห้าก็คือคนอินเดียกลัวการเสียหน้าจึงชอบรับปากว่าทำได้ไว้ก่อน โดยจริงอาจจะทำไม่ได้แต่ขอให้รับปากไว้ก่อน

ประการที่หกคือคนอินเดียไม่เคยยอมรับว่าตนทำผิดกับคนอื่นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ดูเหมือนข้อนี้จะเป็นลบแต่ก็เป็นข้อที่เป็นจุดแข้งของคนอินเดียในการไปสู่ระดับโลก

ประการที่เจ็ด คนอินเดียเป็นคนที่หัวไว เรียนรู้ได้ทุกเรื่อง รู้จักการปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงและแก้ปัญหาได้เก่ง

เหล่านี้ที่กล่าวมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่คนอินเดียกล่าวถึงคนชาติเดียวกัน

ถ้าเข้าใจเรื่องเหล่านี้ ก็คงจะพอเข้าใจคนอินเดียได้

 

 

 

.......................................

 

(ติดตามอ่าน ตอนที่ 4)