พิษการเมืองทำนักลงทุนไทยต่างชาติสะอื้น ดัชนีหลักทรัพย์ฯดิ่งต่อเนื่องหลังม็อบพันธมิตรรวมตัวประท้วงรัฐบาล ล่าสุดเจอข่าวลือ “ปฏิวัติ” ว่อนทั่วห้องค้า แถมลามไปยังต่างประเทศทั้งฮ่องกงสิงคโปร์ผวาหนัก นักลงทุนต่างชาติจับตาผวาบานปลาย ด้านขุนคลังระบุหุ้นตกเพราะนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ขณะที่คนในวงการเชื่อต่างชาติเผ่นไปตั้งหลักรอดูสถานการณ์ก่อนกลับเข้ามาใหม่
การเมืองคุกคามตลาดหุ้นไทยหนัก โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงหนักคือ ความกังวล กับการชุมนุมยืดเยื้อของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และความขัดแย้ง รวมทั้งการปะทะกันอย่างรุนแรงกับกลุ่มต่อต้าน ส่งผลทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนย่อยยับ ที่สำคัญยังมีกระแสข่าวลือสะพัดทั้งในและต่างประเทศว่า อาจมีการปฏิวัติและการยุบสภา แม้ระหว่างวัน พล.อ. บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ออกมาระบุว่าทหารคงไม่ออกมายุ่งกับสถานการณ์ แต่ไม่อาจเรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาได้ นอกจากนี้กระทรวงพลังงานยังขอความร่วมมือให้โรงกลั่นในประเทศลดค่าการกลั่นดีเซลไม่ต่ำกว่า 1 บาท/ลิตร เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันแพง จึงทำให้บรรยากาศ การลงทุนในตลาดหุ้นปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะการลงทุนในตลาด หุ้นไทยว่าดัชนีหุ้นยังคงเดินหน้าปรับตัวดิ่งลงอย่างหนักต่อเนื่องนับตั้งต้นสัปดาห์ที่ผ่านามา (26 พ.ค.) จากแรงขายของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่ตื่นตระหนกเทขายออกมาอย่างหนัก ทั้งนี้เพียงแค่ 3 วันแรกของสัปดาห์นี้ (26-28 พ.ค.) มูลค่ามาร์เก็ตแคปหดหายไปแล้วกว่า 330,000 ล้านบาท ดัชนีหุ้นปรับตัวลงไปแล้ว 42 จุด
นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงดัชนี ตลาดหลักทรัพย์ไทยที่ปรับตัวลดลงในช่วงนี้ ว่าเป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัจจัยพื้นฐานของประเทศไทย โดยเฉพาะด้านเงินเฟ้อ ถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ประเทศไทย ยังถือว่ามีความน่าสนใจในการลงทุนมากกว่าส่วนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่ลดลงในขณะนี้ โดยมาจากข่าวลือเรื่องการปฏิวัตินั้น มองว่ามาจากกระแสข่าวที่ลือไปยังต่างประเทศ และลือกลับมายังประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทางรัฐบาลก็ต้องออกมายืนยันซ้ำ ๆ ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงข่าวลือ ดังนั้นประเมินว่าสถานการณ์ดังกล่าวน่าจะเกิดขึ้นในระยะสั้น ๆ เท่านั้นนายมาร์โค สุจริตกุล ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์เจพีมอร์แกน กล่าวว่า หลังจากที่ภาพการปะทะกันกลางถนนของกลุ่มผู้ชุมนุม 2 ฝ่ายถูกเผยแพร่ออกไปในต่างประเทศ ทำให้นักลงทุนต่างชาติต้องกลับมาจับตาสถานการณ์ในประเทศไทยอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพราะต่างชาติไม่ได้เห็นภาพเช่นนี้มานานแล้ว นับจากปี 35 ที่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬที่คนไทยมีการปะทะกันรุนแรง ซึ่งเป็นภาพที่น่าเป็นห่วง ขณะเดียวกัน กระแสข่าวลือบานปลายไปถึงฮ่องกงและสิงคโปร์ว่า อาจมีการปฏิวัติหรือการยุบสภา ทำให้นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นที่พอมีกำไรออกมาเพื่อลดความเสี่ยง และรอดูสถานการณ์อีกครั้ง นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังกังวลกับการที่รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงราคาน้ำมันโดยบังคับให้โรงกลั่นซึ่งเป็นบริษัทมหาชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ลดค่าการกลั่นลง 1 บาท และไม่มั่นใจว่า อนาคตอีก 3-6 เดือนข้างหน้าอาจขอให้ปรับลดเพิ่มอีกหรือไม่
