คำสำคัญ: theory u ณ วันที่ 23/05/2008
อ่าน: 1
![]() |
เย็นวันนี้ มีข่าวที่ไม่สู้ดีนักมาตามสายโทรศัพท์ ถ้าเป็นเมื่อก่อนนั้น จิตจะเกิดทันที อย่างในกรณีจะตกใจและเกิดอารมณ์เกิดขึ้นมาทันที แต่คราวนี้ดีขึ้นมาก คือ ไม่ตกใจ และไม่โกรธในทันที แต่ก็มีอาการนิดหน่อยในเวลาต่อมา จึงเลยนำมาเขียนบันทึกเอาไว้ เพื่อจะได้พัฒนาให้ดิยิ่งขึ้นต่อไป เรามาดูกันต่อว่า ผมใช้... มีต่อ »
โดย เด็กข้างบ้าน ความคิดเห็น (0)
สร้าง: ศ. 23 พฤษภาคม 2551 @ 21:54 แก้ไข: ศ. 23 พฤษภาคม 2551 @ 21:54 ขนาด: 2728 ไบต์ |
อ่าน: 59
![]() |
หลัง ๆ นี้เกิดความรู้สึกแปลก ๆ เมื่อเห็นศัพท์ใหม่ ๆ จำนวนไม่น้อยที่เห็นแล้วไม่รู้จัก ถึงแม้จะพยายามทำความเข้าใจทุกครั้งที่มีโอกาสและเวลา ยกตัวอย่าง เช่น คำว่า World Cafe', Deep Listening, dialogue, Theory U และอะไรต่อมิอะไรอีกไม่น้อย จะคล้าย ๆ กับ ไตรลักษณ์ หรื... มีต่อ »
โดย เด็กข้างบ้าน ความคิดเห็น (3)
สร้าง: อา. 11 พฤษภาคม 2551 @ 21:00 แก้ไข: พ. 21 พฤษภาคม 2551 @ 14:06 ขนาด: 1846 ไบต์ |
อ่าน: 233
![]() |
สิ่งสำคัญคือการมองเห็นความเป็นจริง มนุษย์มีศักยภาพสูงมากในการดำรงอยู่ เพียงแต่ ความไม่สมบูรณ์ดูจะเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ของมนุษย์ด้วย ความไม่สมบูรณ์นี้ดูจะไร้เหตุผล ทำไมเราถึงต้องมีความไม่สมบูรณ์ ทำไมเราไม่ถูกออกแบบมาให้สมบูรณ์แบบแต่แรก คำถามนี้คงยากที่จะมีคำตอบที่เรียบง่าย หรือเข้... มีต่อ »
โดย Phoenix ความคิดเห็น (2)
สร้าง: อ. 25 มี.ค. 2551 @ 11:48 แก้ไข: อ. 25 มี.ค. 2551 @ 16:36 ขนาด: 26496 ไบต์ |
อ่าน: 217
![]() |
video clip ชุดนี้เป็นการแสดงของนักร้องเทเนอร์ชื่อก้องโลก Placido Domingo และนำวงโดยไวทยากรชื่อก้องเช่่นกัน ตามปกติไวทยากรจะเป็นผู้นำวง และในกรณีนี้ตอนแรกก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่ถ้าเราสังเกตในช่วงสุดท้าย เมื่อ Domingo กำลังเข้าถึงอารมณ์เฮือกสุดท้าย ที่จะเป็น highlight นั้น ท... มีต่อ »
โดย Phoenix ความคิดเห็น (3)
สร้าง: จ. 24 มี.ค. 2551 @ 16:36 แก้ไข: จ. 24 มี.ค. 2551 @ 16:55 ขนาด: 2390 ไบต์ |
อ่าน: 374
![]() |
5 ยุค ได้แก่ ยุคล่าสัตว์ พวกมนุษย์ถ้ำ เอาตัวรอด ทำลายชีวิตผู้อื่น เถื่อนๆ ยุคเกษตรกรรม .... เริ่มทำงานเป็นทีม พึ่งพา ทานพืช ลดการทำร้ายสัตว์ ยุคอุตสาหกรรม .... เริ่มตอนมี เครื่องจักรไอน้ำใช้ ... มีต่อ »
โดย คนไร้กรอบ ความคิดเห็น (7)
สร้าง: พ. 06 ก.พ. 2551 @ 12:06 แก้ไข: พ. 06 ก.พ. 2551 @ 12:09 ขนาด: 9755 ไบต์ |
อ่าน: 329
![]() |
Otto C Scharmer เขียน หนังสือ ชื่อ Theory U ได้ นำเสนอ เรื่องที่น่าสนใจมากๆ คือ เรื่อง 4 Social Fields 1 st Field : I-in-me คือ ... มีต่อ »
โดย คนไร้กรอบ ความคิดเห็น (7)
สร้าง: ส. 02 ก.พ. 2551 @ 21:08 แก้ไข: ส. 02 ก.พ. 2551 @ 21:08 ขนาด: 6104 ไบต์ |
อ่าน: 346
![]() |
จุดบอด หรือ blind spot ในความหมายของหลายๆคน คือ จุดที่เรามองไม่เห็น มองข้ามไป เช่น ตอนเราขับรถ เราจะมองไม่เห็น ด้านซ้าย แต่ จุดบอดที่ผม จะอธิบายครั้งนี้ ไม่ใช่จุดบอดทางกายภาพ หากแต่ เป็น จุดบอดในความคิด ในใจข... มีต่อ »
โดย คนไร้กรอบ ความคิดเห็น (5)
สร้าง: ส. 02 ก.พ. 2551 @ 21:03 แก้ไข: ส. 02 ก.พ. 2551 @ 21:03 ขนาด: 5818 ไบต์ |
อ่าน: 286
![]() |
เรียนรู้ กับ การดูหนัง เรื่อง Lorenzos oil นำแสดงโดยดาราดังอย่าง Nick Nolte & Susan Sarandon เป็นพ่อแม่ของเด็ก หนังเก่า แต่ก็ดีมาก &... มีต่อ »
โดย คนไร้กรอบ ความคิดเห็น (6)
สร้าง: ส. 02 ก.พ. 2551 @ 15:06 แก้ไข: ส. 02 ก.พ. 2551 @ 21:23 ขนาด: 26793 ไบต์ |
อ่าน: 272
![]() |
ขออนุญาต อัญเชิญ พระธรรม คำสั่งสอน ของ องค์พระศาสดา มาให้ศึกษา โอปนยิโก โยนิโสมนสิการ กันดู ในช่วงเลือกตั้ง และ จัดรัฐบาลใหม่ มูลเหตุ ของการทะเลาะวิวาท จาก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๖ พระวินัยปิฎก มูลแห่งวิวาทาธิกรณ์ &nbs... มีต่อ »
โดย คนไร้กรอบ ความคิดเห็น (3)
สร้าง: อา. 23 ธ.ค. 2550 @ 08:20 แก้ไข: อา. 23 ธ.ค. 2550 @ 08:20 ขนาด: 16588 ไบต์ |
อ่าน: 209
![]() |
4 Barriers to Learning and Change ทฤษฎีตัวยู (Theory U) ของออตโต ชาร์มเมอร์ให้ความสำคัญกับ ประสบการณ์ การนำมาคิดใคร่ครวญ และการเชื่อมโยงมากๆ และอธิบายกลไกของพยาธิกำเนิด ในการที่เราจะใช้ชีวิตอยูาภายใต้อิทธิพลของ "จุดบอด" (Blindspot) ได้ โดยใช้ Diagramme ง่ายๆ 4 quadrants คือ... มีต่อ »
โดย Phoenix ความคิดเห็น (0)
สร้าง: อา. 16 ธ.ค. 2550 @ 10:07 แก้ไข: อา. 16 ธ.ค. 2550 @ 16:46 ขนาด: 23028 ไบต์ |
อ่าน: 328
![]() |
เสียงแห่งการตัดสิน Voice of Judgment ช่วง 3-4 วันที่ผ่านไป จัด workshop สุนทรียสนทนาให้กับอาจารย์แพทย์ อาจารย์คณะพยาบาล และบุคลากรสนับสนุนประมาณ 24-25 ท่าน ที่ รร.หาดแก้วรีสอร์ท กระบวนกรคือ พี่วิธาน ฐานะวุฑฒ์ ณัฐฬส วังวิญญู และหมอวรวุฒิ ผอ.รพ.สันทราย เรียกว่างานนี้เชิญ "เซียน" ล... มีต่อ »
โดย Phoenix ความคิดเห็น (11)
สร้าง: พ. 12 ธ.ค. 2550 @ 13:44 แก้ไข: พ. 12 ธ.ค. 2550 @ 13:46 ขนาด: 20869 ไบต์ |
อ่าน: 819
![]() |
อัศวินติดเกราะ การเล่านิทาน (Storytelling) เป็นเครื่องมือการบริหารสมัยใหม่ ที่ “ เนียน น... มีต่อ »
โดย คนไร้กรอบ ความคิดเห็น (32)
สร้าง: ศ. 16 พ.ย. 2550 @ 22:30 แก้ไข: ส. 17 พ.ย. 2550 @ 17:22 ขนาด: 58896 ไบต์ |
อ่าน: 196
![]() |
The Theory U in Action (Observer's analysis-commentary edition) ตอนนั่งรถกลับจาก สปร ไปดอนเมืองกับ วฆ เราก็ได้สนทนาฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ มีการ review หนังสือกำลังภายในที่เคยอ่านกันมา นักประพันธ์ อาทิ นักเขียนปิศาจโกวเล้ง นักเขียนคงแก่เรียนอย่างกิมย้ง นักเขียนจินตนาการอย่างอึ้งเอ็ง (กระบ... มีต่อ »
โดย Phoenix ความคิดเห็น (1)
สร้าง: ส. 13 ต.ค. 2550 @ 09:48 แก้ไข: ส. 13 ต.ค. 2550 @ 10:06 ขนาด: 17654 ไบต์ |
อ่าน: 207
![]() |
Workshop สปร The Theory U in Action: (suddenly emerging!!!!) อ่านฉบับเต็มจากที่นี่ " The Emerging: An event we may or may not expect it, but it is surely spontaneous, inevitable, and so graceful ." by SS วันที่สอง เมื่อวานตอนเย็นเราวาง mode of life ลงไ... มีต่อ »
โดย Phoenix ความคิดเห็น (0)
สร้าง: ส. 13 ต.ค. 2550 @ 09:38 แก้ไข: ส. 13 ต.ค. 2550 @ 10:13 ขนาด: 23249 ไบต์ |
อ่าน: 346
![]() |
Open Mind, Open Heart, Open Will จากหนังสือเรื่อง Theory U ของ Otto Scharmer ได้มีการพูดถึงการเรียนรู้ที่แตกต่างจากวิธีเก่าๆในอดีต เพราะความจำเป็น ณ ปัจจุบัน และในอนาคตไว้น่าสนใจ ในอดีตนั้น เราเรียนของที่เกิดขึ้นมาแล้ว เรียนรู้ และเพื่อจะนำไปใช... มีต่อ »
โดย Phoenix ความคิดเห็น (4)
สร้าง: พ. 25 ก.ค. 2550 @ 11:57 แก้ไข: อ. 18 ธ.ค. 2550 @ 20:01 ขนาด: 21068 ไบต์ |
![]() |
ศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ มีคนบอกว่าผลิดบัณฑิตนั้น ก็อาจจะเหมือนโรงงาน คือต้องมองว่าลูกค้าต้องการอะไร ก็ผลิตออกมา ปรัชญาการตลาดยุคใหม่อาจจะเปลี่ยนเป็น ไม่ต้องสนมากนักก็ได้ว่าลูกค้าต้องการอะไร อยากผลิตอะไรก็ไปโฆษณาให้คนคิดว่านี่คือสิ่งจำเป็นในชีวิตก้ได้ เรียกว่าเป็น " อุปสงค์สร้าง หรือ ... มีต่อ »
โดย Phoenix ความคิดเห็น (4)
สร้าง: อา. 15 ก.ค. 2550 @ 11:03 แก้ไข: อ. 18 ธ.ค. 2550 @ 20:00 ขนาด: 13238 ไบต์ |
อ่าน: 190
![]() |
ทำอย่างไร ขึ้นยานแบบไม่ยอมลง!? เมื่อตอนบ่าย ณ ห้องไผ่ขจี โยดาบอกว่าคืนนี้จะว่าด้วย " ทำอย่างไร ขึ้นยานแบบไม่ยอมลง!? " ทำเอาบรรดาเด็กๆในห้องไผ่ขจีน้ำหูน้ำลายไหลกันยืดยาด ภาษา Ken Wilber ก็คือ ทำอย่างไรเราจะยก state of conscious ให้เปลียน stage นั่นเอง การได้สภาวะจิตนั้น เรา... มีต่อ »
โดย Phoenix ความคิดเห็น (0)
สร้าง: จ. 18 มิ.ย. 2550 @ 20:22 แก้ไข: อ. 19 มิ.ย. 2550 @ 15:47 ขนาด: 22791 ไบต์ |



คำสำคัญ: blindspot downloading seeing theory u wonder
สร้าง: อ. 25 มี.ค. 2551 @ 11:48 แก้ไข: อ. 25 มี.ค. 2551 @ 16:36 ขนาด: 26496 ไบต์
เขียนไว้ว่า
สิ่งสำคัญคือการมองเห็นความเป็นจริง
มนุษย์มีศักยภาพสูงมากในการดำรงอยู่ เพียงแต่ความไม่สมบูรณ์ดูจะเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติของมนุษย์ด้วย ความไม่สมบูรณ์นี้ดูจะไร้เหตุผล ทำไมเราถึงต้องมีความไม่สมบูรณ์ ทำไมเราไม่ถูกออกแบบมาให้สมบูรณ์แบบแต่แรก
คำถามนี้คงยากที่จะมีคำตอบที่เรียบง่าย หรือเข้าใจง่ายๆ
แต่ความไม่สมบูรณ์นี้เอง ที่เป็นตัว "ผลัก" ให้มีการก้าวไปข้างหน้า พัฒนา หรือเปลี่ยนแปลง ความไม่สมบูรณ์แฝงอยู่ในหัวข้อการเรียนรู้ของมนุษย์มาแต่ดึกดำบรรพ์ ทำให้เกิดจินตนาการ การสร้างสรรค์ และเกิด "คำถาม" เพราะมีคำถาม แปลว่ามีอะไรที่อยู่นอกเหนือจากความรู้ ความเข้าใจ หรือการสรุป ณ ปัจจุบันกาลอยู่
ถ้าหากเราไม่มีคำถาม แสดงว่าชีวิตเรานั้น feel content ดีมาก มีความพึงพอใจในอัตภาพ แต่กระนั้น นักคิด นักปรัชญา ที่ดำรงชีวิตด้วยความสันโดษ และสมถะ ก็ยัง "มีคำถาม" เพราะ คำถามนั้นเป็น WONDER ที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของมนุษย์มาโดยตลอด โสเครติส นักปรัชญากรีก ใช้กรรมวิธีถามตอบ สอนวิชาความรู้่ต่างๆมากมายให้สานุศิษย์ เพาะเลี้ยงให้เกิดความเชื่อมั่นว่า อันความรู้ต่างๆมากมายกว้างใหญ่ดั่งห้วงมหรรณพนั้น เราสามารถที่จะสำรวจ ใคร่ครวญ และตอบคำถามเหล่านั้นได้ โดยตัวเราเอง ขอเพียงเรา "หมั่นตั้งคำถาม" และในที่สุด คำถามที่ดี คำถามที่จะปลดปล่อยตัวเราให้หลุดพ้นจาก Realm ขั้นต่ำ ไปสู่อีก Realm หนึ่งจะผุดบังเกิดขึ้นเอง
ตอนเราเรียนหนังสือ มีการฟังบรรยายมากมาย ช่วงเวลานั้นก็ยังไม่น่าตื่นเต้นเท่ากับตอนที่ครูสร้าง "คำถาม" ขึ้น การฟังบรรยายแบบ passive เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ผุดบังเกิดในสมองเราเป็นลูกคลื่น แต่ยังไม่เกิด "action" ใดๆ จนกว่ารุนแรงเพียงพอที่เราจะตั้งคำถาม "เอ..... จริงอย่างที่พูดเหรอ?" หรือ "โอ้ โฮ มันเป็นขนาดนี้ทีเดียวเจียวหรือ?" ความอยากรู้ curiosity ของเราจึงจะ kick-in และก่อให้เกิดความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ตามมา การฟังบรรยายเฉยๆ ความรู้ยังไม่มีพลังที่จะ penetrate ทะลุทะลวงเข้าไปในเกราะแห่งการ assumption ของคนเราได้ จนกว่าจะเกิดคำถามที่ท้าทายความรู้เก่า (หรือเรายอมให้ความรู้เก่าของเราถูกท้าทาย)
ในบทความก่อนที่เล่าถึง CEO 4 คน ที่เต็มเปี่ยมด้วยพลัง มีวิสัยทัศน์ มีสายตามองการณ์ไกล และความมุ่งมั่น แต่ในที่สุดบริษัทก็ล้มเหลว แตกดับไป...... เพราะอะไร?
"เพราะอะไร?....." ก็เป็นคำถามที่สำคัญ และเราหวังว่า CEO ทั้งสี่คนนั้น จะมีโอกาสได้ทบทวนคำถามนี้ในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาด้วย
เป็นเพราะ Blindspot ที่แต่ละคนมี not recognize what you see, not saying what you think, not doing what you say และเหนืออื่นใดก็คือ not seeing what you do.
CEO ทั้งที่คนที่ประสบความล้มเหลว เพราะว่าไม่สามารถจะนำตัวพ้นจาก blindspot ได้ จึงยังคงทำอย่างที่เคยทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุกคนมองไม่เห็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจากการกระทำของตัวเอง
Seeing จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด
"Man knows himself only to the extent that he knows the world; he becomes aware of himself only within the world, and aware of the world only within himself.
Every object, well contemplated, opens up a new organ of perception within us."
