หวั่นพิษเงินเฟ้อ ฉุดอุตสาหกรรมการผลิต – กำลังซื้อ - การลงทุน "ทีดีอาร์ไอ- เลี้ยบ" มองต่างมุมนโยบาย
อัดฉีดเงินเพิ่มแรงดันเงินเฟ้อ ก.คลังเดินหน้ากระตุ้นเพิ่มรายได้มือประชาชน, "ประมนต์ สุธีวงศ์” ชี้หากยึดเสถียรภาพ นำเศรษฐกิจ รัฐอาจต้องใช้นโยบายการเงินดอกเบี้ยสูงสกัด, "ประเสริฐ" หวั่นเศรษฐกิจประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอยสหพัฒน์ - โลตัส" รับยอดขายรูด   จี้ ก.พาณิชย์คุมราคา - จับมือภาคเอกชนขยายธงฟ้าเพิ่ม

จากการที่กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อเดือน พ.ค. 2551 ซึ่งมีอัตราเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2550 ถึง 7.6% หรือสูงสุดในรอบ 9 ปี 11 เดือน นับจากเดือนมิถุนายน 2541 ที่ระดับเงินเฟ้อสูงถึง 10.7% ขณะที่ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อในช่วง 5 เดือน (มกราคม - พฤษภาคม 2551) อยู่ที่ 5.8%  โดยสาเหตุเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมาจากหมวดอาหารและเครื่องดื่มที่สูงขึ้น 11.8% ส่วนหมวดไม่ใช่อาหารเพิ่มขึ้น 5.1% โดยมาจากปัจจัยหลักมาจากราคาของน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น 31.2% และจากปัจจัยเงินเฟ้อที่สูง ยังเป็นการสะท้อนว่า การใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนกำลังเผชิญปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้หลายฝ่ายยังกังวลว่าหากแนวโน้มราคาน้ำมันโลกยังพุ่งขึ้นไม่หยุด (ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ณ 3 มิ.ย. 51 เฉลี่ยอยู่ที่ 128 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) หรือเฉลี่ยทั้งปีเพิ่มเป็น 150 ดอลลาร์สหรัฐฯ ก็อาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปีนี้ เป็นตัวเลข 2 หลัก

            ต่อเรื่องนี้นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ค่อนข้างเป็นห่วงเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น จึงได้สั่งการให้กรมการค้าภายในดูแลเรื่องต้นทุนและราคาอาหารสำเร็จรูป, ราคาสินค้าเกษตร และเชื่อว่าหลังไตรมาสสอง แนวโน้มธัญพืชโลก น่าจะปรับราคาลงได้อีก รวมทั้งการพิจารณาสินค้าและบริการที่นำมาคำนวณอัตราเงินเฟ้อ 373 รายการ โดยจะเข้าไปดูแลสินค้าที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหากกลไกตลาดสินค้านั้นยังไม่สมบูรณ์ แต่ในส่วนที่ไม่อยู่ในความดูแลของกระทรวงพาณิชย์เช่นค่าโดยสาร ค่าเช่าบ้าน ก็จะหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

            นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี  ที่กล่าวก่อนหน้านี้ว่า ในสถานการณ์ที่ค่าครองชีพสูงขึ้น รัฐบาลจะเร่งดูแล 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่มผู้ผลิต ซึ่งจะพิจารณาว่าทำอย่างไรให้ผู้ผลิตได้ประโยชน์สูงสุด 2.กลุ่มผู้บริโภคและคนจนในเมือง จะทำอย่างไรไม่ให้ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่แพงขึ้น และช่วยบรรเทาปัญหาให้สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ และ 3.กลุ่มประชาชนทั่วไป ที่ได้รับความเดือดร้อนจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ให้ได้รับผลกระทบลดลง นอกจากนี้ในระยะต่อไปจะมีการจัดแบ่งข้าราชการออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มบริหาร กลุ่มอำนวยการ กลุ่มวิชาการ และกลุ่มปฏิบัติการ ซึ่งในเดือนตุลาคม 2551 จะมีการปรับขั้นเงินเดือนข้าราชการตามปกติ แต่ในเดือนธันวาคม 2551 รัฐบาลจะมีการปรับรายได้ตามกลุ่มที่จัดแบ่งใหม่ให้เพิ่มมากขึ้นตามความเหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง "ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์เดิมนั้น บอกว่า
หากเงินเฟ้อสูงขึ้น แล้วเราไปปรับขึ้นเงินเดือน ก็จะทำให้เกิดแรงกดดันให้เงินเฟ้อปรับตัวขึ้นไปอีก เป็นเหมือนงูกินหาง แต่ผมว่า ตอนนี้ทฤษฎีดังกล่าวไม่น่าจะใช่แล้ว ผมขอทดลองแนวคิดใหม่ ๆ ดูบ้าง เพราะที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีข้อสรุปอะไร      ที่ชัดเจนในเรื่องนี้ เป็นเพียงทฤษฎีบอกไว้เท่านั้น" น.พ.สุรพงษ์ กล่าว
นอกจากนี้ รองนายกฯ และรมว.คลัง ยังได้กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อในปีนี้คาดว่าจะไม่ปรับตัวสูงขึ้นไปถึง 2 หลัก แม้ว่าราคาน้ำมันอาจปรับตัวสูงขึ้นไปถึง 150 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ก็ตาม ดังนั้น การขึ้นอัตราดอกเบี้ย จึงไม่ใช่แนวทางแก้ เพราะราคาน้ำมันยังเป็นปัจจัยหลักของต้นเหตุ แต่ต้องใช้มาตรการด้านการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนแทน ซึ่งจะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตต่อไปได้

ฐานเศรษฐกิจ (บางส่วน)  4  มิ.ย.  2551