“ท้องถิ่นรายวัน สเปเชี่ยล” บางกอกทูเดย์ ได้รับเกียรติเป็นอย่างยิ่งจา ท่านรองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น “วัลลภ พริ้งพงษ์” ซึ่งดูแลงานด้านการเงินการคลังของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ถือเป็นงานมีความสำคัญอย่างมากในการส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขับเคลื่อนไปตามทิศทางที่วางไว้ ซึ่งท่านรองอธิบดีฯ ได้กล่าวถึง “นโยบาย” และ “นวัตกรรม” ทางการเงินการคลังของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นว่า “คือตอนนี้นโยบายการเงินการคลังของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เรามาจากทาง กระทรวงมหาดไทย และ ท่านอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สมพร ใช้บางยาง มาประมวลเป็นภาพรวม คือ จะเน้นถึง ความโปร่งใส หมายความว่าจะต้องตรวจสอบได้
ส่วนหลักการจัดทำนโยบายด้านการเงินการคลัง ยืดตามหลักการเดิม คือ ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ในระบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนของการจัดทำแผนพัฒนา
ท้องถิ่นการจัดทำแผนจะต้องมีการทำประชาคมและให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมอันนี้เป็นระเบียของกระทรวงมหาดไทย ตอนนี้จะเริ่มกว้างขึ้น เพราะมีร่างพระราชบัญญัติระเบียบการบริหาราชการแผ่นดินปี 2550 แผนของท้องถิ่น แผนของจังหวัด ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกัน แล้วจะต้องไปเก็บเอาปัญหาความต้องการของประชาชน เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาท้องถิ่น”
ท่านรองฯ วัลลภ ยังกล่าวถึงมาตรการการดูแลการเงินการคลังของท้องถิ่นว่า “กติกาหรือหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เราออกมาตอนนี้ก็มีเยอะ ต้องเข้าใจว่าท้องถิ่นของเรามีความหลากหลาย 7,851 องค์กร เราออกกติกาที่เป็นมาตรฐาน มีความรัดกุม มีความเข้มข้นในเรื่องการตรวจ ทุกวันนี้เราให้ “ท้องถิ่นจังหวัด” “ท้องถิ่นอำเภอ” ลงไปตรวจสอบ แต่ละองค์กรท้องถิ่นอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ถือเป็นระเบียบ ไปตรวจเรื่องการเงินการบัญชี ในอนาคตเราจะมีระบบเทคโนโลยีมาใช้ ทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็วในการบริหารเม็ดเงิน
เดิมทีตั้งแต่สมัย รัฐบาลของท่านทักษิณ ท่านมีนโยบายในการทำระบบ “GSMIS” ระบบ GSMIS คือ การประมวลผลเรื่องการเบิกจ่ายเงินของประเทศ เช่น วันนี้เงินที่จัดสรรลงสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศได้มีการผูกพันเบิกจ่ายไปแล้วเท่าไหร่ และจะไปผูกพันกับระบบ “e-auction” คือ ราคาของในแต่ละรายการจะใกล้เคียงกันทั้งประเทศ เช่น ดินสอแท่งนี้ราคา 10 บาท ไม่ใช่ว่ากรมนี้ซื้อ 15 บาท อีกกรมซื้อ 7 บาท แต่ระบบ “e-auction” สามารถประมวลได้ว่ามันน่าจะ 10 บาท หรือ 10.50 อะไรประมาณนี้
ระบบ “GSMIS” ถูกจัดทำระบบโดย กรมบัญชีกลาง ทุกส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ก็ใช้ระบบนี้ คือ ในแต่ละวันทุกส่วนใช้เงินเท่าไหร่จะรู้หมด เพราะใช้การประเมินผลผ่านคลังจังหวัด คลังจังหวัดก็ส่งผลมาทางกรมบัญชีกลาง กรมบัญชีกลางก็จะส่งไปที่สำนักนายกฯ นายกรัฐมนตรีจะทราบว่าวันนี้ทั้งประทศมีการเบิกจ่ายไปแล้วเท่าไหร่ มีประโยชน์ในการคุมเศรษฐกิจของประเทศ
ในส่วนของท้องถิ่นไม่ได้ทำระบบ “GSMIS” มอบให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยไปดำเนินการ ถ้าเปรียบเทียบกันคลังท้องถิ่นมีจำนวนมาก จึงต้องมีการปรับวิธีทำใหม่ ช่วงประมาณปี 2547-2548 เราได้ทำเรื่อง ขอเงินกู้เงินผ่านทาง “สำนักบริหารหนี้เงินกู้ของกระทรวงการคลัง” มาทำระบบใหม่ โดยใช้ชื่อ “โครงการจัดทำบัญชีด้วยระบบคอมพิวเตอร์” ระบบนี้เราได้ให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้ดีไซน์ทั้งหมด ระบบเป็น Application โดยจะออนไลน์โปรแกรมไปให้ทุกองค์กรท้องถิ่น ประกอบด้วย 4 Application