Johann Wolfgang v. GoetheOtto Scharmer เคยแซวเดวิด โบห์มกับวิลเลียม ไอแซก ผู้คิดค้น Dialogue หรือ สุนทรียสนทนาที่ว่า การทำ dialogue นั้นเป็นศิลปแห่งการคิดด้วยกัน (thinking together) แต่ออตโตบอกว่าน่าจะพูดใหม่เป็น การทำ dialogue นั้นเป็นศิลปแห่งการทำให้เห็นไปด้วยกัน (seeing together) มากกว่า เพราะเราจะทำอะไรต่อไปนั้น มันขึ้นกับ "โลก" ที่เราเห็นจริงๆ
โลกของ CEO ทั้งสี่คน ทั้งๆที่เริ่ม collapse ถล่มทลายลงต่อหน้าต่อตา ก็ยังไม่มีผลต่อพฤติกรรม เพราะการที่ไม่สามารถมองเห็นได้ คนเรามีการ download การรับรู้มาตลอดเวลา ฉันเคยเห็นอย่างนี้ เข้าใจอย่างนี้ จู่ๆจะให้เปลี่ยนเป็นเห็นอย่างอื่นนั้น เป็นอะไรที่เป็นไปได้ยากมาก โดยไม่เกี่ยวกับความฉลาด หรือระดับความรู้แต่อย่างใด blindspot สามารถเป็นพยาธิสภาพของคนได้ทุกระดับชั้น
ออตโต ชาร์มเมอร์ได้เขียนไว้ในหนังสือ Theory U บทที่ 9 ว่าด้วยหลักสามประการที่จะช่วยป้องกันการ downloading ให้กลายเป็นการ seeing ให้ได้ หลักสามประการนี้คือ
Principles of How to Seeing
Clarify Question and Intent
ออตโต ได้เรียนรู้จากการสังเกตพฤติกรรมของนักวิทยาศาสตร์ นักคิด ชั้นเยี่ยมหลายคน อาทิ นักวิจัยสันติภาพ อย่าง Johan Galtung ทุกๆครั้งที่มีคนถามคำถามเขา โจฮานจะหยุดพูด และเขียนอะไรขยุกขยิกลงในสมุดบันทึกก่อนจะตอบคำถาม พอถามว่าเขาเขียนอะไรลงไป โจฮานตอบว่า "whenever he was asked an interesting new question - because otherwise he might forget this important input. Good questions, he said, are raw materials for making good science."
หรือมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ออตโต ทำงานกับนักออกแบบระดับอาวุโสของบริษัท IDEO ซึ่งเป็นบริษัทระดับแนวหน้าของโลก สิ่งที่ออตโตสังเกตพบก็คือ พวกนี้จะใช้เวลายาวนานมากเหลือเกินในช่วง "ก่อน" ที่โครงการแต่ละโครงการจะถูกลงมือทำจริงๆ มีครั้งหนึ่งผู้นำ IDEO อธิบายเรื่องนี้แก่ออตโตว่า "The quality of the creative design process is a function of the quality of the problem statement that defines your starting point." มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับ techcrat หรือ know-how ในการสร้างผลงาน master-piece แต่ขึ้นอยู่กับการตั้งคำถาม ตั้งประเด็น ที่ถูกต้อง ที่โดนหัวใจของเรื่องราวทั้งหมด ก่อนที่จะเริ่มลงมือทำงาน แม้แต่กับการทำงานสายวิทยาศาสตร์ การวิจัยอะไรที่สำคัญๆก็เช่นกัน การมี research question ที่ดีเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดว่าผลงานจะออกมาได้ดีระดับไหน
กระนั้นก็ตามที การมีคำถามที่ชัดเจน การมีเป้าหมายที่มาจากการใช้เวลาใคร่ครวญไตร่ตรอง ก็ยังสามารถดำเนินการไปแล้ว เกิดการเบี่ยงเบน off target ไปได้ในระหว่างทาง จะเห็นได้ว่าblindness นั้นผุดโผล่ได้ตลอดเวลา ฉะนั้น เรายังต้องมี Intention ที่มั่นคง มี Awareness ที่ชัดเจน ตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา
Move into the Contexts that Matter
การเรียนรู้เรื่องราวทีแท้ ยังแบ่งคุณภาพไปตามบริบทที่สำคัญๆต่อเรื่องนั้นๆ และบางครั้ง เราจำเป็นต้อง optimize condition หรืออีกนับหนึ่ง "บริบท context" เพื่อที่เราจะได้ "เห็น seeing" ปรากฏการณ์ที่ relevant ต่อคำถามของเราจริงๆ
วันหนึ่ง ณ กรุงเบอร์ลินตะวันออก หลังจากที่ Galtung เดินทางไปทำการศึกษาความเป็นไปในยุโรปตะวันออกอย่างละเอียด จนในที่สุดวันหนึ่ง เขามาหาออตโต แล้วก็พยากรณ์ว่าเยอรมันตะวันออกจะสิ้นสลายลงในไม่ช้า ภายในปลายปี 1989 ซึ่งเป็นการพยากรณ์ที่หาญกล้ามาก ไม่มีใครเคยพูดถึง possibility เช่นนี้เลยในวงการใดๆก็ตาม อีกเพียงอาทิตย์เดียวถัดมา กำแพงเบอร์ลินก็ถูกพังทลายลงมา นำไปสู่การสิ้นสุดของเยอรมันตะวันออกอย่างถาวร
ทำไมนักสังคมศาสตร์ทั่วๆไปถึงมองไม่เห็น พยากรณ์ไม่ออก? ออตโตถามตัวเองด้วยความแปลกใจ เพราะเขาเองก็อาศัยอยู่ในเยอรมัน อนาคตที่ผุดกำเนิดอยู่เบื้องหน้า แต่ Galtung มองเห็น ต่อมาออตโต จึงเข้าใจ เพราะกาลตุงได้เดินทางไปศึกษาในพื้นทีีจริงๆ มองเห็นภาพรวม ทีผู้คนที่อาศัยอยู่แต่เฉพาะจุดของตัวเอง ไม่สามารถจะเชื่อมโยงบริบทต่างๆเข้าด้วยกันได้ แต่ละคนเห็นแต่ jigsaw ย่อยๆ หารู้ไม่ว่าเมื่อนำมาประกอบเป็นภาพใหญ่ เป็นภาพ Mosaic ใหญ่ นั้นคือการสิ้นสลายของอาณาจักรที่กำลังเกิดขึ้น
เรื่องนี้ก็เหมือนกับเรื่อง The Upper Cat ที่กล่าวถึงไปแล้ว การมองเห็น (seeing) อย่างแท้จริงนั้น ต้องลงไปคลุกคลี ใช้ชีวิต กับบริบทนั้นจริงๆ การแค่ "มองเห็น" ด้วยลูกตา โดนตัวไม่ได้สัมผัส จะไม่เกิดการเรียนรู้อะไรเลย ตายังบอด ยังไม่ได้พัฒนาขึ้นมาได้ เหมือนคนจำนวนมากในเยอรมัน หรือในโลก ณ ขณะนั้น ไม่สามารถพยากรณ์ เห็นการล่มสลายของสังคมที่กำลังผุดปรากฏ การแก้ปัญหาโดยการ outsource การปฏิบัติการตรงของบริษัทหรือองค์กร ก็เท่ากับการสมัครใจเป็นแมวตัวบน แล้วอ่านรายงานที่เขียนขึ้นมาโดยคิดว่าเราจะได้ seeing จริงๆ แต่ไม่ใช่เลย คนเราจะแก้ปัญหาได้จริงๆ เราต้อง "ลงไปคลุกคลี ใช้ชีวิต กับปัญหานั้นๆ เราจึงสามารถเข้าถึงรากแห่งปัญหา และเกิดความสามารถในการแก้ปัญหาได้"
Suspend Judgment and Connect to Wonder
ชาร์ล ดาร์วินเป็นนักวิทยาศาสตร์อีกท่านหนึ่ง ที่ออตโตชื่นชม และดาร์วินก็มีอุปนิสัยเดียวกับ Galtung คือ เป็นคนนักบันทึก
ออตโตตั้งข้อสังเกตว่าคนเรามีแนวโน้มจะอธิบายเข้าข้างตนเอง และ ignore อะไรที่ไปเข้าตรงกับทฤษฎีเก่าๆ สมมติฐานเก่าๆ ชาร์ล ดาร์วินรู้ดีในธรรมชาติของมนุษย์ตรงนี้ ถ้าเขาไม่รีบจดบันทึก สิ่งที่เขาเห็น ได้ยิน ได้ฟัง ทุกอย่างไว้ก่อน สิ่งแปลกๆใหม่ๆที่ผ่านเข้ามา จะถูก Normalized ให้กลายเป็นของไม่แปลก ให้กลายเป็นของเก่า กลายเป็นไม่มีอะไร ไปได้อย่างง่ายดาย ด้วย Power of voice of judgment นั่นเอง
เมื่อปลดแอกของความคุ้นเคยเก่าที่เราจะด่วนตัดสินไปแล้ว เราก็จะอาศัยอยูในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง"Wonder is about noticing that there is a world beyond our patterns of downloading" ความตื่นตาตื่นใจ สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นเมื่อเราตั้งการยอมรับของเราไว้ก่อนว่า โลกนี้แท้ที่จริงแล้วมีอะไรมากมายนอกเหนือจากที่เราเคยรู้ เคยคิด เคยเข้าใจว่าถูกต้อง ที่จริงเราเคยมีคสามสามรถที่จะเข้าถึง wonder world ได้ตลอดเวลา นั่นคือตอนที่เราเป็นเด็กนั่นเอง ความหัศจรรย์เป็นอารมณ์ของเด็กที่พระเจ้าสร้างสรรค์เพื่อการเรียนรู้ เด็กจะเกิดความกระตือรือร้นถึงที่สุด เพราะเขาเห็นทุกสิ่งทุกอย่างแปลกใหม่ ไม่ซ้ำซากจำเจ เอาบล๊อกมาซ้อน พังลงไปใหม่ ทำซ้ำได้หลายสิบ หลายร้อยครั้ง เพราะเขาเห็นความแปลกใหม่เกิดขึ้น (ไม่เหมือนพ่อแม่ผู้ใหญ่ ที่คอยจะบอกว่า "พอเสียทีเถอะ หนวกหู ทำอะไรซ้ำๆซากๆอยู่ได้)
ออตโตตั้งข้อสังเกตว่า ในบรรดาคนที่เขารู้จักนั้น คนที่มีความรู้ลึกซึ้งเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะสาขาใดก็ตาม โอกาสสูงมากที่คนๆนั้นจะมีความสามารถในการหล่อเลี้ยงความรู้สึก "มหัศจรรย์" นี้อยู่ในตัวเอง ส่วนคนที่สนใจอะไรเพียงตื้นๆ ผิวเผิน ขี้เบื่อ น้อยมากที่จะเกิดความเข้าใจอะไรได้ลึกซึ้ง
ฺJack Whalen อยู่ที่บริษัท Xerox PARC เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่อง knowledge communities และ ethnographic observation ถูก otto ถามว่าอะไรเป็นความรู้เชิงปฏิบัติที่เขาถือว่าสำคัญที่สุด ที่นำมาใช้กับตัวเอง Jack ตอบว่า "Building relationships with people and cultivating a deep interest in other scientific disciplines." และเติมต่อไปว่า "And wonderment. Essentially what I do is to develop a discipline of endless wonderment. Oh, look look at this world!!."
ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะย้อนกลับไปที่ Goethe กล่าวไว้ โลกของเราจะสวยสด งดงาม น่าตื่นตาตื่นใจแค่ไหน มันเป็นสมดุลของ Internal World และ External World นั้นเอง ที่เราจะพัฒนา "อวัยวะใหม่" ออกมาได้ รับรู้อะไรใหม่ๆ ที่ต่างจากที่เคย download มาก่อน
"The Success of an Intervention depends on the Interior condition of the Intervenor."
William O'Brien, former CEO of the Hanover Insurance Company
คำสำคัญ: blindspot downloading seeing theory u wonder
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
อีเมลติดต่อ
4 Barriers to Learning and Change
ทฤษฎีตัวยู (Theory U) ของออตโต ชาร์มเมอร์ให้ความสำคัญกับ ประสบการณ์ การนำมาคิดใคร่ครวญ และการเชื่อมโยงมากๆ และอธิบายกลไกของพยาธิกำเนิด ในการที่เราจะใช้ชีวิตอยูาภายใต้อิทธิพลของ "จุดบอด" (Blindspot) ได้ โดยใช้ Diagramme ง่ายๆ 4 quadrants คือ 4 Barriers to Learning and Change
Think
See
not to recognize what we see
ไม่ตระหนักสิ่งที่เราประสบ
not to say what we think
ไม่พูดสิ่งที่เราคิด
Say
not to see what we do
ไม่เห็นสิ่งที่เราได้ทำลงไป
not to do what we say
ไม่ทำสิ่งที่เราพูด
Do
คำสำคัญ: learning and change otto scharmer theory u 4 barriers จิตตปัญญาเวชศึกษา
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
อีเมลติดต่อ
ผู้นำสี่ทิศ
เรื่องนี้เคยสร้างความพัวพัน หรือความเกี่ยวพัน ต่อเนื่อง เชื่อมโยง ตอนเขียนบทความเรื่อง Learning Styles คราวนี้จะขอเล่าจากมุมมองด้านนี้บ้าง
ปรัชญาอินเดียนแดง มักจะมีความเชื่อมโยง ความสัมพันธ์กับธรรมชาติเสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นผืนแผ่นดิน แม่น้ำ ภูเขา และอะไรก็คงจะไม่ represent life ได้ดีไปกว่าสัตว์พันธุ์ต่างๆในธรรมชาติ เมื่อมาถึงการบอกเล่าอุปนิสัยใจคอ คุณลักษณะต่างๆของคน
ผู้นำสี่ทิศ
ทิศเหนือ กระทิง ธาตุไฟ
ทิศใต้ หนู ธาตุน้ำ
ทิศตะวันออก อินทรีย์ ธาตุลม
ทิศตะวันตก หมี ธาตุดิน
ทิศเหนือ กระทิง ธาตุไฟ
เราอาจจะคุ้นเคยกับผู้นำธาตุไฟนี้ คนที่มี determination ความมุ่งมั่น ตั้งใจ และเด็ดขาดในการทำงานให้สำเร็จลุล่วงให้ได้ เปรียบเสมือนกระ ทิง เมื่อมองเห็น วางเป้า เรียบร้อย ก็ก้มศีรษะวิ่งตะลุยเข้าชน ไม่มีอ้อมค้อม ไม่มีถอย ไม่ต้องลังเลคิดอะไรต่อไปมากมาย เป็นคนที่ไม่ค่อยจะยอม ไม่ออมชอม ใช้คนไม่ลังเล ตัดสินใจแน่นอน พลังงานล้นเหลือ เหลือเฟือ แผ่ซ่านให้คนรอบข้าง
อุปนิสัยนี้ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เดินๆ วิ่งๆไป จะเกิด casualties ระหว่างทาง เป็นผู้นำที่ลูกน้อง "เกรง" มากกว่า "รัก" จะทำงานใหญ่ มันก็จะต้องมี acceptable corpse ระหว่างทางกันบ้างสิ
ถ้าทีมแข็งแกร่ง บวกผู้นำธาตุกระทิง ก็จะวิ่งโลด KPI ทะลุแล้วทะลุอีก ไม่เคยประสบปัญหาพลังงาน แต่อาจจะมีปัญหาเรื่อง harmony ของคนแทน ถ้าคนที่ชอบการลงแส้ ทำงาน under-pressure ก็คงจะเป้นขุนพลที่ดีของกระทิงได้แนบเนียน
ทิศใต้ หนู ธาตุน้ำ
ทิศตรงกันข้ามกับกระทิง เป็นอะไรที่ค่อนข้างจะ "ตรงกันข้าม" ทีเดียว หนูเป็น rodent ชอบอยู่ในรู หนูธาตุน้ำ ก็จะมีความไหลลื่น ล่องลอย หนูจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องอารมณ์ ความรู้สึก ทั้ง sensitive เป็นพิเศษ เน้นการดูแลเอาใจใส่
ลูกน้องจะมีความสนิทสนม ไว้ใจ และ "รัก" ผู้นำหนูธาตุน้ำ เพราะใจอารี ไม่ค่อยมี demanding มาก เน้น harmony ในการทำงาน ความปรองดองและสันติเป็น virtue ใน office ของหนู หนูจะไม่ค่อยมี demanding มาก ไม่ค่อยจะขอโน่น ขอนี่ ที่จริงการเอ่ยปากขอโน่น ขอนี่ เป็นอะไรที่หนูจะตื่นเต้นมากๆ และน้อยครั้งจะหักใจทำจนสำเร็จ ต้องตั้งท่า ตั้งทางเป็นเวลานาน ไม่ชอบ confrontation
ผู้นำหนูจะไม่ค่อยลงแส้ เฆี่ยนลูกน้อง ตรงกันข้ามจะเต็มไปด้วยมธุรสวาจา ความเห็นอกเห็นใจ เอาใจใส่ดูแล ต้องระวังการเข้าใจผิด (หรือ "ถูก") ว่าเป็นผู้นำที่แหย ถ้าผู้นำหนูที่แข็งแกร่ง มีความมั่นใจในตนเอง ก็อาจจะออกกลายเป็นผู้นำที่อบอุ่น มีรังสีความเป็นมิตรแผ่ซ่านออกมา
ทิศตะวันออก อินทรีย์ ธาตุลม
พญาอินทรีย์บินอยู่เหนือฟากฟ้า ภาษิตจีนมีว่า "มังกรเทพยดาไร้ร่องรอย เห็นหางมิเห็นหัว" เป็นจอมออกแบบโครงการ เจ้าความคิด คิดเร็ว ทำเร็ว เพราะความเป็นธาตุลม และก็ทำให้เป็นธาตุที่จับต้องยาก เป็นนามธรรม มองเห็นความเชื่อมโยงที่คนอื่นมองไม่เห็น ด้วยความที่บินสูง บินไกล จึงสามารถมองเห็น ความเชื่อมโยงระยะห่าง ได้อย่างมาก ตรงนี้เองบางคนให้เป็นเหตุผลว่าทำไมจึงมี vision มี mission ที่กว้างไกลมาก เพราะการบินอยู่บนที่สูง ก็จะมองเห็นความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งที่ได้ดียิ่งขึ้น
อินทรีย์อาจจะไม่ค่อยชอบ landing ลงมาที่พื้นบ่อยนัก แต่ก็จำเป็นต้องลงมาเติมน้ำมัน เติมน้ำท่าให้พร้อม ที่แน่ๆก็คือทั้งเผ่ายังไม่คิดว่าการย้ายภูมิลำเนาจะเป็นอะไรที่ใกล้ตัวเท่าไร (how much they are so wrong!!) การที่ไม่ชอบลง landing ก็เพราะ อินทรีย์จะชอบอยู่ในที่ที่ inspire ผู้คน อยู่ในที่ที่มองเห็นความสัมพันธ์ของตนเอง ของสิ่งที่ได้ทำ ค่อยๆปรากฏผลสะท้อนต่อผู้อื่น ต่อคนรอบข้าง ต่อ ฯลฯ
ตรงนี้เองผู้นำอินทรีย์อาจจะดูห่างเหินจากลูกน้อง เพราะแกบินลงมาเกาะๆ สั่งๆ แล้วก็ วูบ! ไปอีกแล้ว ไปดูแลที่อื่นๆ ดูๆบางคนอาจจะคิดว่าจับจด แต่เนื่องจากการมองไกลและเห็นความเชื่อมโยง แกก็จะเห็นความจำเป็นที่ต้องไปสาวตรงโน้น ดึงตรงนั้น ไปพร้อมๆกับตรงนี้ด้วย เพราะมัน เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน
ทิศตะวันตก หมี ธาตุดิน
