เทคโนโลยีไร้สาย

รายชื่อสมาชิกในกลุ่ม

1.ด.ญ.นิตยา       ชิยางคบุตร์  เลขที่33

2.ด.ช.ธีรพัฒน์    ฤทธินัย  เลขที่18

3ด.ญ.กานดา     กอวงค์  เลขที่28

4ด.ญ.คุลิกา     อินทร์ละม่อม  เลขที่29

5ด.ญ.ประภาภร  สุวรรณคง  เลขที่27

6ด.ญ.ดวงดาว  ศรีคำ   เลขที่24

7ด.ช.อานนท์  ศรีเกตุสุข  เลขที่6

 

ผลเสีย: 
 

1.

มีความเร็วต่ำดังนั้นจึงมีข้อจำกัดในการใช้อินเตอร์เน็ตเหมาะสำหรับการรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ และการส่งแฟ้มข้อมูล(FTP) แต่ไม่สามารถใช้เพื่อการค้นคว้าข้อมูลได้

2.

้การเชื่อมต่อระบบใช้เวลานานกว่า

3.

หน้าจอมีความน่าสนใจน้อยเพราะมีแต่ตัวอักษรเท่านั้น

4.

้เหมาะสำหรับในการแพร่กระจายข่าวสารระดับท้องถิ่นอย่างมาก

การพัฒนาระบบ RFID มิได้มีจุดประสงค์เพื่อมาแทนที่ระบบอื่นที่มีการพัฒนามาก่อนหน้า เช่นระบบบาร์โค้ด แต่เป็นการเสริมจุดอ่อนต่างๆ ของระบบอื่น สิ่งที่ควรมีการพิจารณาปรับปรุงเกี่ยวกับระบบ RFID ก็คือเรื่องมาตรฐานของระบบ ปัจจุบันผู้ผลิตต่างก็มีมาตรฐานเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความถี่ที่ใช้งาน หรือโปรโตคอล (Protocol) เรายังไม่สามารถนำแท็กจากผู้ผลิตรายหนึ่งมาใช้กับตัวอ่านข้อมูลของผู้ผลิตอีกรายหนึ่งหรือในทางกลับกันได้ นี่เป็นอุปสรรคสำคัญของการเติบโตของระบบ RFID

อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรได้ตระหนักถึงปัญหานี้ และได้เริ่มมีการพัฒนาระบบมาตรฐานขึ้นมาทั้งในยุโรป และอเมริกา โดยหน่วยงาน ANSI's X3T6 ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ผลิตและผู้ใช้งานระบบ RFIDในอเมริกา ได้กำลังทำการพัฒนามาตรฐานของระบบ RFID ที่ความถี่ 2.45 GHz ขึ้นมา หรือองค์กร ISO ก็ได้มีมาตรฐานเกี่ยวกับการใช้ระบบ RFID กับงานปศุสัตว์ออกมาแล้ว คือ ISO 11784 และ 11785

ในขณะที่ระบบบาร์โค้ดมีการเติบโต และใช้งานกันอย่างกว้างขวางเนื่องจากมีระบบมาตรฐานรองรับ ดังนั้นความร่วมมือระหว่างผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตหรือผู้ใช้งาน จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ระบบ RFID มีการพัฒนาและเติบโตอย่างรวดเร็วในอนาคต

เมื่อเครือข่ายไร้สายกำลังจะกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวขนาดนี้

เห็นทีสาวกไอซีทีทั้งหลายจะมัวนิ่งเฉยอยู่อย่างนี้ไม่ได้แล้ว

มาทำความรู้จักคุ้นเคยกับแลนไร้สายแบบจริงจังกันหน่อย

จะได้ไม่ถูกใครครหาว่าล้าสมัยไม่เกาะติดเทรนด์ดีไหมครับ

หลายคนคงจะคุ้นเคยกับคำว่า "แลนไร้สาย" หรืออาจถึงขั้นที่เรียกว่าถ้าวันไหนเครือข่ายแลนไร้สายไม่ทำงาน หรืออุปกรณ์จำพวกเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา (Notebook Computer) หรือพีดีเอที่ใช้สำหรับการเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายไม่ทำงานเป็นต้องหัวเสียไปตาม ๆ กัน เข้าขั้นว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว โดยปกติลักษณะการใช้งานเครือข่ายจะถูกจำกัดการใช้งานเพียงแค่ในที่ทำงานหรือที่บ้านเท่านั้น แต่ในปัจจุบันท่านยังสามารถเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ต เช่น รับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ดูข่าว ฟังเพลงผ่านเครือข่ายไร้สายได้ในร้านหนังสือ ห้องสมุด ร้านกาแฟ โรงแรม สนามบิน ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งจุดติดตั้งเครือข่ายแลนไร้สายจะมากขึ้นทุก ๆ วัน เรียกว่าขึ้นกันเป็นดอกเห็ดก็คงไม่ผิดนัก แม้ว่าจุดให้บริการยังไม่มากมายขนาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะนี้ แต่อัตราการเติบโตของจุดติดตั้งก็เป็นที่น่าจับตามองมากทีเดียว

ไหน ๆ เครือข่ายไร้สายก็เริ่มเข้าใกล้ตัวมากขนาดนี้แล้ว ลองมาทำความรู้จักคุ้นเคยกับแลนไร้สายแบบจริงจังกันสักหน่อยดีไหมครับ โดยผมจะเริ่มตั้งแต่ความเข้าใจเกี่ยวกับการสื่อสารข้อมูลไร้สายแบบทั่วไปก่อนที่จะเข้าสู่เครือข่ายแลนไร้สาย เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้นวิวัฒนาการของการสื่อสารข้อมูล 