Applicationที่ 1 รายได้ รายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแยกเป็น 3 ประเภท คือ 1. รายได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บเอง เช่น ภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน ภาษีป้าย ฯลฯ ซึ่งมีรายละเอียดเพิ่มเติมของผู้เสียภาษี 2. ภาษีจัดสรร ภาษีจัดสรรโดยที่กฎหมายบัญญัติ เช่น ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีสรรสามิต ภาษีศุลกากร ภาษีต่าง ๆ เหล่านี้ รัฐบาลเป็นผู้เก็บและส่งมาที่กระทรวงการคลัง กระทรวงการคลังก็ส่งมาที่กรมส่งเสริมฯ ในแต่ละเดือนกรมส่งเสริมฯ ก็ไปเอาหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกระจายอำนาจบัญญัติเอาไว้ และก็จัดสรรให้กับองค์กรท้องถิ่น ระบบใหม่ เมื่อโอนเงินเข้าบัญชีแต่ละท้องถิ่น และจะมีการออนไลน์ให้กรมส่งเสริมฯ ทราบด้วย จะมีการ Massage ขึ้นที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของท้องถิ่น ต่อจากนั้นเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าคลัง และต้องเช็กว่ามีเงินมาจริงหรือเปล่า โดยเช็กไปที่ book ธนาคาร 3. เงินอุดหนุน เราได้เจรจากับกรมบัญชีกลาง ในปี 2551 อาจจะยังไม่พร้อม ซึ่งต่อไปทั้งหมดจะเป็นระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด
Application ที่ 2 รายจ่าย เป็นเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่าย และข้อบังคับงบประมาณรายจ่าย ของแต่ละแห่งพิมพ์ใส่ลงไปเลย รายจ่ายต่าง ๆ พิมพ์ลงไปใน Application ที่ 2
Application ที่ 3 เงินที่ต้องไปสู่กระบวนการจัดหา คือ ระเบียบพัสดุ เพราะฉะนั้น Application ที่ 3 ท้องถิ่นดำเนินการเสนอผู้มีอำนาจสั่งซื้อสั่งจ้างเมื่อไหร่ ประกาศประกวดราคาเมื่อไหร่ จะเป็นคอลัมน์ไว้ให้เลย จัดหาได้แล้วเป็นใคร เบิกจ่ายเมื่อไหร่ โดยวิธีการใด เพราะฉะนั้นท้องถิ่นต้องกรอกรายละเอียดลงไป เมื่อกรอกตัว Application
ที่ 3 แล้ว ก็จะไปถึง Application ตัวสุดท้าย คือ ระบบบัญชี ระบบบัญชีไม่ต้องทำแล้ว มันจะประมวลผลตั้งแต่รายได้เข้า บัญชีตัวนี้เป็น real time ของทุกวัน ทุกนาทีที่คุณต้องการรู้ เพราะฉะนั้นตัวนายกฯ องค์กรท้องถิ่นจะรู้ได้ทันทีว่า วันนี้รายได้ที่เข้ามามีเท่าไหร่ มีแล้วได้ไปดำเนินการผูกพันแล้วหรือยัง สามารถเช็กได้ก็เช็ก ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากในการสร้างระบบการตรวจสอบ ระบบการบริหารระบบงบประมาณ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งต่อไปมันจะไปสู่การสร้างวินัยทางการคลังของท้องถิ่น
ตอนนี้เราทำการฝึกอบรมองค์กรท้องถิ่นละ 5 ตำแหน่ง คือ เจ้าหน้าที่งบประมาณ เจ้าหน้าที่พัสดุ ผอ.กองคลัง เจ้าหน้าที่งานการเงินและบัญชี เราเรียกคนมาอบรมทั้งหมด 8,751 ท้องถิ่น องค์กรท้องถิ่นละ 5 คน ฝึกอบรมที่ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ กรุงเทพฯ ทั้งหมด 60 รุ่น คาดว่าภายในเดือน ส.ค.นี้คงจะครบ 39,255 คน ประโยชน์คือต่อไป มันจะ interface ไปลิงค์กับระบบ “GSMIS” ถ้าท่านนายกฯ ต้องการถามว่า วันนี้ทั้งประเทศได้มีการเบิกจ่ายเงินหรือผูกพันเงินไปแล้วเท่าไหร่ มันจะไป interface กับส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ หลังจากที่ออนไลน์ระบบไปแล้ว เราก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูหน้าจอทุกวัน เป็นการ “Monitor” สามารถประเมินผลได้ ถือเป็น “นวัตกรรมใหม่” ที่แรกที่คิดและ ใช้ระบบนี้ ซึ่งคิดค้นโดย สำนักบริหารการคลังท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดย “โครงการจัดทำบัญชีด้วยระบบคอมพิวเตอร์” จะเริ่มใช้งานกับท้องถิ่นทั่วประเทศ ใน วันที่ 1 ตุลาคม 2551”เพราะฉะนั้นหากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด ที่ยังไม่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้ารับการอบรม หรือยังไม่เข้าใจ ในระบบใหม่ ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักบริหารการคลังท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เชื่อว่า จะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรของท่านอย่างมาก
บางกอกทูเดย์ (คอลัมน์ท้องถิ่นรายวัน สเปเชี่ยล) 30 พ.ค. 2551