ครับ ผู้นำ ผู้ปฏิบัติที่แท้จริง หมีจะเป็นผู้จัดการที่มีประสิทธิภาพ จะใช้คำว่า "BY THE BOOK" มาบรรยายก็ได้ หมีจะไม่ชอบความเปลี่ยนแปลงวูบวาบแบบอินทรีย์ (ดังนั้นจึงอยู่ทิศตรงกันข้ามกัน) จะเน้นที่ รายละเอียด รายละเอียด รายละเอียด เป็น micromanagement ชนิด step by step, person to person, bit by bit มีความคงเส้นคงวาสูงมาก ลูกน้องที่เข้าใจจะทำงานด้วยได้อย่างมี preditability สูงมาก ตรงต่อเวลา ตรงต่อ schedule และตรงต่อ protocol
ข้อเสียของหมีก็แฝงอยู่จุดแข็งของตนเองได้ เพราะหมีขาดความ flexible และมีแนวโน้มจะใช้ เทปม้วนเก่า ซึ่งตกอยู่ใน mode ปกป้องของฐานความคิดได้ค่อนข้างมาก งานอะไรที่เป็น routine หมีจะทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ ถี่ถ้วน แต่ถ้าเริ่มมี "สถานการณ์" มาต้อง solve ก็ยัง OK ตราบใดที่มี protocol รองรับ แต่ถ้าเป็นอะไรที่ "สด" มากๆ จะเริ่มติด และ frustrated ทันที
คำสำคัญ: อินทรีย์ หมี หนู ผู้นำสี่ทิศ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุน้ำ ธาตุดิน กระทิง
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
อีเมลติดต่อ
Learning Styles 2
วิธีใช้
การนำเอา Learning Styles มาดัดแปลงใช้นั้นมีมากมาย ผมไม่อยากจะให้คิดมากนักเวลาที่เราจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ผมคิดว่าถ้าเราใช้วินิจพิจารณญานกันแล้ว น่าจะ do no harm, น่าจะ wholesome ก็ลองกันเลย (เหมือนกับว่าถ้าจะสอนจริยธรรม ก็ไม่ต้องรอ evidence-based ก่อนว่าจะสอนดีไม่ดี ให้สอนไปเลย)
การที่นักศึกษารู้จุดอ่อน จุดแข็งของตนเองนั้นเป็นเรื่องที่ดีอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว และการที่เข้าใจในตัวเพื่อนๆคนรอบข้างมากขึ้น ยิ่งดีขึ้นไปอีก เราลองมาพิจารณาดูแต่ละ type ของ learning style ดูว่า เขาเป็นคนอย่างไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เราจะทำให้เขามีความสุขมากขึ้นได้ไหม
Concrete Sequential (CS)
Abstract Sequential (AS)
Abstract Random (AR)
Concrete Random (CR)
ปกติในกลุ่มทำงาน เราก็จะมีบุคลิกลักษณะต่างๆข้างต้นปนไปปนมา และในคนๆหนึ่งก็อาจจะมี traits หลายๆอย่างปนกันก็ได้ และทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตาม development หรืองานของแต่ละคน บางคนตอนทำงานก็จะไม่ได้ใช้ "ความถนัด" แต่ใช้ตาม "ความจำเป็น" แทน ดังนั้น learning style อาจจะไปออกตอนงานอดิเรกแทนก็มี
หลักการใช้อาจจะแค่ รู้เขา รู้เรา ก็ทำให้มีความสุขขึ้นมาได้บ้าง เช่น อ๋อ หมอนี่พูดเรื่อยเปื่อย คนเป็น AR อาจจะพูดอะไรที่เกี่ยวข้องแต่เราฟังไม่รู้เรื่อง (เพราะเราเป็น CS นั้นเอง) หรือถ้าจะให้ใครเชื่อมโยงก็ต้องถาม AS และ AS เองพุดอะไรไปก็จะเริ่มสังเกตสีหน้าท่าทางของเพือนหนูๆ หรือ AR ว่าเริ่มเกิด emotional breakdown ไปบ้างหรือยัง เมื่อไหร่กลุ่มอยู่ใน chaos มากๆ ก็อาจจะถึงเวลาผู้นำหมี หรือ CS มา take over และ get job done แล้วก็ได้
คำสำคัญ: ar as cr cs learning styles กระทิง หนู หมี อินทรีย์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
อีเมลติดต่อ
Children with no Wonder and the Upper Cat
การเรียนรู้มีสองแบบ แบบที่หนึ่ง เป็นแบบที่พวกเราคุ้นเคยเป็นอย่างดี คือ การเรียนรู้จากเรื่องราวที่ผ่านไปในอดีต หวังว่าเราจะนำความรู้ที่ว่านี้ มาจัดการกับเหตุการณ์ที่กำลังผ่านเข้ามาในปัจจุบันและในอนาคตข้างหน้า ความรู้เช่นนี้เราได้พึ่งพามาโดยตลอด มนุษย์ใช้ความรู้ที่ว่าเป็นฐานในการสร้างจินตนาการ สร้างความคิด ริเรื่มสิ่งใหม่ๆต่อยอดออกไป
สาเหตุที่เรายัง OK (ในอดีต) ก็เพราะอดีตและปัจจุบัน และปัจจุบันกับอนาคตที่ผ่านมา ไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก สิ่งที่เราพยากรณ์จากข้อมูลเก่า ยัง "พอใช้ได้"
จนกระทั่ง โดยเราไม่รู้ตัว การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เริ่ม "เร่ง" ขี้นด้วยความเร็วสูงขึ้นๆ อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในอดีต มีการเปลี่ยนแปลงระดับมหภาค 3 ประการที่ควรค่าแก่การพิจารณาใหม่ ถึงระบบการคิดของมนุษย์ได้แก่ 1) Rise of Global Economy 2) Emergence of Social Network และที่สำคัญคือ การผุดกำเนิดของ 3) New collective and individual consciousness
สิ่งสำคัญที่อยู่ในกระบวนทัศน์การเรียนรู้ในระบบเก่าคือ Blindspot ที่ปัจเจกบุคคล ระบบ หรือสังคม ยาก หรือ แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะมองเห็น
อะไรก็ตามที่ผุดกำเนิดมาจาก blindspot จิตที่ไม่มองเห็นจุดบอด ก็จะแปลกใจ และไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับอุบัติการณ์ใหม่นี้เลย
ตัวอย่างเช่น
The 4 Barriers of Learning Organization
Series ของการล่มสลายของบริษัทขนาดยักษ์แห่งหนึ่ง ซึ่งใช้เวลานับ decades
CEO คนที่หนึ่ง เป็น old style ที่ห้าม "ใครเดินออกนอกไลน์" ใครที่พูดจาอะไรที่หมิ่นเหม่ต่อชื่อเสียงของบริษัท ก็จะถูกโยน tantrum ใส่ทันที เป็น CEO ที่เชื่อในความคิด "ของตนเอง" อย่างสุดๆ และ authority ของเป็นอะไรที่ห้าม discuss แตะต้อง
CEO คนที่สอง เปลี่ยน style นิดหน่อย เป็นประเภท dictator หรือ จักรพรรดิจีนเลย bottom line is "your job is to protect company" ในขณะที่ CEO คนแรก คุณยังพอพูดอะไรที่ไม่เข้าหูแกได้ อย่างมากก็โดนด่า แต่สำหรับคนนี้ คุณถูกไล่ออก on the spot
CEO คนที่สาม เปลียน style ใหม่ พูดจากับลูกน้องมากขึ้น แต่เชื่อคนที่ปรึกษาวงในอยู่ไม่กี่คน และยังไม่มองเห็นว่าจริงๆเขาทำเพื่อใครกันแน่ เวลาสินค้ามีปัญหา CEO คนนี้จะไม่ยอมให้ข้อมูลคนนอก หรือหนังสือพิมพ์
CEO คนสุดท้าย (ก่อนเจ๊ง) มาถึงก็มี project มากมาย หลายสิบโครงการ จะทำ company reengineering พอเห็นปริมาณโครงการทั้งหมด ลูกน้องบางคนก็เริ่มเชื่อว่าไม่มีทางทำได้ บางคนก็ยอมทุ่มเททำให้ แต่สุดท้าย ก็เป็นแค่ พูด พูด พูด แต่ไม่ทำ คนที่ลงทุนลงแรงก็เหนือยเปล่า ท้อแท้หมดกำลังใจ คนที่อยู่รอดกลายเป็นคนที่งอมืองอเท้า เพราะรู้ว่าทำไป ก็ไม่มี backup
ทั้งสี่คน เรียกว่ามี blindspot กันคนละจุด สำหรับ CEO คนแรก ที่เชื่อตัวเองมาก ไม่ยอมดู data หรือฟังคนอื่นนั้น เรียกว่า Not recognize what you see คือไม่ยอมรับความจริง ไม่ใช้ data ในการบริหาร
CEO คนที่สอง ที่ชอบไล่ลูกน้องออก ก็จะสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบใหม่ คือ ไม่มีใครพูดตรงๆ หรือให้คำแนะนำในการแก้ไขปัญหาอีกต่อไป เป็น Not say what you think ซึ่งบริษัทแบบนี้ มีการประชุมก็เหมือนไม่มี เพราะในที่ประชุม จะเป็นการสนทนาระดับที่หนึ่งแค่นั้น ที่เกิดขึ้นจริงๆ จะเป็นแอบคุยกันข้างนอกที่ประชุม
CEO คนที่สี่ คือคนที่ Not do what you say คือเจ้าโปรเจค แต่ไม่ยอม backup หรือติดตามสิ่งที่ตนเองบอกว่าจะทำ เป็นประเภททฤษฎีเยอะ แต่ lose touch of what is going on
CEO ทั้งสี่คน มีปัญหาเหมือนกันอีกแบบคือ Not see what you do เป็น blindspot ที่ทำให้คนยังทำอะไรในส่ิงที่ตนเองเคยทำไปเรื่อยๆ หวังว่าสถานการณ์คงจะดีขึ้นเองสักวันหนึ่ง
คนเราทุกคนมี blindspot ที่ยากจะมองเห็น (ถ้าเห็น ก็คงไม่ได้เป็น blindspot แต่เริ่มแรก) ข้อที่น่าคำนึงก็คือ พฤติกรรมของคนเรานั่น ผลักดันมากจาก "ที่มา" (The Source) ลึกๆของเรา บางครั้งถ้า blindspot ม่เกี่ยวพันกับพฤติกรรม ก็จะอันตราย และก่อให้เกิดผลเสียได้ เพราะเราจะไม่คิดว่ามาจาก blindspot แต่จะมาจากสาเหตุอื่นๆ และไปแก้ไขที่ผิดตำแหน่ง เหมือนอย่างที่ CEO ทั้งสี่คน ที่ทำงานที่ผลักดันออกมาจาก blindspot แต่ CEO แต่ละคน ไม่ได้คิดหรอกว่ามีอะไรผิด คนแรกก็จะบอกว่าเขาเป็นคนมั่นใจในตัวเอง และเก่งกล้าสามารถ (ไม่งั้นจะมาได้อยู่ตำแหน่งนี่เรอะ) คนที่สองก็จะบอกว่าเขาคิดเผื่อองค์กร ถ้าปล่อยให้ใครพูดอะไรก็ได้ องค์กรก็จะล่มสลาย คนที่สามก็จะบอกว่าที่เขาทำก็เพราะเพื่อองค์กรเช่นกัน คนที่สี่อาจจะบอกว่า ก็เพียงแค่มีคนทำงาน อย่างที่เขาบอกทุกอย่าง ก็จะไม่มีปัญหาอะไร
ฺBlindspots ต้องอาศัยทั้ง Open Mind, Open Heart และ Open Will
และอาศัยการเรียนรู้แบบที่สอง คือ การเรียนรู้อนาคต ณ จุดที่กำลังผุดกำเนิด (Leading from the Future as It Emerges) ตามทฤษฎี Theory U ของ Otto Scharmer
เดี๋ยวนี้ ด้วยการบริหารแบบเก่า การบริหารที่เชื่อใน "expertise system" ทำให้คนเรามองหาทางแก้ปัญหาแบบ "ไม่ได้ลงมือ" ทำเอง แต่ขอความช่วยเหลือ มีการว่าจ้างบริษัทผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเข้ามาประเมิน และหาทางแก้ไขปัญหาต่างๆของบริษัท
มีการทดลองที่โหดร้ายชิ้นหนึ่ง ที่ฟรานซิสโก วาเรลาเล่าให้ออตโต ชาร์มเมอร์ฟัง เรืองของ The Two Kitten and the Upper Cat
ลูกแมวเมื่อเกิดใหม่ๆ จะยังไม่ลืมตาอยู่สองสามวัน ในการทดลองนี้ เขาจะเอาลูกแมวเกิดใหม่มาจับมัดไว้ด้วยกัน ในลักษณะที่ตัวนึงอยู่ล่าง เดินไปเดินมาได้ อีกตัวหนึ่งถูกผูกติดไว้ที่หลัง และจะถูกป้อนข้าว ป้อนน้ำ ป้อนอาหาร
ผ่านไปไม่กี่วัน แมวตัวล่างก็จะเริ่มลืมตา และเดินไปมา วิ่งไปมา หาอาหาร ได้ป้อนน้ำ ป้อน ฯลฯ ทุกอย่าง แมวตัวล่างที่เดินไปเดินมาเองนี้ มีพัฒนาการที่ปกติเหมือนแมวธรรมดาทุกประการ แต่ในขณะที่แมวตัวบน ถึงแม้ว่าจะถูกพาไปที่่ต่างๆทุกที่ ตามที่แมวตัวล่างวิ่งไป และได้รับการป้อนอาหารเหมือนกัน เมื่อปลดแมวตัวบนลงมา ปรากฏว่าแมวตัวบนตามองไม่เห็น หรือตาแทบจะมองอะไรไม่เห็นเลย
เป็น evidence ว่า "การเห็น" นั้น เป็นการรับรู้ที่เป็นองค์รวม ที่ต้อง "ลงมือ" มีประสบการณ์ด้วยตนเอง จีงจะเกิดการพัฒนาของสมองได้อย่างครบวงจร และเติบโตตามปกติ
ถึงแม้ว่าบริษัทและคน จะไม่เหมือนแมวทีเดียว แต่เราเหมือนกับว่าสามารถสังเกตอะไรร่วมกันได้บ้างจากเรื่องราวเหล่านี้?
การที่บริษัทจ้างมานั้น ก็เปรียบเสมือนแมวตัวล่าง ที่ทำหน้าที่เป็นหู เป็นตา ให้กับบริษัทที่ว่าจ้างนั่นเอง ถ้าหากบริษัทที่ว่าจ้าง ไม่ได้ลงมือไปทำความเข้าใจ และศึกษาด้วยตนเอง ถึงแม้ว่าจะได้ report ออกมาละเอียดละออเพียงใด ก็จะยัง lose touvh ทีแท้จริงจากปัญหา blindspot ของสาเหตุต่างๆ ยังอยู่ แม้ว่าตัวปัญหาปลายเหตุ จะถูกค้นพบ และแก้ไขไปได้ก็ตาม The Source หรือ Blindspot ที่ไม่ได้ถูกแก้ไข ก็จะก่อให้เกิดปัญหาในรูปแบบต่างๆขึ้นมาใหม่ในอนาคตแน่นอน เหมือนแมวตัวบนที่ตาบอด ต้องพึ่งพาคนนอกตลอดไป
การเรียนรู้ด้วยการลงมือกระทำนั้นสำคัญมาก สมองคนเราต้องการสิ่งเร้าที่ซับซ้อน เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสูง ที่ถูกให้เครื่องมือมากมายในการพัฒนาตนเอง และมีศักยภาพในการเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ
เหมือนกับการเรียนรู้ของเด็ก
การเรียนรู้ของเด็ก เป็นตัวอย่างที่ดีของสมองที่ถูกออกแบบมาให้เรียนของมนุษย์ เด็กจะเต็มไปด้วย curiosity ความอยากรู้อยากเห็น และความอยากรู้อยากเห็นของเด็กเมื่อได้รับการเติม ก็จะก่อให้เกิดความตื่นเต้น ดีใจ ปีิติ อย่างจริงใจ เด็กพร้อมที่จะทำ ทำ ทำ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อพิสูจน์สิ่งที่เขากำลังเรียน เด็กๆจะชอบของใหม่ๆ เหตุการณ์ที่ทำให้ประหลาดใจ ตื่นตาตื่นใจ
Children need Wonder
เด็กๆเรียนเพราะต้องการความประหลาดใจ ต้องการสิ่งใหม่ ที่ไม่เคยรู้มาก่อน ต้องการอนาคตที่ไม่ซ้ำซากจำเจ
ถ้าหากเด็กๆเจริญเติบโตมาในที่ที่ไม่มีความประหลาดใจเลย จะเป็นเช่นไร (Children with No Wonder) ก็จะเสมือนกับการปลูกต้นไม้ ที่ปราศจากน้ำหล่อเลี้ยง เพราะจะเป็นการทำลาย Nature of Learning ของเด็กไปอย่างโหดเหี้ยมทารุณ
บ้านที่สอนเด็กโดยปราศจากนิทาน เทพนิยาย เหมือนโตในโรงทหาร ก็จะริดรอนการเรียนรู้ของเด็ก หรือ force ให้เด็กไปแสวงหาความตื่นเต้นในรูปแบบของเขาเอง อาจจะเป็นการทรมานสัตว์เลี้ยง จับมดมาเผา จับแมลงปอมาเด็ดหาง ทดลองอะไรแปลกๆในบ้าน
ที่ประเทศอังกฤษ เคยมีคดีพี่เอาน้องเล็กๆไปลองใส่ในเครื่องปั่นผ้าซัก เป็นการสูญเสียที่สะเทือนใจ และสะเทือนขวัญคนทั้งเมือง เพราะธรรมชาติในการเรียนรู้ของเด็กนั้น อยู่ในสัณชาติญาณ และต้องการดูแลอย่างใกล้ชิด
แต่ถ้าหากเราสามารถหล่อเลี้ยงธรรมชาติแห่งการเรียนรู้นีได้ เราก็จะมีเด็ก ที่โตเป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับอนาคตที่ไม่แน่นอน มองไม่เห็น สามารถหลุดพ้นจากชีวิตตาม guideline ตาม rules ตามกฏระเบียบของโบราณเก่าๆ และเห็นโลกแห่งความเป็นไปได้ที่สวยงาม น่าตื่นเต้น
เป็น Wonder Boy ตลอดไป
คำสำคัญ: children francisco valera no wonder upper cat
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
อีเมลติดต่อ
Open Mind, Open Heart, Open Will
จากหนังสือเรื่อง Theory U ของ Otto Scharmer ได้มีการพูดถึงการเรียนรู้ที่แตกต่างจากวิธีเก่าๆในอดีต เพราะความจำเป็น ณ ปัจจุบัน และในอนาคตไว้น่าสนใจ
ในอดีตนั้น เราเรียนของที่เกิดขึ้นมาแล้ว เรียนรู้ และเพื่อจะนำไปใช้สำหรับของที่กำลังเกิดอยู่ หรือจะเกิดในอนาคต ซึ่งก็ประสบความสำเร็จมากพอสมควร แต่ ณ ปรัตยุบันกาล ปรากฏว่า "อนาคต" นั้น เริ่มมี "ความต่าง" จากอดีตมากขึ้น
คนที่อ่านวารสารการแพทย์บ่อยๆ อาจจะสังเกตพบว่าเดี๋ยวนี้ มันมีอะไรที่ break-through เกิดขึ้นในอัตราที่สูงมาก แต่ก่อนหัวข้อTOPIC สำคัญๆ มักจะมี review กัน ทุกสองสามปี หรืออย่างมากปีละครั้ง ปรากฏว่าเรื่องบางเรื่องในขณะนี้ มีการ review ทุก 6 เดือนก็มี และไม่ใช่เพราะสำนักพิมพ์อยากทำ แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ "ความจำเป็นต้องทำ" เนื่องจากมีการขยับองค์ความรู้ใน scale ที่ใหญ่
Otto Scharmer จึงได้เสนอวิธีการเรียนรู้ที่ชี้นำของ "อนาคต" ณ ขณะที่กำลังจะเกิด แทน (Leading from the Future as It Emerges)
ถ้าจะเปรียบเป็นการศึกษาศิลปินกำลังระบายรูปบนผืนผ้าใบ ในอดีต เรามีการนำเอาผลงานมาศึกษาโดยละเอียด ฝีแปรง พู่กัน น้ำ น้ำมัน ชอล์ก การให้แสง การให้ความหมาย นี่เป็นการเรียนWhat did he do?