การสื่อสารเป็นสิ่งที่มีมาคู่กับมนุษย์ตั้งแต่ครั้งอดีตกาลจวบจนปัจจุบัน การติดต่อสื่อสารระหว่างกันก็เริ่มมีความจำเป็นในการดำรงอยู่ของแต่ละชีวิตทั้งในเชิงกายภาพและเชิงจิตใจ ซึ่งแน่นอนการติดต่อสื่อสารเป็นไปได้ทั้งในเชิงสร้างสรรค์เพื่อเอื้อประโยชน์ หรือเพื่อการทำลาย

การสื่อสารที่เราคุ้นเคยไม่จำกัดอยู่เพียงแค่การพูดคุยเท่านั้น ท่าทางและสายตาล้วนเป็นการสื่อสารทั้งสิ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการติดต่อสื่อสารดังกล่าวยังคงจำกัดวงอยู่ในรัศมีการติดต่อระยะใกล้ เช่น ยังต้องมองเห็นหน้ากันอยู่ หรือได้ยินเสียงกันในขณะที่ทำการสื่อสาร ต่อมาการติดต่อสื่อสารในระยะที่ไกลขึ้นเริ่มมีความจำเป็น โดยเฉพาะในยุคสมัยที่มนุษย์มีแหล่งที่อยู่กระจัดกระจายและห่างไกลกัน เช่น ระหว่างเทือกเขา การพูดคุยแบบเห็นหน้าหรือการส่งเสียงก็เป็นไปไม่ได้ มนุษย์ในสมัยนั้นจึงเริ่มคิดค้นการสื่อสารในระยะไกลที่น่าประทับใจขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน เช่น การใช้สัญญาณธงระหว่างหมู่บ้าน การสื่อสารด้วยควันไฟของชาวอินเดียนแดง หรือการใช้สัญญาณไฟจากตะเกียงของชาวเรือ เป็นต้น การสื่อสารที่กล่าวมาล้วนเป็นการสื่อสารแบบไร้สายทั้งสิ้น

ข้อมูลในการสื่อสารเริ่มเปลี่ยนจากอดีตที่เป็นเพียงแค่สัญญาณไปเป็นการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารที่มีปริมาณและความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ จากข้อความสั้น ๆ เช่น การส่งโทรเลขหรือจดหมาย เปลี่ยนมาเป็นแฟ้มข้อมูลขนาดใหญ่ รวมไปถึงภาพและเสียง

เมื่อเข้าสู่ยุคคอมพิวเตอร์เฟื่องฟู เนื่องจากขนาดที่เล็กลง ราคาถูกลง ประสิทธิภาพดีขึ้น ความต้องการการสื่อสารข้อมูลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผนวกกับความต้องการที่จะแก้ปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น จึงเริ่มมีแนวความคิดว่าในการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เหล่านี้เข้าด้วยกัน แนวความคิดนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ที่มีงานวิจัยทางการทหารของประเทศสหรัฐอเมริกา นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของระบบอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน การสื่อสารทำให้โลกใบนี้เล็กลงอย่างเห็นได้ชัด

การเชื่อมต่อกันของระบบคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ยุคต้น ๆ เป็นการเชื่อมต่อโดยใช้สายในระยะใกล้ ๆ ซึ่งลักษณะของสายสัญญาณก็ถูกพัฒนามาตั้งแต่สายทองแดงเปลือยมาเป็นสายตีเกลียว (Twisted pair) สายโคแอกเชียล (Coaxial) ที่มีขนาดของช่องสัญญาณ (Bandwidth) อยู่ที่ระดับเมกะบิตต่อวินาที ซึ่งก็เพียงพอต่อการสื่อสารข้อมูลที่เป็นข้อความโดยทั่วไป ซึ่งปริมาณผู้ใช้งานโดยรวมของเครือข่ายก็ไม่มากนัก ต่อมาลักษณะของการสื่อสารข้อมูลเปลี่ยนไปอย่างมาก มีการส่งผ่านข้อมูลที่ผสมผสานทั้งข้อมูลที่เป็นข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ตลอดจนข้อมูลประเภทเสียง เรียกว่าเป็นลักษณะของสื่อผสม หรือที่รู้จักกันในชื่อของมัลติมีเดีย (Multimedia) ลักษณะของการสื่อสารที่เป็นสื่อผสมนี้ต้องการช่องกว้างสัญญาณสูงมาก ประกอบกับปริมาณผู้ใช้งานก็เพิ่มขึ้นอย่างมากด้วย สายสัญญาณแบบเดิมเริ่มไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ จึงมีการพัฒนาเป็นการสื่อสารที่ใช้แสง โดยใช้คุณสมบัติการหักเหและการสะท้อนของแสงที่ส่งผ่านตัวนำที่เป็นแก้วหรือพลาสติก ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อของสายไฟเบอร์ออปติก (Fiber optic) ที่มีย่านความถี่และช่วงกว้างของสัญญาณได้ถึงกิกะบิตต่อวินาที

นอกเหนือจากการเชื่อมโยงระยะไกลที่ใช้ไฟเบอร์ออปติกแล้ว ยังมีการใช้คลื่นสัญญาณที่ไม่ใช้สายในการสื่อสารระยะไกลมากขึ้น เช่น การสื่อสารด้วยระบบไมโครเวฟ จนถึงการสื่อสารในระดับดาวเทียม ซึ่งดูจะเป็นการเอาชนะข้อจำกัดทางด้านระยะทางได้เป็นอย่างดี