เช้าวันนั้นผมกับวิทยากรทั้งสองท่านคือ น้องมนตรีกับอาจารย์ประสาท นั่งคุยกันอยู่ที่ม้าหินหน้าอาคารสวนป่า

 

 

ม้าหินที่เราคุยกันยามเช้า

 

เรากำลังลงลึกในเรื่องจิตวิวัฒน์ เบื้องลึกของการทำ Dialogue และ Deep listening มันเป็นเช้าที่มีคุณค่ามากสำหรับผม ผมได้รับการตอกย้ำเรื่องแนวทางที่เคยรับรู้มาก่อน และเช้าวันนี้มันถึงสุดยอดของผลแล้ว ???

 

มันเกิดปิติข้างในครับ..

 

 

 

สักพักหนึ่งคุณหมอท่านหนึ่งมาร่วมวงคุยกับเรา ท่านเปิดใจว่าโดยตำแหน่งหน้าที่ของท่านนั้นมีภารกิจมากมาย ล้นมือ เดินทางบ่อยมากๆ และในสำนึกนั้นต้องการทำทุกอย่างให้ดีที่สุด  แต่ตัวเล็กๆแค่นี้ทำให้ดีที่สุดก็หนักหนาเอาการ...

 

 

 

ด้วยภารกิจมากมายย่อมเกิดความบกพร่องในครอบครัว เพราะมีเวลาให้น้อยมากๆ แต่คุณหมอก็พยายามให้เหตุผลถึงความรับผิดชอบของนักบริหารที่ดีที่ต้องรับผิดชอบภาระอันมากมายเหล่านั้น เหมือนพยายามกล่าวว่า งานมาก่อน ครอบครัวค่อยว่ากันทีหลัง....

 

อาจารย์ประสาทท่านรับความรู้สึกได้ก็พยายามค่อยๆแจกแจงเหตุผลการสร้างสมดุลแห่งชีวิต โดยยกตัวอย่างของตัวท่านเองที่ผ่านปัญหา อุปสรรค ในเรื่องครอบครัวมาพอสมควร แต่ก็สามารถสร้างความราบรื่นและมีความสุขตราบเท่าทุกวันนี้

 

 

 

อาจารย์ประสาทเน้นว่า ต้องแก้ไขที่ตัวเราเอง ครับ……

 

เริ่มจากการปรับการรับฟังอย่างไม่มีเงื่อนไข นิ่ง สงบ น้อมรับสรรพเสียงไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม  ยิ้มรับเรื่องราวที่เลื่อนไหลเข้ามาให้เราได้รับรู้ อย่าคัดค้านแม้อยากคัดค้าน อย่าแสดงเหตุผลตรงข้ามแม้มีเหตุผล ด้วยใจที่มีความรักเป็นพื้นฐาน ทบทวนความผูกพันแห่งชีวิต .....ฯลฯ.... อีกมากมายจากสาระของมณฑลแห่งพลังนั้น...

 

ผมเชื่อว่าขณะนั้นคุณหมอคิดตามและค่อยๆทบทวน  

พักหนึ่งคุณหมอก็กล่าวเบาๆว่า

 

อาจารย์ประสาท อาจารย์มนตรี คะ

 

วันหนึ่งเขาโทรมาหาแล้วก็ร้องเพลง เบาๆ เนื้อเพลงนั้นระบุว่า หน้าบ้านมีแมวที่เรารักตัวนั้นนั่งอยู่ ตรงมุมบ้านตรงนี้มีต้นไม้สวยที่เราช่วยกันดูแลตั้งอยู่ โน้นมีชิงช้าที่เคยแกว่งไกว บ้านเราสวยงามหมดจรด...

 

เพียงแต่ไม่มีเธออยู่....

 

เท่านั้นเอง น้ำใสๆจากส่วนลึกภายในจิตสำนึกของเธอ รินหลั่งออกมา...คุณหมอสะอึกสะอื้นแต่อดกลั้นเป็นที่สุด..   

 

แล้วคุณหมอก็กล่าวว่า 

 

หมอรู้แล้วว่าหมอควรจะทำอะไรค่ะ...

 

………..

 

หมอจะกลับบ้านค่ะ...