ต่อมาเริ่มมีการศึกษาขณะที่ศิลปินกำลังทำงาน ศึกษาการใช้เครื่องมือ ศึกษาการลงน้ำหนัก การลงสี การเลือก การทำ นี่กลายเป็นการเรียน How did he do it?
เสมือนกับการศึกษาว่า ณ ค่อหน้าผืนผ้าใบอันว่างเปล่านั้น อะไรเกิดขึ้นภายในสมอง ภายในหัวใจ ภายในตัวตนของจิตรกร จึงได้บันดาลใจ สร้างสรรค์ ผลงานออกมาได้
การทำความเข้าใจ ที่มา หรือ The Source นี่เอง ที่ Otto คิดว่าจะเป็นคำตอบของการเรียนรู้จากอนาคต ณ จุดกำเนิดเริ่มต้นได้
ไมเคิล เมนดิสซา และ โจเซฟ ชิลตัน เพียซ (Michael Mendizza and Joseph Chilton Pearce) เขียนไว้ในหนังสือ Magical Parent, Magical Child ว่า "สิ่งทั้งหมดที่เราเรียนรู้ ตลอดทั้งชีวิตนั้น เราเรียนรู้ผ่าน "การสอนในชั้นเรียน" แค่ 5% เท่านั้น และใน 5% ที่เราเรียนรู้นี้ มีเพียง 5% ที่เราจะจำได้ และนำไปใช้ต่อในช่วงชีวิตทีเหลืออยู่"
Joseph Chilton Pearce
Michael Mendizza
สิ่งที่เราทำ ปฏิบัติ ที่เหลือนั้น มาจากการเรียนรู้ทางการปฏิบัติ การทำจริง บริบทจริง การเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อม เรียนรู้จากขณะจิตที่ผ่านไปตอนกระทำ
อะไรที่เราเรียน แต่ไม่ได้เอามาปฏิบัติ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของเราเลย ก็จะถูกคัดเลือกให้ลืมเลือน หรือเอาไปไว้ในที่ไม่ค่อยได้ใช้ ของที่จำเป็น ใช้บ่อยๆก็จะถูกเก็บไว้ในที่ที่เรียกใช้ง่าย
Open Mind จิตตื่นรู้
หรือ Awaken Mind การเรียนรู้ที่เปิดรับเต็มที่ เป็นการเรียนที่ผสมผสาน แทรกซึมเข้าไปในตัวตน ณ ขณะที่จิตใจผ่อนคลาย ปลอดภัย และกระตือรือร้นที่จะเรียน ถ้าตามที่ Bruce Lipton บรรยายไว้ในหนังสือเรื่อง Biology of Belief ก็จะหมายถึง normal mode หรือ mode ปกติของเซลล์นั้นเอง ที่จะทำหน้าที่ 4 อย่างได้เต็มที่ คือ เติบโต ซ่อมแซม สื่อสาร และเรียนรู้
แต่มีเรื่องบางเรื่อง เราเรียนรู้แล้วก็จริง เราไม่ได้นำไปปฏิบัติ ทำคนละอย่างกับที่เรียนรู้ หรือที่ตนเองทราบ เช่น หมอเรียนรู้เรื่องการออกกำลังกาย ประโยชน์ การกินอาหารที่เป็นประโยชน์ ฯลฯ แต่บางคนก็ไม่ได้นำมาใช้เลยในชีวิตประจำวัน ความรู้ที่มีกับพฤติกรรม ไม่สอดคล้องกัน เป็นเพราะเหตุใด?
Open Heart จิตกระจ่าง
เรื่องบางเรื่อง เราเรียนรู้ในระดับสติปัญญา หรือ intellectual แต่ไม่ได้ "โดนใจ" ไม่ได้ไปสัมผัสกับ "คุณค่าของตัวตนที่แท้จริง" ของคนๆนั้น กิจกรรมที่ดูเหมือนจะมีค่า มีประโยชน์ก็จริง แต่ถูกจัดลำดับความสำคัญไว้หลังกิจกรรมอื่นๆ กิจกรรมที่ทำก่อนนั้น อาจจะไม่ได้เป็นเพราะ "เหตุผล" เหนือกว่า แต่เป็นการบูรณาการระหว่างเหตุผล ความนึกคิด กับ "อารมณ์ ความรู้สึก" ที่หล่อหลอมมานานตั้งแต่การเติบโต การเลี้ยงดู ความเชื่อ การเรียนรู้ ฯลฯ มาตลอดทั้งชีวิตนั่นเอง
เราจึงเลือกเรื่องที่ โดนใจ มาทำก่อน เลือกเรื่องที่ น่าทำ มาทำก่อนเรื่องที่ควรทำ หรือแม้แต่บางครั้งก่อนเรื่องที่ต้องทำ
ถึงกระนั้นก็ตาม เรื่องสำคัญหลายเรื่อง ที่ทั้งความรู้สติปัญญาเราบอกว่าควรทำ ต้องทำ และอารมณ์ของเราก็บอกว่าน่าทำ เราก็ยังไม่ทำ เพราะเหตุใด?
Open Will เจตน์จำนงค์ มุ่งมั่น
ในการเรียนรู้วิถีแบบเก่านั้น เราจะพยายามทุกวิถีทางที่จะพยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าไว้ก่อน รู้ว่าอะไรจะเกิด หรืออาจจะเกิด แล้วเราก็จะวางแผนรับสถานการณ์เหล่านั้นให้หมด จึงจะวางใจ เบาใจ แล้วค่อยกระทำ เป็นการเรียนรู้วิธีในอดีต มาเพื่อปรับใช้ หวังว่าใช้กับสถานการณ์ในอนาคตแล้วมันจะ work ด้วย
เรื่องบางเรื่อง ทำมาก็หลายครั้ง แก้ปัญหามาก็หลายปี ซ้ำซาก เราก็ยังใช้วิธีเก่าๆ ยังใช้ระบบความคิดแบบเทปม้วนเก่า หรือภาษาที่ Otto Scharmer ใช้ก็คือ downloading เพราะอะไรที่เรา download มา มันก็จะเหมือนกับของเดิมทุกประการ เป็น reflex เหมือน knee-jerk reaction น่าประหลาดที่เรใช้วิธีเก่า ที่ไม่ work มาแก้ปัญหาเดิมซ้ำๆซากๆ อยู่ร่ำไป
ความกล้าหาญ หรือ เจตน์จำนงค์ ความมุ่งมั่น หรือ WILL นี้สำคัญมากที่จะทำให้คน "ก้าวกระโดดทะลุกำแพง" เพื่อแก้ปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ปัญหาที่ยังไม่เคยถูกแก้อย่างเหมาะสมมาก่อน
ตามทฤษฎีเรียนรู้ของ Rudolf Steiner ผู้ก่อตั้งโรงเรียน Waldolf ได้แบ่งฐานการเรียนรู้ออกเป็นสามขั้นตอน ขั้นตอนแรก ตอนเราอายุ 1-7 ปี จะเป็นฐานความมุ่งมั่น หรือ will นี่เอง ถ้าเราสังเกตเด็กๆเรียนรู้ จะพบว่าเด็กเรียนรู้อย่างบริสุทธิ์ 100% เรียนแบบ "ทั้งตัว" เลยก็ว่าได้ แต่ถ้าเด็กๆ ถูกยับยั้งการเรียนแบบทุ่มเท เรียนแบบอยู่ใน ความรู้สึกปลอดภัย เขาก็จะสูญเสียเจตน์จำนงค์ ความมุ่งมั่นไป
ดังนั้น ด่านสุดท้ายนี้สำคัญและต้องการพัฒนาอย่างจริงจัง มีเรื่องสำคัญๆหลายเรื่องเกิดขึ้น บางเรื่องควรทำ บางเรื่องยังไม่ควรทำ แต่จะมีบางเรื่องที่สำคัญจริงๆ ขนาดที่ว่า ไม่ทำไม่ได้แล้ว I cannot not do this ตรงนี้จะต้องใช้ เจตน์จำนงค์ ความมุ่งมั่น การมีศรัทธาในสิ่งที่เรารู้ เราศึกษาใคร่ครวญไตร่ตรองอย่างเนิ่นนาน แล้วก็ทำ
สมดุลของ จิตตื่นรู้ ใจกระจ่าง และเจตน์จำนงค์ (Open Mind, Open Heart, Open Will) ก็มีความสำคัญ ถ้าเราใช้สติปัญญาความรอบรู้เพียงอย่างเดียว ไม่ใช้ใจ หรือไม่ได้มีใจ เราก็จะขาด conviction ขาดความเชื่อในสิ่งที่เราทำ ถ้าเราทำอะไรโดยใจรัก ใจชอบเพียงอย่างเดียว ก็อาจจะขาดการคิดใคร่ครวญไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง ถ้าเราทำอะไรต่อเมื่อเราทราบผลล่วงหน้า เราก็จะไม่สามารถฟันฝ่าอุปสรรคใหม่ๆ ความท้าทายใหม่ๆ ที่จะต้องอาศัยเจตน์จำนงค์ความมุ่งมั่นเป็นฐานที่สำคัญ
คำสำคัญ: open will open heart open mind otto scharmer theory u
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
อีเมลติดต่อ
The Check-In
การ check-in เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่วงสุนทรียสนทนา "ฉวยโอกาส" ในการเตรียมตัวทั้งกระบวนกร (facilitator) และคนเข้ากระบวน ให้พรักพร้อม รวบรวมสมาธิ สะสางปรับสภาวะจิตให้แน่วแน่ เพื่อการเรียนรู้ถึงที่สุด รวมทั้งการเรียนรู้ได้แม้แต่ในสิ่งที่ไม่ได้คาดหวัง คาดหมาย หรือหวังแม้แต่น้อย สภาวะจิตตื่นรู้ที่เตรียมมาเป็นอย่างดี ก็จะรับได้ เรียนได้ รู้ได้
เพื่อความเป็นขั้นตอนที่ง่ายสำหรับคนอ่าน ขอเอาอารัมภบทหลักสูตรตอนกลางคืนมาขึ้นก่อน คือเป็นแผนที่ (เขาวงกต)
ในหกคืนเจ็ดวันนี้ โยดาจะนำพวกเราศึกษาดังนี้
ทั้งสามหัวข้อเป็นการขอยืมกรอบมาจากแนวคิดของ Ken Wilber นักคิดร่วมสมัยผู้ได้มีผลงานจำนวนมากมายเกินนับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลัง เรื่องของ integral psychology และ spirituality ทั้งสามหัวข้อก็จะสานสนปนเปกันไป แบ่งเป็นหัวข้อละสองวันสองคืน ผนวกกับอะไรก็ไม่รู้อีกหนึ่งวันสุดท้าย (แล้วแต่ญานทัศนะ)
check-in
ปรากฏว่าตอนนี้สมาชิกยังไม่ครบองค์ที่จะมา ขาดกำลังจากเชียงใหม่ ซึ่งจะไปปฏิบัติกิจที่แพร่ก่อน ค่อยตามมาในคืนวันที่ 29 พฤษภาคม ตอนนี้ก็มองๆไป รู้สึกคุ้นหน้าตาพอสมควร จากหาดใหญ่มาสามคน คือผมเอง คุณแย และอ.อาภรณ์ ก็เป็นมาจากสงขลานครินทร์ล้วนๆ มองไป อ้อ มีพี่หมู เป็นผู้ช่วยกระบวนกรด้วย จากใต้ก็มีพลพรรคจาก รพ.สมเด็จพระยุพราช ฉวาง มาด้วย ข่าวว่าขวัญเมืองลงไปเจิมขวัญมาบ้างแล้ว ผอ. เป็นหมอจบศิริราช รุ่น "ไล่ๆหลัง" ไม่ห่างกันจนเกินไป (ทุกคนโปรดยืนยันในประเด็นนี้ เข้าใจ๋) มีวิสัยทัศน์เห็นว่าสุนทรียสนทนาน่าจะมีอะไรดีๆให้ ก็เลยพาน้องนุ่งใน รพ. มาร่วมกิจกรรมด้วย
มีหนุ่มสุวิทย์มาจาก IBM อื้อ หือ คราวนี้ดีจริงๆ มีเสริมมานอกเหนือวงการสาธารณสุข ที่ดูเหมือนจะเป็นสมาชิกส่วนใหญ่ (เท่าที่ผมได้มาร่วม) ของ workshop สุนทรียสนทนา
แล้วก็ขาประจำ สปร. (สวรรค์ประชารักษ์) นครสวรรค์ ที่เคยพบหน้าตาบ้างแล้วในงานนำเสนอผลงานสุนทรียสนทนาที่ National Forum เมื่อเดือนมีนาคม (แสดงถึงความเป็นแฟนพันธุ์แท้อันเหนียวแน่น) แล้วก็ทราบข่าวว่าคุณนา ผอ.กระทิงเจ้าน้ำตาของเราจะตามมาในไม่กี่แวบนี้เอง พึ่งเสร็จจากการทำ workshop โรงเรียนพ่อแม่ โดยโยดาลงไปประกอบกิจเอง
เมืองน่านก็มีพยาบาลจากปัวมาหลายคน รายงานว่าท่านผอ. กำลังตามมา อืม.... แถวภาคเหนือนี้ ผู้บริหารเขาชอบสนทนากันดีเนอะ (partly judgmental attitude อดมิได้...)
จากแพร่แห่ระเบิด ก็เห็นอ.ประสาท เทพกีตาร์ปากกามาร ของเราเดินแผ่รังสีเบิกบานมาแต่ไกลพร้อมหีบกีตาร์คู่ชีพ พี่ยักษ์จากนครพิงค์พาลูกสาวมาด้วย เราก็ทราบว่าวงดนตรีนำเข้าคราวนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน สมาชิก สมรรคพรรคพวกของเชียงราย อ.วิศิษฐ์ พี่วิธาน อ.มนตรี คุณน้อง อยู่กันพร้อมหน้า และในระหว่างนี้ก็มีอ.ฌานเดชผลุบเข้าผลุบออกตามวาระอันควร เช่นเดียวกับณัฐฬส ที่พาน้องอ้อเดินเข้าเดินออก เป็นระยะๆ
อาจารย์วิศิษฐ์แจ้งและยืนยันข่าวพิเศษหลายประการ
เนื่องจาก theme เป็นมหกรรมกระบวนกร ดังนั้น basic requirement จะเป็นคนมาร่วมจะเคยผ่านหลักสูตร workshop มาแล้วทั้งสิ้น ดังนั้นไม่ต้องมีปูพื้นอะไรมากมาย แต่จะลง deep ไปเลย ซึ่งก็สะท้อนได้จากสิ่งที่อยู่ในใจของแต่ละคนที่พกพาความหวังมา
ทาง ม.อ. เองพึ่งจัดสุนทรียสนทนาที่สวนสัตว์สงขลา (มหัศจรรย์สังสรรค์สนทนา (1)) และการณ์ก็ปรากฏ (อย่างที่ได้คาดหมาย) ก็คือ คงจะมีการจัดเสริมอีกครั้ง (และอีกครั้งๆ) ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นเมื่อไรเท่านั้น hidden agenda ของคนที่มา (ก็คือผมและแย) ก็ไม่ได้ hidden อะไร เล่าให้ฟังว่าเราคงจะมีแผนทำให้เกิดประโยชน์ต่อคนจำนวนมากที่สุด ดังนั้นใน scale ของ 3000 คนบุคลากร เราน่าจะมีการเตรียม local facilitator ไว้ด้วย ทั้งเพื่อประโยชน์ด้านความครอบคลุม timing, schedule, cost, และ maintenance, sustainability ฯลฯพูดสั้นก็คือ เราจะกลับมาทำอะไรดี เหมือนๆกับเกือบหมดทุกคนนั้นเอง
check-in เป็น semi-ritual เพราะคนไม่ครบ บรรยากาศทั่วๆไปผสมๆระหว่าง refreshing เพราะพึ่งเป็นวันแรก กับงงๆนิดๆว่าจะทำอะไรกันดีหว่าตั้งเจ็ดวัน (บางคนก็ใช้ scale อื่น เช่น ตั้งสองหมื่นกว่าบาท!!)
