กำหนดงาน
        ประเพณีนี้จัดให้มีขึ้นในวันใดวันหนึ่งของเดือนมิถุนายนหรือเดือนกรกฎาคม ผู้กำหนดวัน คือ ผู้ทรงเจ้าพ่อกวน กำหนดงานมีประมาณ 3 วัน และกำหนดให้ตรงกับวันเสาร์อาทิตย์


กิจกรรม / พิธี
        การแสดงผีตาโขนมีทั้งผีตาโขนใหญ่และผีตาโขนเล็ก ส่วนวัดอื่นๆ ในท้องที่อำเภอด่านซ้ายหากมีจิตศรัทธาจะจัดทำบุญหลวง ก็ต้องทำภายหลัง “บุญหลวง” ที่วัดโพนชัย อำเภอด่านซ้าย เสร็จเรียบร้อยแล้ว และส่วนมากมี 2 วัน คือวันรวม (วันโฮม) มีการแสดงการละเล่น แห่พระเวสสันดรเข้าเมือง จุดบั้งไฟ และมักมีผีตาโขนเล็กแสดงบ้าง ส่วนผีตาโขนใหญ่ไม่มี วันที่ 2 ของงานมีการฟังเทศน์ เป็นอันเสร็จพิธี
“บุญหลวง”  ที่วัดโพนชัย อำเภอด่านซ้ายในเดือนแปดข้างขึ้น นิยมทำ 3 วัน ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว คือ ในวันแรกเป็นวันรมหรือวันโฮม เป็นวันที่ประชาชนตามตำบลและหมู่บ้านต่างๆ เดินทางมา ร่วมงานซึ่งปกติจะนำบั้งไฟมาด้วย โดยพิธีเริ่มตั้งแต่เช้ามืด คือตั้งแต่ เวลาประมาณ 04.00 – 05.00 น. ทำพิธีอัญเชิญพระอุปคุตข้างศาลาโรงธรรมที่วัดเตรียมไว้แล้ว เชื่อว่าจะสามารถป้องกันเหตุเภทภัยต่างๆ ทีเกิดในงานได้ เมื่อพิธีอัญเชิญพระอุปคุตเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะมีการละเล่นต่างๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน เช่น เล่นเซิ้งบั้งไฟ ฟ้อนรำการแสดงผีตาโขน การแสดงการละเล่นต่างๆ เป็นต้น
วันที่สองของงาน ตั้งแต่ตอนเช้าถึงบ่ายมีการละเล่นต่างๆ เช่นวันก่อน  ตอนบ่ายเวลาประมาณ 14.00 - 15.00 น.มีพิธีแห่พระเวสสันดรและนางมัทรีเข้าเมืองโดยสมมุติให้สถานที่นอกวัดในบริเวณหมู่บ้านเดิ่น ตำบลด่านซ้าย อำเภอด่านซ้าย เป็นที่พระเวสสันดรและนางมัทรี และอัญเชิญพระเวสสันดรและนางมัทรี เสร็จแล้วมีขบวนแห่คือ การแห่เข้าวัดซึ่งสมมุติว่าเป็นเมือง โดยอัญเชิญพระพุทธรูปนำหน้า ถัดไปมีพระสงฆ์ 4 รูป นั่งบนแคร่ตามหลัง ต่อจากนั้นจึงเป็นขบวนแห่บั้งไฟ โดยเอาบั้งไฟมามัดรวมกันบนแคร่และมี “เจ้ากวน”นั่งบนบั้งไฟ มีขบวนการแสดงผีตาโขน การละเล่นของประชาชนทั่วไป โดยแห่รอบวัดสามรอบน้ำพระพุทธรูปไปประดิษฐานไว้ที่เดิม นิมนต์พระสงฆ์ลงจากแคร่ และเชิญเจ้ากวนลงจากบั้งไฟ เป็นเสร็จ พิธีแห่พระเวสสันดรและนางมัทรีเข้าเมือง ตอนเย็นมีการจุดบั้งไฟ