นายชูพงศ์ ธนเศรษฐกร กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (KTBS) เปิดเผยว่า แม้ว่าในอนาคต เกิดเหตุการณ์สุดวิสัยควบคุมของรัฐบาลจนต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจริงตามข่าวลือที่มาจากบุคคลบางกลุ่ม ก็จะไม่ทำให้นักลงทุนต่างชาติถอนการลงทุนจากประเทศไทยแบบถาวร ทั้งนี้ ยอมรับว่าแม้ในสถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้โบรกเกอร์จะต้องทำงานหนักขึ้นกว่าปกติ แต่ตามธรรมชาติการลงทุนในที่สุดความตกใจของทั้งนักลงทุนต่างชาติ และนักลงทุนรายย่อยในประเทศก็จะลดลง และกลับมาลงทุนกันต่ออีก ซึ่งในภาวะตลาดหุ้นไทยเช่นปัจจุบัน อาจมองได้อีกมุมว่าเป็นจังหวะของ การลงทุน ซึ่งโอกาสที่หุ้นจะปรับลดต่ำลงอีกเริ่มมีน้อยแล้ว
นายชูพงศ์ กล่าวว่า คาดว่าสถานการณ์การเมืองจะค่อย ๆ ยุติด้วยดี เพราะไม่เชื่อว่าความขัดแย้งต่าง ๆ ในปัจจุบันจะบานปลายจนถึงขั้นไม่มีทางออก หรือใช้ความรุนแรงสนองปัญหาอย่างไม่มีเหตุผล
นายรณภูมิ สุวิริยะกุลชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไซแมท เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) (SIMAT) เปิดเผยว่า สถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังมีความขัดแย้งอย่างรุนแรงจะไม่กระทบถึงการร่วมทุนกับพันธมิตรเวียดนาม ซึ่งบริษัทเพิ่งจะลงนามสัญญาเข้าร่วมทุนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยในส่วนของพันธมิตรต่างประเทศยังไม่ส่งสัญญาณ ที่จะระงับความร่วมมือด้านการลงทุนแต่อย่างใด ทั้งนี้ SIMAT ได้เข้าร่วมลงทุนใน กับ Sino Company Limited & High Rich Trading & Service Company Limited จากประเทศเวียดนาม เข้าถือหุ้นใน Sino Company Limited ร้อยละ 40 อีกทั้ง บริษัท ไซแมท เลเบล (ประเทศไทย) จำกัด (เป็นบริษัทย่อยของ SIMAT ซึ่งถือหุ้นในสัดส่วน 60% และ GrandFlo Solution Berhad ถือหุ้น 40%) ดำเนินธุรกิจผลิตกระดาษพิมพ์สำหรับฉลากบาร์โค้ด และฉลากอื่น ๆ ได้เข้าถือหุ้นใน High Rich Trading & Service Company Limited ร้อยละ 40 ซึ่งทำให้กลุ่มบริษัทสามารถจัดหา Solution ให้กับลูกค้าได้อย่างครบวงจร
ผลการสำรวจความคิดเห็นนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทยจำนวน 156 ตัวอย่าง โดยหอการค้าไทยและมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ให้เห็นว่า ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังถูกทิ้งขว้างจากนักลงทุน
ที่กำลังเบื่อหน่ายกับปัญหาการเมืองเรื้อรังของไทย และหันไปหาเวียดนามซึ่งได้เปรียบกว่าด้วยบรรยากาศบ้านเมือง
ที่สงบเรียบร้อย รัฐบาลมีเสถียรภาพ และนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผลสำรวจชี้ชัดว่า นักลงทุนเห็นว่าปัญหาที่กระทบเศรษฐกิจมากที่สุดคือปัญหาการเมืองที่ 20.3% ราคาน้ำมัน 17.5% ความเชื่อมั่น 15.4% อัตราแลกเปลี่ยน 14.6% และกำลังซื้อ 11.2% โดยนักลงทุนจัดอันดับให้ไทยอยู่ในเกณฑ์ต่ำสุด เมื่อเทียบกับมาเลเซีย สิงคโปร์ หรือแม้แต่เวียดนาม ในหลายหัวข้อ ไม่ว่าจะเป็นเสถียรภาพทางการเมือง นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล กฎหมายหรือกฎระเบียบ และนโยบายส่งเสริมการลงทุน แต่ยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้ไทยน่าลงทุนกว่าประเทศอื่น