กิจกรรมแรก Waldolf Painting
ตอนบ่าย หลังเด็กๆตื่นนอน เอ๊ย ไม่ใช่ ทำ bodyscan เสร็จเรียบร้อย พี่หมูก็นำเข้าสู่กิจกรรมรูปแบบใหม่ คือ Waldolf painting สำหรับ Waldolf นี้ บางคนในวงการศึกษาอาจจะเคยได้ยินมา คือ concept ของ Rudolf Steiner นักการศึกษาและนักปรัชญาชาวออสเตรีย ที่คิดว่าอยากจะมีระบบการศึกษาที่สัมฤทธิ์ผลสามอย่างคือ
กระบวนคิดที่ใสกระจ่าง อารมณ์ความรู้สึกที่ไวไหว และเจตนาญานที่ทรงพลัง
ซึ่งปรากฏว่าปาฐกถาของ Steiner โดนใจกลุ่มชาวโรงงานยาสูบที่ Walkdolf-Astoria อย่างมาก ก็เลยเสนอให้ Steiner สร้างโรงเรียนแบบที่ว่านี้ สำเร็จเป็นแห่งแรกที่ Stuttgart ในปี 1919
Principles ของ Waldolf
ปรัชญาการศึกษาของ Steiner หรือ Waldolf school นั้น มาจากทฤษฏีการพัฒนาปัญญาสามจังหวะของชีวิต คือ จากแรกเกิดจนถึงเจ็ดขวบ เจ็ดขวบจนถึงสิบสี และสิบสี่ปีจนถึงยี่สิบเอ็ดปี ซึ่งศักยภาพของเด็ก และความต้องการในการพัฒนาแตกต่างกัน จากปรัชฐาเบื้องต้นสามข้อ จะครอบคลุมทั้งด้านความคิดวิเคราะห์ อารมณ์ความรู้สึก และความหวังตั้งใจมั่นเจตนา ในช่วงระยะเริ่มต้นก็จะเป็นการพัฒนาการคิด ความต้องการ (will) ก่อน ต่อมาในระยะที่สองก็จะเป็นการหล่อหลอมอารมณ์ความรู้สึก และในที่สุดระยะสุดท้ายก็จะเป็นการพัฒนาปัญญาฐาน หรือ กระบวนความคิด
การสอน การเรียน จะไม่มีการบีบบังคับ แต่จะเน้นที่ความปราถนาเรียนรู้ ปกป้องรักษาไว้ซึ่งพลังทางอารมณ์ความรู้สึก และความต้องการพื้นฐาน ซึ่งโรงเรียนทั่วๆไปอาจจะไม่ให้ความสำคัญ เนื่องจากไปเน้นด้าน cognition หรือเนื้อหาปัญญา ความรู้มากเกินไป เด็กๆที่ถูกกดดันฐานปัญญาตั้งแต่แรกเริ่มก็จะมีความทุกข์ เพราะฐานความต้องการพื้นฐาน (will) และฐานอารมณ์ ความกระตือรือร้นสนใจของเด็กๆไม่ได้ถูกดูแล เป็นผลทำให้บางคนกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ฐานอารมณ์บกพร่อง
ส่วนวิธีการทำนั้น ก็จะประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆที่ได้มีการออกแบบมาให้ตรงกับฐานที่ต้องการพัฒนา อาทิ ในระยะต้น การแสดงตัวอย่าง การเรียนแบบบูรณาการ เชื่อมโยง มากกว่าการเน้นแยกแยะเป็นวิชาๆ หลักสูตรหล่อหลอมเข้าหาเด็ก ไม่ใช่ในทางตรงกันข้าม เด็กๆจะถูกให้เวลาเต็มที่ในการพัฒนาตามจังหวะความเร็วของตนเอง
ทีนี้เรากลับมาเป็นเด็กกันใหม่ เป็นโอกาสอันงามที่เราจะได้ซ่อมแซมฐานอะไรที่ขาดตกบกพร่องไป หรือถ้าไม่ขาด การได้ย้อนกลับไปหาศักยภาพการเรียนแบบเด็กๆนั้น จะทำให้จินตนาการเราเติบโตได้อีกครั้งหนึ่ง กลับไปสู่บรรยากาศที่ปลอดภัย รับได้ไม่มีขอบเขตจำกัด เปิดโอกาสให้ของใหม่ๆเข้ามาสู่อัตตาของเราได้อีกครั้ง
เด็กๆ ก็เริ่มร้องเพลงจากวงใหญ่ ครู (พี่หมู) ก็เดินมาจูงมือเด็กคนแรก ทำสัญญานให้จูงมือคนต่อๆมา ลุกขึ้น เดินตาม ร้องเพลง จนได้แถวที่คนเชื่อมโยงกันร้อยเป็นสาย เดินร้องเพลงในห้อง เดินๆไป ปรากฏว่าพี่หมูเดินทะลุประตูออกไปนอกห้อง (เอ่อ... ไม่ได้ "ทะลุ" แบบนั้นนะครับ) เด็กๆหยีตาลงเล็กน้อย เพราะนั่งอยู่แต่ในห้องมาเกือบทั้งวัน เดินไปตามระเบียง ลงไปในสวน ก็เห็นโต๊ะไม้สี่เหลี่ยม จัดเป็นแถวรออยู่แล้ว โต๊ะตัวแรกวางอุปกรณ์หลายอย่าง มีกระดาษวาดเขียนแผ่นใหญ่ เนื้อแน่น สีขาว แช่น้ำจนชุ่มทั้งแผ่น แก้วสีน้ำหลายแก้ว เห็นสีแดง สีน้ำเงิน สีเหลือง
ครูหมูให้แบ่งกลุ่ม 4 คน แต่ละคนมารับกระดาษไปคนละใบ และสีกลุ่มละสี เริ่มต้นจากสีน้ำเงินก่อน แล้วก็บอกให้เราระบายลงไปในกระดาษของเราเอง ของใครของมัน แต่ละคนจะได้พู่กันขนาดใหญ่ (มาก) หนึ่งด้าม ผ้าขนหนูม้วนๆเป็นมัด ไว้ซับน้ำ 1 ผืน
จะเริ่มวาด ครูก็สอนให้ไล่น้ำส่วนเกินออกจากกระดาษก่อน โดยกลิ้งผ้าขนหนูบนกระดาษ เตือนให้เด็กๆดูแลน้ำล้างพู่กัน และเช็ดตัวให้น้องพู่กันด้วยเมื่อจำเป็น เสร็จแผ่นแรก ก็ให้เอาไปตากลมริมกำแพง รับแผ่นใหม่มา แต่คราวนี้ใช้สามสีเลย หลังจากนั้นก็ล้อมวงคุยกันว่าเกิดอะไรขึ้น
บทสะท้อนบทเรียนระบายสี
สีน้ำเมื่อโดนสัมผัสกระดาษชุ่มน้ำ มีพฤติกรรมที่แปลกประหลาด ก็คือ "ซึม" เป็นความจริงที่นักเรียนทุกคนค้นพบอย่างรวดเร็ว เป็นการซึมที่ตอนแรกเหมือนจะไม่มี pattern ซึมแตกแขนงไปตามเยื่อกระดาษ เกิดรูปแบบใหม่ตามอำเภอใจ การตั้งใจจะวาดเป็นรูปที่มีรายละเอียดดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ เพราะปลายภู่กันก็ใหญ่ น้ำก็เยอะ บวกกับการซึมไร้ทิศทางเข้าไป (แถมบางโต๊ะที่ตั้งบนสนาม ยังเอียงด้วย!!)
เส้นสีที่ตัดกัน ณ จุดไหน ก็จะมีการเสวนาเกี่ยวพันและเกิดปฏิกิริยากัน ณ จุดนั้นๆด้วย
ที่จรงิการระบายสีเดียว ก็ไม่เชิงสีเดียว เพราะเป็นการเล่น contrast กันระหว่างสีน้ำเงินที่เรากำลังระบาย และพื้นสีขาวของกระดาษ ณ ขณะนั้น ผลงานของเรามีสองสี จึงประกอบกันเป็นภาพที่เรามองเห็น
พอใช้สามสี คือ แตง เหลือง และน้ำเงิน คราวนี้สนุกมาก สีทั้งสามสี และพื้นสีขาว เริ่มมีบทบาทแบบ chaos หรือ semi-chaos สุดแต่ความพยายามในการควบคุมสีเป็นไปได้สักกี่มากน้อย ไม่เพียงแต่คุณสมบัติเบื้องต้นของสีน้ำที่เราได้ค้นพบตอนระบายสีเดียว แต่เรายังค้นพบบุคลิกภาพส่วนตัวของแต่ละสีด้วย
น้ำเงิน อบอุ่น โอบรับ โอบล้อม อุ้มสี
แดง เจิดจ้า แทรงแซง กินพื้นที่ ชัดเจน
เหลือง อ่อนโยน อิงแอบ กลมกลืน
หลายคนบอกว่า ตอนแรกที่เห็นสีวิ่งไปมา ไร้ระเบียบ รู้สึกขุ่นข้อง ไม่ได้ดั่งใจ ก็เกิดพฤติกรรมที่หลากหลายในการแก้ปัญหา
บ้างทดลองหาทางควบคุม ซับน้ำให้แห้ง ใช้สีให้น้อย
บ้างศึกษาพฤติกรรมของสี ระบายยังไงไปยังไง จะได้ควบคุมดีขึ้น
บ้างปล่อยเลยตามเลย ฉันไมคาดหวัง ฉันก็ไม่ผิดหวัง
บ้างทดลองผสมจนสีช้ำ
บ้างวาดเส้นห่างๆกัน ไม่แตะกัน
บ้างมองดูสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ศึกษา สังเกต
บ้างแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเป็นเปลาะๆ เกิดอย่างนี้ งั้นฉันทำอย่างนี้
หนีปัญหา ศึกษาปัญหา แก้ปัญหา ไม่มีปัญหา ต่างก็เป็นวิธี
การระบายสีได้ปรับเปลี่ยนเป็นการเรียนรู้ พฤติกรรมของสีกลายเป็นพฤติกรรมของลูก ของนักเรียน ของเพื่อนร่วมงาน ศิลปินจำเป็นกลายเป็นผู้นำองค์กร พ่อแม่ ครูอาจารย์ ภู่กัน กระดาษ กลายเป็นสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมองค์กร บ้าน โรงเรียน
มหัศจรรย์!!
คำสำคัญ: waldolf steiner check-in
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
อีเมลติดต่อ
สุนทรียสนทนา สภากาแฟ สภาวะผู้นำ
ในงานประชุม HA National Forum ครั้งที่ 9 จัดโดยสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (พรพ.) ณ ศูนย์ประชุม IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 11-14 มีนาคม 2551 มีกิจกรรมที่หลากหลาย มากมาย สำหรับ theme ของการประชุมคือ Living Organization หรือ องค์กรที่มีชีวิต ได้ถูกสะท้อนออกมาในรูปแบบของ "เรื่องเล่า" (Story-Telling) มากมาย ทฤษฎีต่างๆถูก trimmed ลงให้สะโอดสะอง กระชับ และมีการพูดกันถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น หลังจากทฤษฎีถูกนำไปดัดแปลงเป็นปฏิบัติ ออกมาอย่างมากมาย
ผู้ที่มาเข้าร่วม มีหลากหลายอาชีพ แต่ที่ทุกคน "มีส่วน" จะดูเหมือน การที่ทุกคนมี "ประสบการณ์ชีวิต" ติดตัวมาในงานประชุมมากมาย (แม้ว่าบางท่านจะไม่รู้ตัวก็ตาม !!) และประสบการณ์ชีวิตที่อยู่เบื้องหลังชีวิตของแต่ละท่านนี้เอง ที่สั่นไหว รับรู้ คลื่นพลัง คลื่นความรู้ แห่งเรื่องเล่า เรื่องจริง เรื่องราวที่ถูกนำมาแลกเปลี่ยนกันในตลาดงานสุขภาพครั้งนี้
วันที่ 13 มีนาคม ผมได้เป็นกระบวนกรร่วมจัดกิจกรรม World Cafe ร่วมกับคุณหมอวรวุฒิ โฆวัชรกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสันทราย จ.เชียงใหม่ จะเรียกว่าเป็นการจัด World Cafe ครั้งแรกของงานประชุม HA National Forum ก็น่าจะถูกต้อง ซึ่งต้องขอบคุณ อ.อนุวัฒน์ และพี่ต้อย (ดวงสมร) อ.ยงยุทธ และ staff ของ พรพ. ที่กรุณาเปิดโอกาสให้เวทีสนทนาอิสระแห่งนี้กำเนิดขึ้น ในเวลาที่เป็นที่ต้องการเช่นนี้ และได้ดำเนินไปอย่างน่าประทับใจ
น่าประทับใจจนต้องนำมาเล่าต่อ
การเตรียมการ กับ การเตรียมตัว
เรื่องราวที่เกิดขึ้นทุกเรื่อง มีเหตุปัจจัย และเกิดวิบากตามมา การจัด World Cafe ในครั้งนี้ก็เช่นกัน ตั้งแต่การประชุมในเดือนธันวาคม 2550 ที่ผมได้คุยกับพี่ต้อย รองผู้อำนวยการสถาบัน พรพ. ตอนนั้นเป็นการประชุมเรื่องการสรรหาเรื่องเล่าที่จะให้รางวัลประทับใจ humanized health care award ในงาน ตอนเสร็จประชุม ก็มีการพาดพิงถึงกิจกรรม และในที่สุด จังหวะหนึ่งที่เรากำลังคุยกันเรื่องพลังที่แท้จริงของเรื่องเล่า ผมก็ได้นำเอาเรื่องราวของ World Cafe มายกตัวอย่างประกอบ
ปรากฏว่าพี่ต้อยสนใจเรื่องนี้ขึ้นมาทันที ถามว่าผมพอจะเป็นกระบวนกรจัดได้หรือไม่ ผมนึกอยู่ประมาณ 2-3 วินาที จำไม่ได้ว่าตอบไปว่าอะไร แต่ผลสรุปก็คือ เราจะจัดกัน!!