        สำหรับการแห่พระเวสสันดรและนางมัทรีเข้าเมืองนี้ได้เค้าเรื่องมาจากเรื่อง พระเวสสันดร ชาดกเมื่อครั้งที่พระเวสสันดรและนางมัทรี พร้อมด้วยกัณหา ชาลี ไปอยู่ป่า ณ เขาวงกต เมื่อถึงเวลากลับคืนสู่พระนครพระเจ้ากรุงสัญชัยและพระนางผุสดี ผู้เป็นพระราชบิดาและพระราชมารดา จึงเสด็จไปรับพระเวสสันดรและนางมัทรีเข้าเมือง ขณะที่มีขบวนแห่อัญเชิญเข้าเมือง เมื่อถึงเมืองแล้วมีการละเล่นต่างๆ เฉลิมฉลองสมโภชอย่างมโหฬาร ในการแห่แหนและแสดงการละเล่นดังกล่าว อาจมีผู้แต่งตัวแปลกๆ แบบผีตาโขน อนึ่งในขณะที่พระเวสสันดรและนางมัทรีเป็นดาบสอยู่ในป่า ณ เขาวงกต บริเวณนั้นมีประชาชนอาศัยอยู่ด้วย คนพวกนั้นเป็นชาวป่าที่เคยปรนนิบัติ และเคารพพระเวสสันดรและพระนางมัทรีเป็นอันมาก เมื่อพระเวสสันดรและนางมัทรีเสด็จกลับเข้าเมือง คนพวกนี้จึงตามมาส่ง และอาจแต่งกายแบบชาวป่ามาส่ง การแต่งกายแบบผีตาโขน จึงอาจแต่งกายเลียนแบบชาวป่าพวกนี้ก็ได้ และขณะที่ชาวป่ามาส่งพระเวสสันดรกับนางมัทรี อาจจะมีการละเล่นต่างๆ เพื่อความสนุกสนาน และต่อมาเมื่อถึงงาน “บุญหลวง” ซึ่งมีบุญพระเวสสันดรอยู่ด้วย จึงมีการแต่งกายและการละเล่นเช่นนี้ในงานบุญดังกล่าว
การเล่นผีตาโขน นอกจากเพื่อความสนุกสนานแล้ว ชาวบ้านยังเชื่อว่าเป็นพิธีขอฝนอย่างหนึ่งคล้ายกับพิธีการเล่นอย่างอื่น เช่น การแห่นางแมว การเล่นแม่นางด้ง เป็นต้น
วิธีการทำผีตาโขนใหญ่  การทำผีตาโขนใหญ่จะทำเป็นรูปผู้ชายตนหนึ่ง ผู้หญิงตนหนึ่ง ผู้จัดทำมีชาวบ้านในตระกูลหนึ่ง ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านด่านซ้าย เป็นผู้ที่มีหน้าจัดทำต่อเนื่องกันมาหลายชั่วอายุคน ช่างตระกูลนี้ถือเป็นหน้าที่ของตนที่จะต้องกระทำ เพราะถ้าปีใดไม่ทำอาจจะทำให้คนในตระกูลนั้นเกิดภัยพิบัติต่างๆ เช่น เจ็บป่วยไข้ เกิดเภทภัยบางอย่าง เป็นต้น
การทำรูปผีตาโขนเชื่อกันว่า จำลองมาจากร่างของคน 8 ศอกในสมัยโบราณ ซึ่งเล่ากันต่อๆ มาว่า รูปร่างใหญ่โตมาก คือ มีขนาดความสูงถึงแปดศอก ก่อนทำโครงร่างของผีตาโขนใหญ่ ผู้ทำจะต้องทำพิธีแต่งขันดอกไม้ และเทียนอย่างละ 5 คู่ และ 8 คู่ ใส่พานหรือขัน กล่าวคำขอขมาและขออนุญาตต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนจึงลงมือทำ
การทำร่างของผีตาโขน สานด้วยตอกไม้ไผ่ผืนใหญ่ ทำส่วนศีรษะก่อน โดยสานเป็นทรงกลมหาผ้าผืนใหญ่มาหุ้ม และหาวัตถุที่เป็นเส้นๆ เช่น เส้นใยของทางมะพร้าวที่ทุบเอาเนื้อออกแล้ว หรือเศษผ้าที่ตัดเป็นริ้วยาวๆ เป็นต้น มาติดบนศีรษะ สมมุติให้เป็นผม โดยให้ผมผู้หญิงยาวกว่าผู้ชาย ใบหน้าสานด้วยตอกไม้ไผ่เป็นวงกลมคล้ายกระด้งฝัดข้าวนำมาผูกติดกับส่วนศีรษะ แล้วหาวัตถุบางอย่างมาทำเป็นรูปริมฝีปาก จมูก ตา คิ้ว หู และแต้มสีให้ดูน่าเกลียดน่ากลัว

http://www.pantip.com/cafe/gallery/topic/G5540673/G5540673.html