ทั้งในเรื่องความเป็นประเทศที่น่าอยู่ ขนาดของตลาดในประเทศ การเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก อย่างไรก็ตาม โดยสรุปนักลงทุนเห็นว่าประเทศ ที่น่าเข้าไปลงทุนที่สุดเป็นเวียดนามที่ 31.8% ไทยได้อันดับ 2 ที่ 30% และมาเลเซีย 22.4% นอกจากนั้น นักลงทุนถึง 36.5% ยังเห็นว่า เสถียรภาพการเมืองของไทยอยู่ในสภาพย่ำแย่ อีก 13.5% บอกว่าแย่มาก และ 37.8% บอกว่ากลาง ๆ และด้วยเหตุนี้นักลงทุน 53.4% จึงแน่ใจว่าหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป
จะไม่มีธุรกิจรายใดสนใจเข้ามาลงทุนในไทย โดยนักลงทุน ถึง 52.7 หรือเกินครึ่ง เห็นว่าสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ จะมีผลให้นักลงทุนย้ายการลงทุนไปยังประเทศ อื่น และนักลงทุนในสัดส่วนสูงสุดคือที่ 47.1% มีความเชื่อมั่นน้อยมากกว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ ต่อข้อถามว่า นักลงทุนเห็นว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตในอัตราเท่าใด ส่วนใหญ่ที่ 33% คาดว่าจะอยู่ที่ 3.5-4% และ 33.3% ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุด เห็นว่าหากจะลงทุนขยายธุรกิจก็คงต้องรอไปเป็นช่วงปีหน้า
ขณะเดียวกัน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้บริหารสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ก็ได้เปิดเผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนหรือซีอีโอเซอร์เวย์ ประจำไตรมาส 2 โดยสอบถามความเห็นซีอีโอของบริษัทจดทะเบียน จำนวน 118 บริษัท มูลค่าตลาดคิดเป็น 60% มูลค่าตลาดรวม พบว่าผู้บริหาร ส่วนใหญ่ มองภาพเศรษฐกิจปีนี้จะโต 4.5-5% ดีกว่าการสำรวจรอบที่ผ่านมา 1% แต่อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนเห็นว่าขณะนี้รัฐบาลมัวแต่ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการเมือง จนละเลยปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชน โดยภาคเอกชนเห็นว่า นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ โดยจำนวน 61% เห็นว่าควรจะมีการปรับปรุง นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า ภาคเอกชนเห็นว่าปัญหาหลักในขณะนี้คือปัญหาการเมือง โดยเห็นว่ารัฐบาลกลับทำให้ปัญหาการเมืองเพิ่มขึ้น โดยไม่เร่งรัดนโยบายเศรษฐกิจ ดังนั้นภาคเอกชน จึงอยากให้ดูแลปัญหาการเมืองให้น้อยลง ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้มากกว่านี้ “อย่างไรก็ตาม การสำรวจดังกล่าวจัดขึ้นก่อนที่จะมีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร แต่ก็ยังพบว่าปัญหาที่นักธุรกิจให้ความสำคัญคือ ปัญหาการเมือง”
นายกอบศักดิ์ยังกล่าวว่า มุมมองของภาคเอกชนจากการสำรวจครั้งล่าสุด ส่วนใหญ่กว่า 76% ยังเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้จะมีอายุอยู่ได้ไม่เกิน 1 ปี ซึ่งถือว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับการสำรวจครั้งก่อนที่มีเอกชนเพียง 54%
ที่เห็นว่ารัฐบาลจะอายุสั้นไม่เกิน 1 ปี
ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการประเมินภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 1 และแนวโน้มไตรมาส 2 ซึ่งจัดทำร่วมกับสำนักการเงินการคลัง กรมบัญชีกลาง และคลังจังหวัดว่า หากการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลยืดเยื้อและบานปลายจนถึงขั้นเลวร้ายจะทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจปีนี้ต่ำกว่า 4.5% ต่ำกว่าที่ศูนย์คาดการณ์ไว้ที่ 5.0-5.5% โดยขณะนี้สัญญาณการเติบโตเศรษฐกิจ ทั้งการลงทุน การใช้จ่ายของภาครัฐ และการจ้างงานรวมถึงเศรษฐกิจทุกภูมิภาคชะลอตัวอย่างชัดเจน