หะแรก พี่ต้อยจะให้จัดตลอดทุกวันเลย ร่วมๆ 10 sessions ซึ่งนับว่าพี่ต้อยมีความกล้าหาญกว่าผมเยอะมาก แต่เนื่องจากผมยังพิจารณาประโยชน์ส่วนตนอยู่ บอกไปว่ายังงั้นผมคงจะอดไปเข้าร่วมกิจกรรมมากมายที่น่าสนใจของ พรพ.ไปหมดเลย นับเป็นการสูญเสียที่ผมลังเลที่จะยินดียอมรับ กอปรกับปีนี้จะเป็นปีแรกที่เราจะใส่ World Cafe ลงไป ไม่ทราบว่า participants ของเราจะกระตือรือร้นเหมือนเราหรือไม่ น่าจะลองเป็นโครงการนำร่อง เป็น pilot activity ไปก่อน สุดท้าย เราก็ลงมาเหลือทำ 1 วันเต็ม 4 sessions
ถึงตอนนี้ ก็ปรากฏชัดเจนว่า World Cafe ได้ลงไปอยู่ในตารางรายการกิจกรรมอันแน่นขนัดของ National Forum ครั้งที่ 9 นี้เป็นที่เรียบร้อย
การเตรียมตัวลำดับแรก ก็คือการทำความเข้าใจในเบื้องหลัง หลักการ ว่า World Cafe มัน work อย่างไร จึงเป็นที่มาของสองบทความเรื่อง World Cafe ใน blog แห่งนี้ คือ World Cafe: สนทนาเปิดฟ้า เบิกโลกา และ World Cafe: 7 Principles อาจารย์ยงยุทธและพี่ต้อยกรุณาให้ความเห็นเกี่ยวกับ themes ที่จะเป็นโจทย์ ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากที่จะทำให้กิจกรรมนี้ work หรือไม่ (หรือล่ม) เพราะ World Cafe จะอาศัย momentum ของผู้เข้าร่วม ที่จะล่องลอยเป็นอิสระไปกับคลื่นกระแสแห่งเรื่องราว จินตนาการ ของประเด็นที่เขาคิดว่าสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิต ต่องานของเขา เกิดเป็นเกลียวพลวัต (Spiral Dynamic) แห่ง emotional engagement และ learning capacity สุดท้ายเป็นสุนทรียสนทนาในระดับสามหรือสี่ ที่จะผุดบังเกิดขึ้นทีเดียว
ระดับของการสนทนา 4 ระดับ
ระดับ ที่หนึ่ง เป็นการสนทนาที่เต็มไปด้วยความเกรงอก เกรงใจ ผู้เข้าร่วมจะพูดเฉพาะในสิ่งที่ตนเองคิดว่าผู้ฟังอยากจะได้ยิน หรือไม่รู้สึกไม่พอใจ จะแสดงความเห็นที่เราคิดว่าจริง หรืออะไรที่เราคิดว่าใช่ (downloading perception) หรือเป็นการสนทนารักษาสถานะภาพของตนเอง I in Me การสนทนาระดับนี้ ไม่มีอะไรใหม่เกิดขึ้น เพราะเราจะหมกมุ่นกับสถานะ มากกว่าสิ่งที่จะมาแลกเปลี่ยนกัน เรื่องราวสำคัญจะไม่ถูกกล่าวถึง ไม่มีความผิดแผกแตกต่างถูกนำมาแสดง
ระดับที่สอง เป็นการสนทนาที่เริ่มเอา objectivity มาใช้มากขึ้น เอา fact ที่เราทราบมาบอก เล่า ให้เหตุผล รวมทั้งคิดวิเคราะห์ว่าทำไมของคนอื่นที่แตกต่างจากเราถึงผิดพลาด ผิดตรงไหน ในวงการ academic อาจจะเรียกระดับการสนทนาแบบนี้ว่าเป็น Debating style เต็มไปด้วยข้อมูล facts (so-called) และบางครั้งอาจจะเกิด hostility หรือการคุกคามตัวตน มีการกินพื้นที่เกิดขึ้นได้ ระดับนี้เรียกว่า I in It หรือ Open Mind อุปสรรคในการสนทนาระดับนี้คือการด่วนตัดสิน (voice of judgment) ว่า fact ของเราเท่านั้นที่ถูกต้อง
ระดับที่สาม เป็นการสนทนาที่เรา "รับฟัง" ได้มากขึ้น ไม่ได้ผูกติดกับ "สิ่งที่เรารู้" เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มเปิดใจ Open Heart เพราะเราเริ่มไปสนใจที่มา และความรู้สึกของผู้อื่น สนใจเรื่องราวของผู้อื่นอย่างจริงๆจังๆ โดยไม่ด่วนตัดสิน เราเริ่มเกิด empathy ต่อเรื่องราว อุปสรรค ข้อจำกัด ของผู้อื่นมากขึ้น ผลจากการทำเช่นนี้ เราได้เปิดใจ และเกิดการ "เชื่อมโยง" และเกิด "ความสัมพันธ์" กับผู้ที่เราพูดคุยมากขึ้น การสนทนาแบบนี้เมื่อเกิดขึ้น บางทีเราจะเกิดความรู้สึกสนิทสนมกับผู้ร่วมสนทนามากกว่าคนที่เรารู้จักมา เป็นเวลาหลายปีเสียด้วยซ้ำ การสนทนาระดับนี้เรียกว่า I in You เหมือนกับเราสามารถมองใน perspective ของผู้อื่นได้ การสนทนาแบบนี้จะไม่เกิด ถ้าหากเรายังมี voice of cynicism หรือ ความคลางแคลงใจ ความสงสัย และความต้องการจะรักษา "ระยะห่าง" จากผู้อื่นอยู่
ระดับที่สี่ ระดับลึกสุดที่การสนทนาจะนำไปได้ เป็นการสนทนาที่ "รอ" (hold tension) การผุดกำเนิดของอนาคตที่บ่มเพาะมาในสถานการณ์จริงๆ ที่ต้องการ และกำลังจะเกิดขึ้น เมื่อเราฟังอย่างลึกซึ้ง พูดสิ่งที่เราคิดว่าสำคัญที่สุดในชีวิต ได้ยินเรื่องราวของผู้อื่นและทราบความสำคัญของชีวิตของผู้อื่น ณ จุดนั้น จะมี "ความจริง" หรือ "อนาคต" อะไรบางอย่างที่ค่อยๆคุกรุ่น simmering รอ รอ รอ จนกระทั่งผู้ร่วมสนทนา ปลดวางตัวตนลง ยอมรับสิ่งที่กำลังจะมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่สนว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่สิ่งนี้เป็นอนาคตที่กำลังรอปรากฏขึ้น เมือทุกคนสามารถ let go ในที่สุด (Open Will ปล่อยเจตจำนงที่แท้ทำงาน) ก็จะเกิดการ let come และ future suddenly emerges ขึ้นมา เป็นการทะลวงอุปสรรคสุดท้าย คือ voice of fear หรือเรียกการสนทนาระดับนี้ว่า "I in Now"
ในส่วนของการเตรียมการ เราตั้งใจจะสร้าง "บรรยากาศ" ที่สำคัญมากเช่นกัน คือ เป็นบรรยากาศที่ไม่เป็นทางการ เหมือนห้องนั่งเล่น เหมือนร้านกาแฟ ไม่มีบรรยากาศของ expert ไม่มี Hierachy ของความรู้ ประสบการณ์ตรง และความคิด ความรู้สึก ของทุกคนที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราตกลงกันว่าห้องนี้จะจัดให้เนื้อที่ใช้สอยไม่แน่นขนัด แต่จะใส่ไว้ด้วยโต๊ะกาแฟกลม ล้อมเก้าอี้ประมาณ 4-5 ตัวเท่านั้น เป็นวงเล็กๆ (เพื่อให้ทุกคนมีโอกาส participate มากที่สุด)
ไม่เพียงแค่นั้น ห้องนี้จะเป็นห้องเดียวในงานประชุมที่มีกาแฟและขนมเสริฟตลอดเวลา ซึ่งเป็นความจริง แม้แต่ห้องวิทยากร เรายังต้องลุกไปหยิบกาแฟขนมเองเลย แต่ห้องนี้นอกจากเราสามารถเดินไปหยิบเอง จะมีคนมาเสริฟถึงที่โต๊ะเป็นระยะๆ
ร้านกาแฟที่ดี ก็จะฉาบไล้บรรยากาศด้วยเสียงเพลง อันนี้ก็ตกเป็นความรับผิดชอบของกระบวนกร ที่ตัดสินใจพึ่งอัลบัม Infinity ตั้งแต่ต้นจนจบ ทุก session เลยทีเดียว เป็นเพลงบรรเลงเบาๆ เปี่ยมอารมณ์รัก อารมณ์สุนทรีย์ อารมย์แห่ง stillness และ oneness
ทาง พรพ.จัดการให้มีการลงทะเบียนล่วงหน้า ซึ่งผมเองก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร ถึงแม้ว่าใจจริง ผมคาดว่าลูกค้าส่วนหนึ่งจะเป็น passer-by มากกว่า แต่ความดีประการหนึ่งของการลงทะเบียนล่วงหน้าก็คือ ปรากฏว่าเราได้ห้องซึ่งอยู่มุมนอกสุดของห้องทั้งหมด โอกาสจะมี passer-by จะน้อยที่เดียว ซึ่งที่จริงผมคิดว่า ถ้าเราจะดักคนจริงๆ เราน่าจะเอาทำเลที่ attractive มากกว่านี้ และอาจจะต้องมีการ "ตกแต่งหน้าร้าน" ให้มี marketing เชื้อเชิญมากกว่านี้ แม้ว่าจะไม่ถึงกับมี pretty มายืนแบบโชว์รูมขายรถ แต่เราต้องการทำเลที่ hit the market มากกว่านี้ในครั้งหน้า กระนั้นก็ตาม เราได้แฟนพันธุ์แท้ที่อุตสาห์เดินมาเยี่ยมๆมองๆ และหลวมตัวให้เราเชิญเข้ามานั่งได้หลายคนเหมือนกัน
ที่กล่าวมาแล้วเป็นการเตรียมการ ซึ่งเป็นผลงานของทาง พรพ. ทั้งหมด แล้วกระบวนกรเตรียมตัวอย่างไรบ้างล่ะ?
อืม...... good question
จนถึงคืนก่อนวันงานจริง ผมก็ได้พูดคุยกับวรวุฒิมาหลายครั้ง แต่ไม่ใช่เรื่อง World Cafe จะว่าไปเราคุยกันบ่อยมาก ถึงแม้ว่าจะไม่เกี่ยวโดยตรง แต่จะนับเป็นการซ้อมคุยได้ไหม? ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน
กระบวนกรใน World Cafe ทำอะไรบ้าง?
นอกเหนือจากการเตรียมการ (ซึ่งกระบวนกรเองไม่ได้ทำ) กระบวนกรจะมีบทบาทเป็น host หรือเจ้าภาพที่ดี เป็นคนนำเข้ากิจกรรม พูดถึงกฏ กติกา มารยาท (ซึ่งมีนิดเดียว)
เราไม่ได้พูดกันถึงผลที่จะได้รับเสียด้วยซ้ำไป เพราะผลที่ว่าขึ้นกับอะไรที่นอกเหนือการควบคุมของคน แต่ส่ิงที่กระบวนกรต้อง hold ไว้ก็คือ "ความศรัทธาในความดีของมนุษย์" ว่าทุกคนที่มาร่วม มีความต้องการจะให้เกิดความดีที่สุดต่อสังคมทั้งสิ้น กระบวนกรจะต้องสามารถหล่อเลี้ยงบรรยากาศ กลิ่นอาย ของความศรัทธานี้ให้ห้องให้ได้
ในคืนสุดท้าย เราก็ได้พูดคุยกันจนถึงตีสอง ในเรื่องราวมากมาย (เพราะคุยกันตั้งแต่ประมาณ 5 โมงเย็น) แล้วเราก็ "รู้สึก" ว่าเราพร้อมแล้ว (มั้ง) ที่ปลดความกลัว ความคาดหวัง ปลดสิ่งที่เราเกรงว่าจะสูญเสียหากว่างานออกมาไม่ดี เพียงแค่เราเดินเข้าสู่สนามโดยมี unconditional love และความจริงใจที่สุด เราก็สรุปว่าเราพร้อมแล้ว สำหรับงานนี้
คำสำคัญ: ha forum world cafe
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
อีเมลติดต่อ
เสียงแห่งการตัดสิน Voice of Judgment
ช่วง 3-4 วันที่ผ่านไป จัด workshop สุนทรียสนทนาให้กับอาจารย์แพทย์ อาจารย์คณะพยาบาล และบุคลากรสนับสนุนประมาณ 24-25 ท่าน ที่ รร.หาดแก้วรีสอร์ท กระบวนกรคือ พี่วิธาน ฐานะวุฑฒ์ ณัฐฬส วังวิญญู และหมอวรวุฒิ ผอ.รพ.สันทราย เรียกว่างานนี้เชิญ "เซียน" ลงมาใต้เลยทีเดียว สำหรับพี่วิธาน กับณัฐฬส ครั้งนี้เป็น second visit ส่วนวรวุฒิเป็นครั้งโหมโรง (แปลว่าจะต้องมีบรรเลงต่อๆไปอีก อิ อิ) มางานนี้ก็ประทับใจกันมากๆเหมือนเดิม แต่ละคนก็นำเอาประสบการณ์ตรงของตน มาเผยแพร่ แลกเปลี่ยน ให้ได้รับทราบความรู้สึก และผู้อื่นทราบที่มาความเป็นมา ของกระบวนทัศน์ ของพฤติกรรมของตนเอง
ผมเคย post เรื่องทฤษฎีตัวยู (Theory U) ของออตโต ชาร์มเมอร ์ไปหลายเดือนก่อน คราวนี้ก็ได้มา "แตะๆ" ลงลึกไปตามขาลงของตัวยูกัน เผื่อจะได้มีลู่ทางไปสู่ก้นบึ้งแห่งมหาสมุทรแห่งปัญญาของแต่ละปัจเจกได้ ในแต่ละส่วนของทฤษฎีตัวยู ได้แก่ Open Mind, Open Heart และ Open Will (จิตตื่นรู้ ใจกระจ่าง และเจตน์จำนงค์) ก็จะมีอุปสรรคพิเศษ ที่เราแต่ละคนต้องทำงานทะลุทลวงไปกันเอง 3 เสียงแห่งอุปสรรค นี้ได้แก่ Voice of Judgment, Voice of Cynism และ Voice of Fear นั่นเอง
เสียงแห่งการตัดสิน (Voice of Judgment)
ในการที่ใครๆรับรู้เรื่องราว ข้อมูล เสียงที่เข้ามากระทบ ตัวหนังสือที่ผ่านตา รสที่สัมผัสลิ้น กลิ่นโดนฆานประสาท ยังไม่มีความหมายใดๆจนกว่า เราเป็นคนให้ความหมาย ตรงนี้อาจจะยกเว้นการให้ความหมายเรื่องราวที่เกี่ยวกับ survival หรือ เพื่อการอยู่รอด เช่น ความกลัวต่อภยันอันตรายต่างๆ ที่สติของเราอาจจะยังไม่ทันให้ความหมายใดๆ ร่างกายจะใช้ข้อมูลเท่าที่มี เกิดปฏิกิริยาตอบสนองไปเสียก่อนแล้ว เช่น เหยียบตาปูปุ๊บ เราก็จะสะดุ้ง ชักเท้ากลับ กระโดดโหยงๆออกไป ใช้เวลาชั่วพริบตา หรือเสียงอะไรดังๆมากๆใกล้ๆตัว เราก็อาจจะสะดุ้ง ค้อมศีรษะลง เดินถลาออกห่างออกไปจากแหล่งเสียง ข้อมูลที่เหลือเราก็จะค่อยๆซึมซับ ด้วยบริบททั้งหมด และตีความ แปลความทีหลัง
การให้ความหมายเป็นความจำเป็น เพื่อที่จะเกิดการตอบสนอง ทำอะไรต่อไป แต่ในที่นี้ เมื่อเราพูดถึง voice of judgment หรือ "เสียงแห่งการตัดสิน" หมายถึงการรีบด่วนตัดสินไป โดยยังไม่ทันได้พิจารณา ใคร่ครวญ ไปเสียหมดทุกอย่าง ความหมายก็จะมาจากสัญญาเก่าๆ ความทรงจำเก่าๆ และบางทีก็เป็นสัญญาวิปลาส ก็จะก่อให้เกิดปฏิกิริยา ความรู้ หรือความเข้าใจที่วิปลาส อย่างไรก็อย่างนั้น
หมอวรวุฒิเล่าให้ฟังเรื่องราวที่น่าสะเทือนใจ และทรงพลัง คือ เรื่องราวของปกากญอ
เรื่องราวของชาวปกากญอ เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน แต่เป็นอีกโลกหนึ่งที่เราไม่เคยรับรู้ เราอยู่ในโลกอีกแบบ โลกที่หน้าบ้านมีถนนคอนกรีตลาดยาง มีร้านอาหาร มีร้านของชำ มีคาร์ฟู มีโลตัส การเดินทาง 30 กิโล แบบ "สมบุกสมบัน" อาจจะหมายถึงรถติดเป็นชั่วโมง แอร์รถเสีย ไฟแดงเยอะ ฯลฯ แต่เราจะจินตนาการไม่ออกถึงการเดินทาง 3-4 วันในระยะทางแค่นี้
เมื่อเราไม่เห็นเรื่องแบบนี้ เราก็จะไม่มีช่องว่างให้ความจริงว่าเดินทาง 30 กิโลเมตรใช้่เวลาหลายวันอยู่ในหัวสมอง นึกถึง scenario ที่แม่ปกากญอคนหนึ่ง มีลูกป่วย ต้องอุ้มลูกขึ้นเขามา 2 กิโล เสร็จแล้วก็นั่งรอข้างทาง ว่าเมื่อไรจะมีรถมา ระหว่างรอ ก็จะเฝ้าดูลูกที่อาจจะอาการหนักลงๆ ในที่สุด หลังจากรอได้ 4 วัน ก็มีรถผ่าน โบกรถมาส่งที่ รพ. บอกหมอว่าลูกป่วยมาได้ 4 วันแล้ว หมอเห็นเด็กไข้สูง ทั้งเพลีย ทั้ง dehydrate ก็ดุแม่ปกากญอไปโดยไม่ทันคิด "อะไรกัน ไปทำอะไรอยู่ ลูกป่วยไม่รีบพามาหาหมอ ปล่อยให้เป็นอยู่ได้ตั้ง 4 วัน ไม่รักลูกเลยหรือยังไง?"
แล้วแม่ปกากญอคนนั้นจะรู้สึกอย่างไร?
คำสำคัญ: จิตตปัญญาเวชศึกษา voice of judgment theory u otto scharmer เสียงแห่งการตัดสิน
อริยชน
อีเมลติดต่อ
Otto C Scharmer เขียน หนังสือ ชื่อ Theory U ได้ นำเสนอ เรื่องที่น่าสนใจมากๆ คือ เรื่อง 4 Social Fields
1 st Field : I-in-me
คือ เต็มไปด้วยคำพูด ฉันว่า ฉันติดว่า ฉํนรู้แล้ว เชื่อฉันเถอะ ฉันถูก ในความเห็นของฉัน ............. ฉันๆๆๆๆ ถูกเสมอ เก่งเสมอ ..... ฉันจะดัดนิสัยเธอ ธรรมะฉันสูงกว่า ฉันศิษย์มีอาจารย์ ใครแตะต้องอาจารย์ฉํนไม่ได้
ใน สนามสนทนาแบบนี้ จะเต็มไปด้วย วิวาทะสนทนา ... เราจะเห็นในเว็ปบอร์ดทั่วไป คนไทยเรา อยู่ใน ระดับ 1 นี้มากมาย
เป็น แบบ quick response เป็นแบบ Reactive ยังไม่ Open minds
เป็นพฤติกรรมของเด็กในคราบผู้ใหญ่ กำลังสติอ่อนแอ แม้นจะ ฝึกธรรมะมานานแล้วก็ตาม
ขนาดเป็นเว็ปศาสนา ยัง "ทะเลาะ" กันมากกว่า แรงกว่า เว็ปอื่นๆ คุยกันดีๆ ไม่ได้ ฟังกันไม่จบ อ่านแบบสุกี้ (ลวกๆ) ตามแค้น ตามงอน ออกอาการ กระแทก "ฉันเจ็บ แกต้องเจ็บด้วย" ฉันจะ เลือกสำนวนเจ็บๆมาอัดแก แค้นนี้ย่อมชำระ !!!
การฝึกเพื่อแก้ สันดานแบบนี้ คือ การฝึกแนว Dialogue ซึ่งต้องเข้าบ่อยๆ ต่อเนื่อง สัก ๒๐ ครั้ง ก็จะดีขึ้น ...
2 nd Field : I-in-it
คือ ไม่ได้มองจากมุมมองของตนอีกแล้ว มองไปที่โจทย์ มองไปที่ปัญหา ไม่สนใจว่าใครจะคิดอะไร มุ่งไปที่ปัญหา อ้างโน้น ดึงทฤษฏีนี้ แม้นไม่ได้มองจากมุมของตนเอง แต่ ก็สามารถทำร้าย จิตใจ คนที่เกี่ยวข้องได้ อย่างไม่รู้ตัว อย่างไม่ตั้งใจ
it ในที่นี้ คือ โจทย์ ปัญหา หัวข้อ topic
3 rd Field : I -in - You
จิตใจได้รับการพัฒนาสูงขึ้นไปกว่าเดิมอีก คือ แทนที่จะมองไปที่โจทย์ ปัญหา ฯลฯ กลับเริ่มใช้ คำพูด ที่แสดง ความเข้า "ใจ" ต่อ ความรู้สึกของฝ่ายตรงข้าม เริ่มนึกถึงสถานะภาพของคนอื่นๆ เห็นใจแต่ไม่อิน (empathy) ไม่ใช่เห็นใจแบบอิน (Sympathy) นะครับ
เข้าใจ แบบไม่เสแสร้ง
4 th Field: Presencing = Present + sensing
จิตว่าง อยู่กับปัจจุบันขณะ (Present) ห้อยแขวนคำพิพากษา ตื่นรู้ (Sensing) ชำเลืองดูจิต สำเหนียกจิต ตัดอกุศลออกไป ยังกุศลให้มากแต่ไม่อิน ทำใจว่างๆ ตัวเบา ความคิดปลอดโปร่ง
ไม่มีเขา ไม่มีเรา
ถามตนเองว่า เราเกิดมาทำไม หน้าที่หลักของเราคืออะไร ภาระกิจหลัก
คำสำคัญ: 4 social fields km presencing theory u สติ
อริยชน
อีเมลติดต่อ
จุดบอด หรือ blind spot ในความหมายของหลายๆคน คือ จุดที่เรามองไม่เห็น มองข้ามไป เช่น ตอนเราขับรถ เราจะมองไม่เห็น ด้านซ้าย
แต่ จุดบอดที่ผม จะอธิบายครั้งนี้ ไม่ใช่จุดบอดทางกายภาพ หากแต่ เป็น จุดบอดในความคิด ในใจของพวกเรา .... เพราะ เราเชื่อแบบนี้ คิดแบบนี้ จึงพูดแบบนี้ โพสต์แบบนี้ ทำแบบนี้ สันดานแบบนี้ เราก็จะเจอ "ชะตากรรม" แบบนี้
ลอง มองหน้าเพื่อนเราทีละคน มองหน้าคนในทีวี ใน นสพ ทีละคน
ลองดูหน้า ลูกคุณแต่ละคน พี่น้องแต่ละคน
ลองดู ชื่อผู้คน เจ้าของกระทู้ ชื่อคนที่โพสต์เข้ามา ฯลฯ แล้ว ตอบมาสิว่า "คุณให้คะแนนแต่ละคนเท่ากันไหม ? "
คนที่รักชอบ ... คนที่รังเกียจ ใคนที่เคย "คาใจ" กัน ..คนที่ไม่รู้จัก คนที่หน้าตาไม่ชอบขี้หน้า
หากยังมีการให้คะแนน ก็คือ มีการ "ตัดสิน พิพากษา" มี VOJ เสียงภายในตัดสิน เข้าให้แล้ว
นี่แหละ "จุดบอด" ในใจของพวกเรา
เราเกิดมา ท่ามกลาง การยีดเยียด ให้ ท่อง ให้จำ ยัดเยียดให้เชื่อ ยัดเยียดให้เดินไปตามเส้นทาง ที่ ใครๆ บอกว่าดี ตั้งเป้าตามเสียงบ่งบอกของผู้คน เราเคยตั้งเป้าของเราเองไหม ฝันของเราเองไหม ?
