เศรษฐกิจไทยก่อวิกฤติรอบใหม่

"สมคิด" ห่วงเศรษฐกิจไทยก่อวิกฤติรอบใหม่ ยอมรับประเทศติดบ่วงความแตกแยกทางการเมือง จนทำให้พัฒนาการล้าหลังเพื่อนบ้าน แนะยุคน้ำมันแพง ค่าครองชีพสูง ต้องเน้นดูแลเสถียรภาพ เลิกใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นักวิชาการชี้ขณะนี้เป็นโอกาสทองดึงเกษตรกรพ้นความยากจน นำไปสู่เศรษฐกิจที่ดีขึ้น  

ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา นายกสภาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวเปิดงานสัมมนา "อนาคตเศรษฐกิจไทย" ซึ่งจัดโดยนิด้าค่ำวานนี้ว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย มีทั้งปัจจัยภายนอกที่มาจากเรื่องราคาน้ำมัน ซึ่งส่งผลต่อค่าครองชีพและจะฉุดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในที่สุด นอกจากนั้นยังเกิดจากปัจจัย การก่อการร้าย ที่ยังเป็นจุดเสี่ยงของโลกอยู่ ส่วนปัจจัยภายในเกิดจากความสามารถในการแข่งขัน ปัญหาบุคลากร ปัญหาการเมือง ปัญหาธรรมาภิบาล   "บทบาทของภาครัฐเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องตระหนัก เพราะเป็นหัวใจสำคัญ   ในการพัฒนาประเทศ" ดร.จิรายุ กล่าว

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวว่า ภายหลังจากที่ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ไม่มีใครคิดว่า      จะเกิดวิกฤติครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้นอีก  วิกฤติครั้งใหม่นี้ ทำให้ประเทศติดบ่วงขยับไม่ออก บ่วงที่แตกแยกของสังคม บ่วงที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง เป็นสิ่งที่เราเข้าไปติดกับเองโดยที่ไม่ใครเป็นคนทำ คนไทยได้แต่นั่งดูโอกาสมา 3 ปี ซึ่งที่ผ่านมาประเทศเพื่อนบ้านได้มีการพัฒนากันจนล้ำหน้าประเทศไทยไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น จีน เกาหลีใต้มาเลเซียและเวียดนาม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่เราพัฒนาประเทศมากว่า 50 ปี ทุ่มเทมาเท่ากับศูนย์ ปล่อยให้ประเทศอื่น     แซงหน้าไป ทั้งที่ประเทศเรามีศักยภาพสูง

ดร.สมคิด ยังได้กล่าวต่อว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่ดูเหมือนไม่ได้เจ้าของประเทศ แต่เป็นแค่ผู้อาศัย เฝ้าดูสถานการณ์วันต่อวัน เหมือนดูละคร ไม่ต้องมาคิดถึงการพัฒนาประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น  "ผมเชื่อว่า ทุกคนรักประเทศ วันนี้คนไทยเราไม่ค่อยมีความสุข ค่อนข้างทุกข์ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องจีดีพีว่าจะโตเท่าไร เพราะวันนี้ ราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ก็ไม่เคยปรากฏมาก่อน สินค้าแพง ค่าครองชีพพุ่ง ซึ่งจะโทษใครไม่ได้ คนไทยทุกข์    ในท่ามกลางความลำบาก เราเห็นความสับสนของสังคม เป็นสังคมเอาตัวรอด" ดร.สมคิด กล่าว  "อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความทุกข์ที่เกิดขึ้นของประชาชน ต้องการหาที่พึ่ง หาหลักยึด ซึ่งหลักที่สำคัญก็คือรัฐบาลจะต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน สิ่งที่สำคัญคือสร้างศรัทธาประชาชน ให้ประชาชนสามารถพึ่งได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้"