นายอภิสิทธิ์ ลิมป์ธำรงกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เกียรตินาคิน กล่าวถึงดัชนี ตลาดหลักทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมาว่าเคลื่อนไหวในลักษณะผันผวน โดยดัชนีฯ รีบาวด์ขึ้นยืนแดนบวกในช่วงเปิด การซื้อขายหลังวานนี้ปรับลงแรงกว่า 22 จุดและมีแรงผลักดันจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 3 ดอลลาร์จากความกังวลว่าอุปทานน้ำมันจะลดลงจากการโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันที่ไนจีเรีย ทำให้ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานปรับขึ้นมาสนับสนุนดัชนีฯก่อนที่ประเด็นความกังวลทางการเมืองจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ที่ยืดเยื้อและประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองกรณีหมิ่นสถาบันและการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นต่อการลงทุนและมีแรงขายออกมาฉุดรั้งให้ดัชนีฯปรับลงไปค่อนข้างแรง
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) เปิดเผยถึง สถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในขณะนี้ว่า ผู้บัญชาการเหล่าทัพมีความเป็นห่วง และมีการหารือกัน ซึ่งทหาร
จะออกมาปฏิบัติเพื่อดูแลความเรียบร้อย และดูแลฝูงชน และลดความเสียหาย แต่เชื่อว่าไม่มีการปฏิวัติเกิดขึ้นในช่วงนี้แน่นอนเพราะเป็นห่วงบ้านเมือง ก็ส่งผลบวกต่อจิตวิทยาการลงทุนและมีแรงซื้อกลับเข้ามาทำให้ดัชนีฯ ลดช่วงลบลง
สำหรับแนวโน้มคาดว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยจะดีขึ้นโดยมีปัจจัยบวกสำคัญจากข่าวที่ผูบัญชาการทหารสูงสุดออกมายืนยันว่าจะไม่มีการปฏิวัติเกิดขึ้นช่วงนี้ซึ่งทำให้นักลงทุนคลายความวิตกกังวลต่สถานการณ์การเมืองที่มีความเสี่ยง และน่าจะมีแรงซื้อกลับเข้ามาในหุ้นพื้นฐานดีที่ราคาปรับลดลงไปมากและผลักดันให้ดัชนีฯ แกว่งตัวขึ้นได้ นอกจากนี้ กราฟเทคนิคส่งสัญญาณรีบาวด์ขึ้นในช่วงสั้น ๆ หลังสามารถยืนเหนือแนวรับ
ทางจิตวิทยาที่ 820 จุดได้ โดยกลยุทธ์การลงทุน แนะนำซื้อเมื่อดัชนีฯ ปรับเพิ่มขึ้น โดยมีแนวรับ 820 จุด แนวต้าน 845 จุดนางสาวศศิกร เจริญสุวรรณ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ดัชนีฯในช่วงเช้าที่ผ่านมาปรับตัวลดลง จากปัจจัยเสี่ยงที่กดดันบรรยากาศการลงทุน คือ ประเด็นการเมืองภายในประเทศที่ยังคงยืดเยื้อ จนทำให้นักลงทุนต่างชาติกังวลกับสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ ส่วนแนวโน้มในช่วงบ่ายมองว่า ดัชนีฯ ยังคงอ่อนตัวต่อ โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่ยังคงเทขายหุ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะกังวลกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังคงมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม การที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ออกมาประกาศว่าไม่มีการปฏิวัติ ก็สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติคลายกังวลระดับหนึ่งจนทำให้หุ้นไทยรีบาวด์ มาลดลงเหลือ 4 จุดนั้น อาจช่วยให้หุ้นไทยเคลื่อนไหวไปในทางที่ดีขึ้น กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเลือกซื้อหุ้นรายตัว ประเมินแนวรับ 818 จุด แนวต้าน 838 จุด
สยามธุรกิจ (บางส่วน) 4 มิ.ย. 2551