เราผ่านเรื่องกระทบ กระเทือนใจ มากมาย จนซึมซับ เรื่อง บ้าๆ บอๆ เรื่อง คาใจมากมาย .... มันเป็น ปม ปมในใจ เป็น Mental model ของเรา เป็น จุดบอดของเรา
เราเคย ใคร่ครวญวิธีคิดของเรา ต่อเหตุการณ์ต่างๆบ้างไหม
เรา ตัดสิน พิพากษา เรื่องราว ผู้คนต่างๆ บนพื้นฐาน ของ I - in - me ไปมากน้อยเท่าไรแล้ว
เราเคย เปิดสมอง เปิดความคิด เปิดโลกทัศน์ เปิดมุมมอง เปิดโอกาสให้ตนเองรับรู้สิ่งใหม่ๆบ้างไหม
เราเคย "สืบค้น" ย้อนรอย หา ต้นตอ (Source) ที่มาของตนเองไหม เราเป็นใคร เราเกิดมาทำไม เรามาทำภาระกิจอะไร ตัวตนของเราเป็นอย่างไร
ถ้าเราเป็นผ้า ตั้งแต่เล็กๆ จนโต ถึงตอนนี้ เราโดน สี เปื้อนปน ไปมากน้อย กี่สีแล้ว ดำ แดง ฟ้า เหลือง ม่วง ส้ม ฯลฯ
ถาม : ลองทบทวนดูว่า เราเคย ตัดสินใจอะไรไปบ้าง ที่ใช้ "อคติ" ล้วนๆ แล้วผลที่ได้ออกมาเป็นอย่างไร ?
ตอบ : .......................................
(เรื่อง blind spot นี้ เป็นเรื่องที่ Otto C Scharmer เขียนไว้ ใน หนังสือ Theory U ฉบับปี 2007 นี่เอง เล่มหนามากๆ)
คำสำคัญ: blind spot km lo theory u
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
อีเมลติดต่อ
Workshop สปร The Theory U in Action: (suddenly emerging!!!!) อ่านฉบับเต็มจากที่นี่
วันที่สอง เมื่อวานตอนเย็นเราวาง mode of life ลงไป และ "ครึ่งหนึ่ง" ของปัญญาสามฐาน (รับรองได้ว่า ไม่มีใครเคยทำ "ครึ่งหนึ่ง" ของปัญญาสามฐานมาก่อนเหมือนกัน รับรองประกันความ "สด" ของกระบวนการในครั้งนี้ แฮ่ะ แฮ่ะ
ความซับซ้อนของ workshop ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในผู้ป่วยเรื้อรัง ส่วนหนึ่งน่าจะอยู่ที่ "วาระซ้อนวาระ" ระหว่างของผู้ป่วยที่ถูกพามา เชื้อเชิญมา และของอาสาสมัคร เจ้าหน้าที่ PCU สองกลุ่มนี้มี agenda ที่แตกต่างกันบ้าง ไม่มาก แต่ก็แตกต่างกัน ในครั้งนี้ปรากฏการณ์ทีเราประสบก็คือ ความสำเร็จในกลุ่มของผู้ป่วยเหนือความคาดหมายอย่างมาก ภูมิปัญญาของผู้เฒ่า ผู้แก่ คุณค่าแห่งประสบการณ์ชีวิต กับหลักการณ์ต่างๆที่เรานำมาบรรยาย พรรณนา ถูกมอง ซึมซับ เหมือนทรายดูดซับน้ำ เหมือนการมองทะลุกระจกใสด้วยสายตาแห่งปัญญา ตรงนี้่เองอาจจะทำให่้เกิด gap เล็๋กน้อยกับในกลุ่มอาสาฯ ที่กำลังมองหา "วิธี" จะนำไปใช้ต่อ แต่ในที่สุด เราก็สามารถนำทุกคนไปสู่ข้อสรุปที่ว่า "เปลี่ยนตนเอง" นั้นเองที่จะเป็นคำตอบพื้นฐานอย่างแรก
วฆ เรียกประชุมหลังอาหารกลางวัน เราจะ wean ออกด้วย big bang กันอย่างไรดี ที่แน่ๆ การ pre-medication บ่ายนี้ จะเป็น final shot ก่อนที่เราจะนำ highlight มาถึงในค่ำนี้ ซึ่งเป็นคืนสุดท้าย ทราบมาว่าทุกๆกลุ่มได้ทำ voice dialogue แต่เรามีเหลือแค่สอง sessions คือบ่ายนี้กับคืนนี้ ส่วนเช้าพรุ่งนี้ตั้งใจว่าจะเป็น cooling down และ exit protocol มากกว่า
ที่เราต้องการคืออะไร?
ที่เราต้องการดูเหมือนจะเป็น "คำถามที่ถูกต้อง" คำถามที่กวน ก่อเกิดตาพายุ ณ ส่วนลึกที่สุดของผู้เข้าร่วม คำถามที่ไม่อาจไม่ตอบ คำถามที่อยากจะลองถาม อยากจะลองตอบมานานแล้ว แต่ไม่กล้า แต่กลัว แต่อยู่ในที่ที่ไม่ปลอดภัย คำถามที่จะนำไปสู่การมองเห็นอนาคตที่กำลังผุดบังเกิด
คำถามที่ดีคือสิ่งที่กระบวนกรกำลังต้องการ
ฉับพลันทันทีนั้น วรวุฒิก็บังเกิดอะไรผุดขึ้น ถาม "คำถามที่ชามเมอร์ใช้ล่ะ? ที่เขาสัมภาษณ์จนได้ movement จาก downloading ลงไปขาลงตัวยู จนกระทั่งขึ้นไปขาขึ้นล่ะ?" ไม่รอช้า เรามี Theory U สองเล่ม ณ ที่นั้น นั่นไง บทที่ 21 Principles and Practices of Presensing for Leading Profound Innovation and Change หรือการเกิดของ Co-initiating, Co-sensing, Co-presensing, Co-creating, Co-evolving และ Root Principles
คำถาม คำถาม เต็มไปด้วยคำถาม เอาคำถามอะไรดี?
Co-initiating: Listen to others and to what life calls you to do?
คำถามชุดนี้ชัดขึ้นต่อหน้าต่อตา เราถามตนเอง ครั้งนี้อะไรเป็นวาระ? วาระของใคร? ของคนที่อยู่เบื้องหน้าน่ะสิ สำคัญ สำคัญที่สุด ใครที่อยู่เบื้องหน้าเรา? สำหรับอาสามัครก็คนไข้ สำหรับคนไข้ก็อาสาสมัคร ครอบครัว เพื่อนฝูง สำหรับกระบวนกรก็เป็นอาสาสมัคร และคนไข้เกือบ 70 คน อะไรคือความหมาย? ชีวิตที่มีความหมาย การสนทนา การฟังอย่างลึกซึ้ง สาเหตุ ความเจ็บป่วย ความทุกข์ ความทุกข์ ความเจ็บไข้ได้ป่วย เรื้อรัง ไม่หาย พฤติกรรม ความเสี่ยง อะไรคือความหมาย ความหมายของความทุกข์เหล่านี้?.....
......
......
......
....
...
..
.
แว็บ บูม!!!!!
เอาอย่างนี้ละวะ เจได วฆ พูดด้วยความมั่นใจ 15 นาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว พร้อมๆกับการผุดบังเกิดของกระบวนการใหม่ ยังไม่เคยลองมาก่อน ณ ที่นี้ ลองมาแล้วโดยชามเมอร์ บันทึกลงในหนังสือตัวยู แต่มา ณ บัดนี้้ ผุดบังเกิดอีกครั้ง สนง.สช. จ.นครสวรรค์ โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
เราจัดกลุ่ม ใช้ buddy group 2 กลุ่มรวมกันเป็นบ้านใหญ่ ให้พ่อเฒ่า แม่เฒ่า เล่าเรื่องอาการเจ็บป่วยของท่านให้ฟัง ขอให้อาสาฯ ทำตัวเป็นเสมือนลูกหลาน ฟังอย่างรู้สึกว่ามีเกียรติ มีบุญ อย่างยิ่ง เป็นอภิสิทธิ์ที่ได้มานั่งฟังอยู่ ณ ตรงนั้น
รอบสองขอให้ลูกๆอาสาฯ สะท้อนแบบกระจกใส ที่ซื่อตรง ว่าได้ยินอะไร ชีวิตที่ถูกสะท้อนออกมา ในสถานที่ ในบริบทอันปลอดภัย กับผู้ฟังที่เต็มไปด้วย unconditional love สะท้อนโดยไม่แต่งแต้ม ไม่เติมสี
รอบสามขอให้พ่อเฒ่า แม่เฒ่า เล่าอธิบาย ว่าโรคของท่าน ความเจ็บป่วยของท่าน ท่านเข้าใจว่าเกิดจากอะไร มีอะไรเป็นสาเหตุ เป็นปฐมภูมิ ให้ลืมคำสั่งสอน บทเรียนต่างๆ ที่เคยได้ยินมาทั้งหมด ขอให้่ตอบจากหัวใจว่า ท่านคิดว่าทำไมท่านจึงเจ็บป่วย เป็นความดัน เป็นเบาหวาน เพราะเครียด เพราะลูก เพราะจน เพราะสังคม เพราะอะไร ขอให้อาสาฯ ถือเป็นบริบทอันมีค่า ที่เราจะติดตามพ่อเฒ่า แม่เฒ่า ลงไปสู่ the source ของท่าน ณ บัดนี้
รอบสี่นำสู่ meditation พร้อมคำถาม
Listen to what life calls you to do?
คำสำคัญ: theory u
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
อีเมลติดต่อ
The Theory U in Action (Observer's analysis-commentary edition)




ตอนนั่งรถกลับจาก สปร ไปดอนเมืองกับ วฆ เราก็ได้สนทนาฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ มีการ review หนังสือกำลังภายในที่เคยอ่านกันมา นักประพันธ์ อาทิ นักเขียนปิศาจโกวเล้ง นักเขียนคงแก่เรียนอย่างกิมย้ง นักเขียนจินตนาการอย่างอึ้งเอ็ง (กระบี่ไร้เทียมทาน พยัคฆ์ลำพอง) บู๊ดุเดือดอย่างลิ่วชั้่งเอี๊ยง (มือปิศาจ หรือ งึ่นงู้กัก เขาวัวเงิน) ไล่เลียงบุคลิกของตัวละคร รู้สึกทึ่งที่นักเขียนอัจฉริยะเหล่านี้เขียนตัวละครได้อย่างมีชีวิตชีวา บรรยายจนกระทั่งเราเองสามารถเดาได้ว่าตัวละครตัวนี้น่าจะทำอะไรต่อเมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้ นั่นเป็นเรา "เข้าใจ" ในตัวละครนี้จริงๆ
เข้าใจได้ในระดับ sensing เลยนะนี่!!
อืม... น่าสนใจ แสดงว่ามี "process" ที่จะช่วยเราให้เข้าใจกระบวนวิถีคิดของผู้อื่น สามารถรู้สึกเสียใจ อึดอัด คับข้องใจ เหมือนลี้คิมฮวงจะยกภรรยา บ้านช่อง ให้เพื่อนสนิท ยินยอมทรมานตนเอง เหล็งฮู้ชงยินยอมทอดทิ้ง mission ขอเพียงได้คำให้อภัยจากงักปุกคุ้ง ยอมถูกกระบี่เสียบอกพ่ายแพ้ เพียงเห็นรอยยิ้มของซือม่วยที่แต่งงานไปกับผู้อื่น เห็นความรู้สึกของอุ้ยเซี่ยวป้อที่ไม่ยอมทรยศต่อคังฮีแต่ก็ไม่อาจทรยศต่อสมาพันธ์นักสู็ได้ มองทะลุตัวละครอย่างตวนอื้อ เจียวฟง และซีจู๋ ในแปดเทพอสูรมังกรฟ้า แต่ก็ยังคลางแคลง ประหลาดใจในหนทางออก ในสิ่งที่คนเหล่านี้ไม่สามารถเป็นตัวของตัวเอง สามารถสะเทือนใจและรับรู้จิตใหม่ที่ผุดบังเกิดหลังจากการเสียสละแต่ละครั้ง การตัดสินใจแต่ละครั้งได้อย่างลึกลงไปในตัวตนเราเองทีเดียว
น่าจะเป็นเพราะเราผ่อนคลาย ปลอดภัยเต็มที่ขณะอ่านกำลังภายใน เราทุ่มตัวตนของเราเข้าไปอยู่ในวังวนมหาสมุทรอักขระนับหมื่นแสนตัว และ... อา.... ทอดทิ้งตัวตนของเราไปเสีย รับรู้เรื่องราวของตัวละครเสมือนเราเองที่อยู่ในเหตการณ์.... รึเปล่า??
แล้วมันเกี่ยวอะไรด้วยฟะ?
อา... เกี่ยวสิๆ hightlight ของงานนี้คือ momentum ทั้งหมดหมุนเหวี่ยงมาที่บ่ายวันที่สอง ที่แตก routine (คนเข้าร่วมไม่ทราบ เพราะเป็นครั้งแรก หรือไม่ก็ไม่ทราบว่า routine คืออะไร) ที่กระบวนกรเฝ้าสังเกต เฝ้าลุ้น ความสดใหม่ หน้าที่ส่วนหนึ่งของกระบวนกรก็คือ ค้นหา สังเกต เฟืองส่งแรงหมุน ว่าวงไหนเป็น key วงไหนเป็นตัวกระตุ้น ในที่นี้น่าจะพิจารณาบทที่ 21 ของชามเมอร์กันให้ดีๆอีกสักครั้ง
และเอาแค่ co-initiating ก็พอ
บทเรียนชิ้นสำคัญที่ผู้เข้าร่วมของชามเมอร์สรุปไว้คือ listening listening listening เพื่อเข้า seeing และ sensing ให้ได้ สลัดหลุดแม่ประแจที่ล็อก open mind ออกเพื่อจิตตื่นรู้ มองเห็นว่าตัวตนของเราเองที่มีบทบาทในการปรุงแต่งเรื่องราว ในการแปลเรื่องราว มากมายเพียงไร I in me และปลดสลักแม่ประแจตัวที่สอง open heart ออกเพื่อใจกระจ่าง รับรู้ความรู้สึก ความเห็นของ key player ใน field ณ ขณะนั้น I in You
และมาประเด็นสำคัญคือ รอคนถามคำถาม คำถามที่เป็นเสมือนลางสังหรณ์บอกเหตุ เสมือน premonition clues เป็นคำถามที่ซ่อนเร้นอันตัวตนของเราเองนั่นแหละ แอบถามมาหลายต่อหลายครั้ง เพราะเป็นประตูของจุดประสงค์ของเราที่เกิดมา แต่มักจะถูกสลัดท้ิงไป ไม่ตอบ เพราะไม่กล้าตอบ ไม่ปลอดภัย ไม่มีบริบท ไม่มีคำตอบ กลัวว่าไม่มีคำตอบ กลัวว่าจะล้มเหลว กลัวจะสูญเสีย สูญเสียสถานะ ความเป็นอยู่ในปัจจุบัน สิ่งแวดล้อมอันคุ้นเคยในเดี๋ยวนี้ไป
คนเรากำลังรอคำถามนี้ มาอีกครั้ง ณ เวลาจวบบรรจบที่เหมาะสม
ชามเมอร์บอกว่า ณ เวลานั้น จะปรากฏเพียงชั่วแว่บเดียว เหมือนฟ้าผ่ากลางฤดูแล้ง มาอย่างไม่มีที่มาที่ไป มาเพราะความซับซ้อนสับสนของกรรม (complexity of karma) เหมือนอย่างนิวตันเห็นแอปเปิ้ลตก แต่ถ้าเราตอบสนองต่อ premonition clue นี้ได้ เราจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราได้ตลอดไป
ก่อนอื่นเราต้องทำให้เขามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าสถานภาพที่เขาเปี่ยมศักยภาพทีแท้จริงเสียก่อน
คือไม่มีกั๊ก
ไม่มีความกลัว
ไม่มีอะไรที่จะต้องสูญเสีย
หรือมีทุกสิ่งทุกอย่างที่จะต้องสูญเสีย
เพื่อ absolute vulnerable หรือ ความเปราะบางที่สุด
ทำไม?
