นับเป็นครั้งที่สองที่ผมนำน้องๆ อาจารย์หลักสูตร 4 ท่านและอาจารย์คลินิก 3 ท่านมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพการทำงานของตนเองและสามารถทำงานกับผู้อื่นอย่างมีความสุข

หลายครั้งที่ผมเป็นคุณอำนวยของ Cop อาจารย์หลักสูตรและคลินิกกิจกรรมบำบัด คณะกายภาพบำบัดฯ ม.มหิดล

ผมมักพบปัญหาที่ต้องคอยย้ำทุกคนให้ระลึกถึง "กฎของการเปิดใจรับฟังอย่างลุ่มลึกและมีสติจับประเด็นต่อยอดความรู้แห่งตนของแต่ละคน"

ผมแทรก "วัฒนธรรมเปิดใจ" ในท้ายการทำ KM หลังจากให้คุณลิขิตสรุปประเด็นที่ได้ต่อการตอบโจทย์ที่จะขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติงานต่างๆ ให้แก้ไขปัญหา ณ ปัจจุบันอย่างราบรื่น

ผมรู้สึกผ่อนคลาย เมื่อน้องๆ อาจารย์เปิดใจและมุ่งมั่นที่จะบริหารสาขาวิชาด้วยแนวคิดใหม่และเสมือนการเติม "กำลังใจให้กันและกัน" เพราะพวกเราถือเป็นว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่ต้องมาบุกเบิกงานที่เกินตัวและมีอุปสรรคหลายๆ มิติเมื่อมาทำงานในองค์กรใหญ่อย่าง ม. มหิดล เราต้อง "รักและเข้าใจกัน" เพื่อสร้างความรู้สึกดีๆ ของ "รักองค์กร" ให้มากที่สุด

ประเด็นที่ได้รับจาก "วัฒนธรรมเปิดใจ" คือ

  • น้องมัวเคร่งเครียดและเบื่อหน่ายกับการทำงานที่ทำเป็นกิจวัตร (routine) โดยไม่แบ่งเวลาคิดทบทวน (reminiscing and thinking) ว่า วันหนึ่งๆ เราได้พัฒนาศักยภาพ (ความสามารถของการใช้ทักษะชีวิตอย่างมีความสุข) อย่างไรบ้าง
  • น้องรู้สึกแยกตัว อยู่คนเดียว ไม่ชอบสนทนาเรื่องต่างๆ (เรื่องงานจนถึงเรื่องส่วนตัว) กับเพื่อนร่วมงาน เนื่องจาก ชอบคิดไปเอง คิดทบทวนอย่างไร้จุดหมาย (Hyperactive thinking and interpersonal sickness) คิดเร็วกว่าวางแผนพูดคุยกับผู้อื่น ตรงนี้มีความบกพร่องเล็กน้อยของทักษะทางจิตสังคม น่าจะแก้ไขโดย เพิ่มทักษะการสื่อสารอย่างเปิดใจระหว่างบุคคล (Communication and interpersonal skills) รู้จักแก้ไขปัญหาและจัดการด้วยตนเอง (Problem solving and self-management) รู้จักฝึกคิดทักษะการจัดการอารมรณ์และความเครียด (Emotional coping skills and stress management)
  • การเปิดใจครั้งนี้ทำให้เราเรียนรู้ความรู้สึกและบุคลิกภาพแฝง (silent personality) ของแต่ละบุคคล ทำให้เราตระหนักถึงวิธีการเข้าหาเพื่อทำงานร่วมกันในแต่ละรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล

ประเด็นเสริมเพื่อตอบโจทย์ว่า ทำอย่างไรจะจัดการกับจำนวนที่ลดลงของผู้รับบริการศูนย์ทักษะชีวิต (คลินิกกิจกรรมบำบัด) คณะกายภาพบำบัดฯ ณ สำนักงานเชิงสะพานปิ่นเกล้า ม.มหิดล

  • อาจารย์คลินิกทั้ง 3 ท่านต้องทำหน้าที่ Case manager ซึ่งมีบทบาทให้คำปรึกษา สร้างสัมพันธภาพด้วยหัวใจของนักบริการ สร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างลำดับการจัดโปรแกรมกิจกรรมบำบัดในแต่ละผู้รับบริการจนได้รับคุณภาพของเป้าหมายกิจกรรมบำบัดพัฒนาศักยภาพแห่งทักษะชีวิตมากที่สุด สร้างความมั่ใจและการยอมรับความสำคัญของโปรแกรมกิจกรรมบำบัดอย่างมีรูปธรรม การจัดโปรแกรมที่ชัดเจนและมีแนวคิดกิจกรรมบำบัดอย่างแท้จริง และประชาสัมพันธ์ผู้รับบริการให้เห็นประโยขน์ของการทำโปรแกรมกิจกรรมบำบัดต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต
  • การวางแผนงานในระยะแรกของการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์งานบริหารคลินิก ได้แก่ Selection of Client Potentials (สำรวจผู้รับบริการที่มีศักยภาพต่อการพัฒนาในโปรแกรมกิจกรรมบำบัด) Health Promotion (ส่งเสริมสุขภาพของผู้รับบริการโดยการจัดสื่อและกลุ่มบำบัด เช่น Self-management group, health education seminar, circuit-training group, productive activity group, group dynamic เป็นต้น) และ Community Promotion (ส่งเสริมชุมชนให้เกิดความรู้และความเข้าใจในความสำเร็จของงานกิจกรรมบำบัด เช่น คู่มือ แผ่นพับ สื่อกิจกรรมบำบัด การจำหน่ายผลผลิตจากกลุ่มบำบัดที่คิดเองทำเอง การนำเสนอวิดีทัศน์ผู้รับบริการที่สามารถพัฒนาทักษะชีวิตได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่)

สุดท้ายผมยังคงติดตามและเป็นพี่เลี้ยงน้องๆ อาจารย์เหล่านี้ด้วยหลักการกัณยาณมิตรและแนวคิดทางกิจกรรมบำบัดเชื่อมโยงกับศักยภาพของการบริหารงาน ดูรูปวงล้อข้างล่าง ที่มา: www.extension.iastate.edu 

นอกจากนี้ผมยังคงต้องการเวลาและโอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องหลังจบ ดร. มาได้ 1 ปี 6 เดือนแล้ว ตอนนี้ผมต้องประเมินและพัฒนาตนเองในองค์ประกอบทักษะทางจิตสังคม ตามที่ตนเองได้ร่ำเรียนมา ได้แก่

  • หลัก self-managemet ทางกิจกรรมบำบัดในเรื่อง coping skills, time management และ self-control
  • หลัก Social management ในเรื่อง role performance, social conduct, interpersonal skills และ self-expression
  • หลัก Psychological management ในเรื่อง values, interests และ self-concept