ดร.สมคิด ได้กล่าวย้ำว่า ปัญหาใหญ่ของประเทศตอนนี้ก็คือปัญหาเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันแพง ซึ่งทุกคน    ต้องตั้งสติ อย่าไปกลัวจนเกินเหตุ ซึ่งดูได้จากในช่วงที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีปัญหา แต่จีดีพีประเทศไทยก็โตได้ 5-6% ตลอด แสดงให้เห็นว่าพื้นฐานเราดี หากเราไม่กลัว และตั้งสติให้ได้ จะสามารถฝันฝ่าอุปสรรคไปได้   ในวันนี้ไม่ต้องพูดถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องให้ความสำคัญกับเสถียรภาพเศรษฐกิจ อย่าให้เกิดความผันผวน เกิดภาวะเงินเฟ้อ         จนควบคุมไม่ได้ ซึ่งจะมาซ้ำเติมประเทศ สิ่งเหล่านี้เป็นโจทย์ที่ชัดเจนที่รัฐบาลต้องแก้  "ประเด็นที่ให้ความสำคัญตอนนี้ คือ เสถียรภาพเศรษฐกิจ ราคาสินค้า ปากท้องของประชาชน ถือเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่การโตของจีดีพี แต่ปัญหาเหล่านี้แก้คนเดียวไม่ได้ ต้องช่วยกันทั้งภาครัฐและเอกชน"

 

อย่างไรก็ตาม ดร.สมคิด.ยังได้เตือนประชาชนว่า อย่าได้กังวลกับปัญหาการเมืองว่าจะกระทบเศรษฐกิจ     มากจนคิดอะไรไม่ออก เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมา 3 ปีแล้ว ต่างก็รับทราบมาตลอด ดังนั้นจะต้องพยายามเรียก      ความเชื่อมั่นที่หายไปกลับคืนมาให้ได้ แต่อย่าให้กระทบความน่าเชื่อถือของประเทศ เพราะถือเป็นเครดิตของประเทศ ส่วนเรื่องการเมืองจะเป็นอย่างไรให้ถือเป็นสัจธรรม อย่าให้เกิดจุดเสี่ยงเรื่องความน่าเชื่อถือ

ดร.สมคิด กล่าวอีกว่าในภาวะยากลำบากนี้ ไม่ใช่แค่รัฐบาลเท่านั้นที่จะช่วยกันแก้ ภาคเอกชน นักธุรกิจ สถาบันการศึกษาต้องมีส่วนร่วม เราเป็นเจ้าของประเทศ จะต้องรวมพลังกันในทุก ๆ ด้าน

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กรณีที่นักลงทุนไม่มั่นใจรัฐบาล และมองว่าจะมีอายุไม่ถึงหนึ่งปีนั้น นายกรัฐมนตรีประกาศชัดเจนแล้วว่าจะไม่มีการยุบสภา ขณะที่ผู้บริหารกองทุนยืนยันปัญหาการเมืองก็ควรแก้ไขด้วยทางการเมือง และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน ทั้งผู้ชุมนุม นักวิชาการ สื่อมวลชน นักการเมือง อย่าสนใจข่าวปัญหาการเมืองมากนัก ควรสนใจปากท้องของประชาชน         ที่จะสร้างประโยชน์มากกว่า  ขณะเดียวกันรัฐบาลได้พยายามออกมาตรการต่าง ๆ ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ควรเร่งรายได้ให้แก่ส่วนต่าง ๆ เพื่อลดผลกระทบจากค่าครองชีพแทน  ส่วนกรณีที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยปรับตัวลดลงในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา เป็นผลทางจิตวิทยา จากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  ทำให้      นักลงทุนเกิดความไม่มั่นใจ จึงสะท้อนมายังตลาดหุ้นให้ปรับลดลง และการลดลงของดัชนีไม่ใช่มาจากปัจจัยพื้นฐานของประเทศไม่ดี  

นายแพทย์สุรพงษ์ ยืนยันกระแสข่าวลือการปฏิวัติว่า จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน เพราะขณะนี้ยังไม่มีเหตุผลใด  ที่จะนำไปสู่เงื่อนไขในการปฏิวัติ และคงไม่เป็นสถานการณ์ที่ไปสู่ความขัดแย้งจนไม่มีภาวะทางออกและนำไปสู่สถานการณ์เหมือนวันที่ 19 ก.ย. 2549 และเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราวที่กระทบต่อความรู้สึกและจิตวิทยาของนักลงทุน 

กรุงเทพธุรกิจ (บางส่วน)  30  พ.ค.  2551