มนุษย์ติดกับประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น สัมผัส จนกระทั่งทอดทิ้ง ลืมเลือน สัมผัสอื่นๆ ถ้าเรามองไปรอบๆตัว จะพบประสาทสัมผัสที่ว่านี้มีอยู่ในสัตว์ที่วิวัฒนาการมาก่อนเรา นั่นคือ สัมผัสแห่งการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ
เป็นระบบสัมผัสที่ทำให้เราเชื่อมโยงกับนิเวศรอบตัวเรา สื่อสารกับข่าวสารสาระต่างๆที่ธรรมชาติจะพูดคุยสนทนากับเรา มดจึงขนไข่หนีน้ำ นกจึงอพยพนับพันนับหมื่นไมล์ได้โดยไม่หลง ผึ้งจึงอธิบายแหล่งน้ำหวานที่ห่างออกไปนับกิโลได้อย่างแม่นยำ
แต่ทว่ามนุษย์เราปรนเปรอ และหลงติดกับประสาทสมัผัสทั้งห้าอย่างดิ่งลึก เสพย์สุนทรีย์ทางภาพ รส เสียง กลิ่น สัมผัส จนไม่เหลือที่ให้ประสาทสัมผัสกับธรรมชาติได้มีที่เลย ไม่จนกว่าเราจะจำเป็นต้องใช้อีกครั้งหนึ่ง
เมื่อเราเปราะบางที่สุด
เมื่อเราเปราะบาง เราจะเพิ่มความไวในการรับรู้ความจริงหลายๆประการที่พยายามสื่อสารกับเรามาโดยตลอด ทราบว่าร่างกายเรานั้นออกแบบมาอ่อนนุ่ม เปราะ สลาย ไม่ยั่งยืน ทราบว่าจริงๆเราสามารถรับรู้ความเมตตา กรุณา เพียงคนมายืนอยู่ใกล้ๆ ทราบถึงความ ignorance ที่คนมาเยี่ยมไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรจริงจัง อาจจะมาเพียงแค่ตามหน้าที่ หรือวัตถุประสงค์แอบแฝง
เพื่อที่เราจะได้ไขว่คว้า จับต้อง ยึดเหนี่ยว ความเมตตากรุณาจากผู้อื่นได้
ถึงตอนนั้นจะเปราะบาง เมื่อเราแวดล้อมด้วยกัลยาณมิตร เราก็พร้อม ความพร้อมนี้เองที่ทำให้เรา "ขานรับ" คำถามสำคัญที่สุดได้ คือ Listen to What Life calls you to do
เนื่องจากการจะให้คำถามนี้ผุดบังเกิดในธรรมชาติ เราจะต้องหน่วง (hold tension) อยู่ ณ จุดนั้นนานพอ ตรงนี้ชามเมอร์บอกว่าต้องแวดล้อมด้วยคนที่มีวาระสอดคล้อมกลมเกลียวกับของเราด้วย สำคัญมากที่จะทำให้ประคับประคอง ทะลุผ่าน
นี่เองคือ "บทบาทหน้าที่ของอาสาสมัคร ของเจ้าหน้าที่ PCU ของเราต่อพ่อแม่พี่น้อง"
ผมคิดว่ากระบวนการที่ที่่ผ่านไปที่ สปร ครั้งที่สามนี้ บรรลุวัตถุประสงค์ต่อตัวผู้ป่วยอย่างมาก แต่สำหรับอาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่ PCU ไม่แน่ใจว่าจะมีเวลาสะท้อนไปถึงอะไรได้เกิดขึ้นบ้าง แน่นอน ผมคิดว่าทุกคน "ได้" ในส่วนตัวตนของตนเอง แม้แต่อาสาสมัครเองก็จะเดินเฉียดจุดที่ศักยภาพของตนขึ้นไปสุดยอด แต่พลังสภาวะอาจจะไม่ได้เสริมคำถามสำคัญในฐานะอาสาสมัคร แต่เป็นคำถามสำคัญในฐานะคนๆหนึ่ง เสมือนคนไข้คนหนึ่งเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าอาสาสมัครกำลังทำอย่างที่เราแนะนำไปห้าข้อ คือ unconditional love, safety zone, belief in others, non-judgmental และ for you ในข้อสุดท้้าย เราขอให้อาสาสมัคร "ทำเพื่อเธอ" ที่อยู่เบื้องหน้า ส่งเสริมดันให้พี่ป้าน้าอา เดินทะลุกำแพงไป
ขอเพียงใครสักคนในอาสาสมัคร กลับมาหล่อเลี้ยงพลังสภาวะซึ่งกันและกันต่ออีกหน่อย อย่างต่อเนื่อง เราก็จะเห็นการผุดบังเกิดหมู่ของเหล่าผีเสื้อได้อย่างพร้อมเพรียงกัน
เป็น 15-minute session ที่ วฆ ได้ค้นพบ สวยงาม สวยงามมาก
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
อีเมลติดต่อ
Workshop สปร The Theory U in Action: (suddenly emerging!!!!) อ่านฉบับเต็มจากที่นี่
วันที่สอง เมื่อวานตอนเย็นเราวาง mode of life ลงไป และ "ครึ่งหนึ่ง" ของปัญญาสามฐาน (รับรองได้ว่า ไม่มีใครเคยทำ "ครึ่งหนึ่ง" ของปัญญาสามฐานมาก่อนเหมือนกัน รับรองประกันความ "สด" ของกระบวนการในครั้งนี้ แฮ่ะ แฮ่ะ
ความซับซ้อนของ workshop ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในผู้ป่วยเรื้อรัง ส่วนหนึ่งน่าจะอยู่ที่ "วาระซ้อนวาระ" ระหว่างของผู้ป่วยที่ถูกพามา เชื้อเชิญมา และของอาสาสมัคร เจ้าหน้าที่ PCU สองกลุ่มนี้มี agenda ที่แตกต่างกันบ้าง ไม่มาก แต่ก็แตกต่างกัน ในครั้งนี้ปรากฏการณ์ทีเราประสบก็คือ ความสำเร็จในกลุ่มของผู้ป่วยเหนือความคาดหมายอย่างมาก ภูมิปัญญาของผู้เฒ่า ผู้แก่ คุณค่าแห่งประสบการณ์ชีวิต กับหลักการณ์ต่างๆที่เรานำมาบรรยาย พรรณนา ถูกมอง ซึมซับ เหมือนทรายดูดซับน้ำ เหมือนการมองทะลุกระจกใสด้วยสายตาแห่งปัญญา ตรงนี้่เองอาจจะทำให่้เกิด gap เล็๋กน้อยกับในกลุ่มอาสาฯ ที่กำลังมองหา "วิธี" จะนำไปใช้ต่อ แต่ในที่สุด เราก็สามารถนำทุกคนไปสู่ข้อสรุปที่ว่า "เปลี่ยนตนเอง" นั้นเองที่จะเป็นคำตอบพื้นฐานอย่างแรก
วฆ เรียกประชุมหลังอาหารกลางวัน เราจะ wean ออกด้วย big bang กันอย่างไรดี ที่แน่ๆ การ pre-medication บ่ายนี้ จะเป็น final shot ก่อนที่เราจะนำ highlight มาถึงในค่ำนี้ ซึ่งเป็นคืนสุดท้าย ทราบมาว่าทุกๆกลุ่มได้ทำ voice dialogue แต่เรามีเหลือแค่สอง sessions คือบ่ายนี้กับคืนนี้ ส่วนเช้าพรุ่งนี้ตั้งใจว่าจะเป็น cooling down และ exit protocol มากกว่า
ที่เราต้องการคืออะไร?
ที่เราต้องการดูเหมือนจะเป็น "คำถามที่ถูกต้อง" คำถามที่กวน ก่อเกิดตาพายุ ณ ส่วนลึกที่สุดของผู้เข้าร่วม คำถามที่ไม่อาจไม่ตอบ คำถามที่อยากจะลองถาม อยากจะลองตอบมานานแล้ว แต่ไม่กล้า แต่กลัว แต่อยู่ในที่ที่ไม่ปลอดภัย คำถามที่จะนำไปสู่การมองเห็นอนาคตที่กำลังผุดบังเกิด
คำถามที่ดีคือสิ่งที่กระบวนกรกำลังต้องการ
ฉับพลันทันทีนั้น วรวุฒิก็บังเกิดอะไรผุดขึ้น ถาม "คำถามที่ชามเมอร์ใช้ล่ะ? ที่เขาสัมภาษณ์จนได้ movement จาก downloading ลงไปขาลงตัวยู จนกระทั่งขึ้นไปขาขึ้นล่ะ?" ไม่รอช้า เรามี Theory U สองเล่ม ณ ที่นั้น นั่นไง บทที่ 21 Principles and Practices of Presensing for Leading Profound Innovation and Change หรือการเกิดของ Co-initiating, Co-sensing, Co-presensing, Co-creating, Co-evolving และ Root Principles
คำถาม คำถาม เต็มไปด้วยคำถาม เอาคำถามอะไรดี?
Co-initiating: Listen to others and to what life calls you to do?
คำถามชุดนี้ชัดขึ้นต่อหน้าต่อตา เราถามตนเอง ครั้งนี้อะไรเป็นวาระ? วาระของใคร? ของคนที่อยู่เบื้องหน้าน่ะสิ สำคัญ สำคัญที่สุด ใครที่อยู่เบื้องหน้าเรา? สำหรับอาสามัครก็คนไข้ สำหรับคนไข้ก็อาสาสมัคร ครอบครัว เพื่อนฝูง สำหรับกระบวนกรก็เป็นอาสาสมัคร และคนไข้เกือบ 70 คน อะไรคือความหมาย? ชีวิตที่มีความหมาย การสนทนา การฟังอย่างลึกซึ้ง สาเหตุ ความเจ็บป่วย ความทุกข์ ความทุกข์ ความเจ็บไข้ได้ป่วย เรื้อรัง ไม่หาย พฤติกรรม ความเสี่ยง อะไรคือความหมาย ความหมายของความทุกข์เหล่านี้?.....
......
......
......
....
...
..
.
แว็บ บูม!!!!!
เอาอย่างนี้ละวะ เจได วฆ พูดด้วยความมั่นใจ 15 นาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว พร้อมๆกับการผุดบังเกิดของกระบวนการใหม่ ยังไม่เคยลองมาก่อน ณ ที่นี้ ลองมาแล้วโดยชามเมอร์ บันทึกลงในหนังสือตัวยู แต่มา ณ บัดนี้้ ผุดบังเกิดอีกครั้ง สนง.สช. จ.นครสวรรค์ โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
เราจัดกลุ่ม ใช้ buddy group 2 กลุ่มรวมกันเป็นบ้านใหญ่ ให้พ่อเฒ่า แม่เฒ่า เล่าเรื่องอาการเจ็บป่วยของท่านให้ฟัง ขอให้อาสาฯ ทำตัวเป็นเสมือนลูกหลาน ฟังอย่างรู้สึกว่ามีเกียรติ มีบุญ อย่างยิ่ง เป็นอภิสิทธิ์ที่ได้มานั่งฟังอยู่ ณ ตรงนั้น
รอบสองขอให้ลูกๆอาสาฯ สะท้อนแบบกระจกใส ที่ซื่อตรง ว่าได้ยินอะไร ชีวิตที่ถูกสะท้อนออกมา ในสถานที่ ในบริบทอันปลอดภัย กับผู้ฟังที่เต็มไปด้วย unconditional love สะท้อนโดยไม่แต่งแต้ม ไม่เติมสี
รอบสามขอให้พ่อเฒ่า แม่เฒ่า เล่าอธิบาย ว่าโรคของท่าน ความเจ็บป่วยของท่าน ท่านเข้าใจว่าเกิดจากอะไร มีอะไรเป็นสาเหตุ เป็นปฐมภูมิ ให้ลืมคำสั่งสอน บทเรียนต่างๆ ที่เคยได้ยินมาทั้งหมด ขอให้่ตอบจากหัวใจว่า ท่านคิดว่าทำไมท่านจึงเจ็บป่วย เป็นความดัน เป็นเบาหวาน เพราะเครียด เพราะลูก เพราะจน เพราะสังคม เพราะอะไร ขอให้อาสาฯ ถือเป็นบริบทอันมีค่า ที่เราจะติดตามพ่อเฒ่า แม่เฒ่า ลงไปสู่ the source ของท่าน ณ บัดนี้
รอบสี่นำสู่ meditation พร้อมคำถาม
Listen to what life calls you to do?
คำสำคัญ: theory u
สี่ระดับของการต่อสู้
บทความเต็ม โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 7 มิถุนายน 2551
via บล็อกจิตวิวัฒน์> ย่อความโดยผู้เขียน (ส่วนที่เป็นตัวเอียงเท่านั้นที่ผู้เขียนเขียนเองค่ะ)
สี่ระดับของการแก้ปัญหาแบบ Theory U ได้แก่
1. การตอบกลับอย่างรวดเร็ว (Reacting)
คือการดาวน์โหลด (Downloading) เพื่อนำข้อมูลเก่ามาใช้แบบอัตโนมัติ ไม่มีการคิดใหม่ ไม่มีการสร้างสรรค์ใหม่
ในแง่ของการต่อสู้นั้น เราจะพยายามแยกแยะมองมิตรและศัตรูแยกจากกันอย่างเด็ดขาด ประมาณว่า "ถ้าไม่ใช่พวกฉันก็เป็นศัตรูของฉัน" เห็นท่าที(หรือแค่หน้าตา)ปุ๊บก็คิดไปเองเลยว่านี่ศัตรู
จริยธรรมในระดับที่หนึ่งนี้ เราจะเข้าไปไล่ล่าโจมตีคนที่เราคิดว่าเป็นศัตรูของเราเลย เพราะคิดว่าโจมตีก่อนได้เปรียบ ทำลายล้างไปก่อน เราจะได้อยู่รอด เราเลือกที่จะใช้ "ความกลัว" เป็นที่ตั้ง เป็นฐานในการกระทำการต่างๆ ของเรา
(ไม่ทันขันธ์ 5 ตัวเอง ยึดสัญญาแล้วสังขารปรุงแต่งไปไม่มีสติ)
2. เป็นระดับของการออกแบบใหม่ (Redesigning)
พยายามหาหนทางใหม่ๆ แต่ยังเป็นกรอบคิดแบบเดียวกันกับระดับที่หนึ่ง คือ ยังแยกแยะมิตรและศัตรูอย่างชัดเจน อาจจะมีการทดสอบมิตรว่าจะคิดแบบเดียวกันกับเราหรือไม่ ถ้ามิตรไม่คิดเหมือนเราตามที่เราได้ทดสอบ มิตรคนนั้นก็จะต้องกลายไปเป็นศัตรู
จริยธรรมของการต่อสู้ในระดับที่สองนี้ เราจะไม่โจมตีฝ่ายตรงข้ามก่อน แต่จะหาหนทางในการแยกแยะความเป็นมิตรความเป็นศัตรูให้ชัดเจน หาหนทางใหม่ๆ ในการยั่วยุให้ฝ่ายตรงกันข้ามโกรธ เมื่อเกิดการต่อสู้ขึ้นก็จะมุ่งทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามด้วยความรุนแรง
(คิดดูว่าคนที่คุณคิดว่าเป็นศัตรูเค้าใช่วิธีนี้อยู่รึเปล่า ถ้าเราไปตอบโต้แบบระดับ 1 react กับสิ่งที่เค้ายั่วมา มันก็เข้าทางเค้าอ่ะดิ!)
3. เป็นระดับของ "กรอบคิดใหม่" (Reframing)
เป็นระดับสำคัญที่เราเริ่ม "มองเห็น" ว่า "ไม่มีมิตรไม่มีศัตรู" มีแต่ "เพื่อนมนุษย์" เริ่มมองเห็น "ความเป็นคนอื่น" ในตัวเรา เรื่องราวที่เราเคยด่าเคยว่าคนอื่นนั้นบางทีเราเองก็ทำเหมือนเขานั่นแหละ
เราเริ่มมองเห็นแล้วว่าการโจมตีก่อนนั้นไม่มีประโยชน์อะไร เป็นการทำลาย เป็นการสร้างศัตรูมากกว่าการที่จะได้ประโยชน์ร่วมกัน การต่อสู้ในระดับนี้เราเริ่มเข้าใจคู่ต่อสู้หรือศัตรูของเรามากขึ้น (ฟังมากขึ้น มองให้กว้างขึ้น)
(ระดับนี้คือการพยายามเข้าใจ หาข้อมูล วิเคราะห์สถานการณ์)
4. เป็นระดับของ "การก่อเกิดตัวตนใหม่" ของเรา (Regenerating)
ในระดับนี้เรากับเขาเป็นหนึ่งเดียวกัน การต่อสู้ในระดับนี้ เราจะเป็นฝ่ายเฝ้าดู สังเกต ตั้งรับ เราจะไม่เป็นฝ่ายโจมตีคู่ต่อสู้ของเราก่อน
ถ้าคู่ต่อสู้ทำอะไรไม่ดีโจมตีมา เราถึงจะ "ปลดอาวุธ" ของคู่ต่อสู้
ในไอคิโดมีคำพูดอยู่คำหนึ่งคือ "Protect the attacker" คือเราจะปกป้องดูแลผู้ที่มาโจมตีเราไม่ให้เขาบาดเจ็บได้อย่างไรและนี่คือจริยธรรมระดับลึกที่สุดของศิลปะการต่อสู้
การต่อสู้ในระดับที่สี่ "มีความเป็นไปได้" ที่จะเกิดขึ้น และได้เกิดขึ้นแล้ว ในศิลปะการต่อสู้ชั้นสูงต่างๆ
--------------------------------------------------------------
ลองย้อนมาดูตัวเรานะความเป็นจริงมีอยู่ว่า "ความขัดแย้ง" เกิดขึ้นตลอดเวลาในชีวิตมนุษย์ ในทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง ไม่สถานที่ใดก็สถานที่หนึ่ง เราหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะไม่มีความขัดแย้งในชีวิตนี้
แต่คำถามก็คือ "เราเลือกที่จะ 'จัดการดูแลความขัดแย้ง' เหล่านั้นอย่างไร?"
"เราใช้ระดับไหนของศิลปะการต่อสู้ในการจัดการดูแลความขัดแย้งเหล่านั้น?"
มนุษย์ส่วนใหญ่ยังเลือกที่จะแก้ไขปัญหาทุกอย่างทุกเรื่องในระดับที่หนึ่งและสอง แต่ความเข้าใจเรื่อง "สี่ระดับ" แบบนี้จะช่วยทำให้มองเห็นว่า "เรายังมีหนทาง" และ "เรายังมีทางเลือก" ที่จะใช้ "ระดับการแก้ไขปัญหา" ที่ลึกซึ้งมากขึ้นกว่าเดิม
--------------------------------------------------------------
เราควรปลดอาวุธไม่ให้คนคิดไม่ดีทำในสิ่งที่เป็นโทษต่อผู้อื่นได้
ไม่ใช่ว่าจะไปทำร้ายไปกำจัด "ตัวเค้า" ให้เค้าหมดไปจากโลก คิดแบบนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับ genocide นั่นแหละ คิดแบบนั้นมันก็มีแต่ความโกรธ ขาดสติ ไม่คิดยาวๆคิดแต่ว่าขอให้มันไปไกลๆก่อน
เรามาช่วยกันหาทางบีบให้เค้่าไม่สามารถใช้อาวุธ(อำนาจ/เงิน/ข้อมูล)ในทางไม่ชอบได้ พลังเรามีขนาดนี้แล้ว
แบบโอคิโด้ คือ ถ้าเค้าแรงมา แรงเค้าเองแหละที่จะทำให้เค้าแพ้ ยิ่งเค้าแรงมาเราก็มีหลักฐานมัดตัวเค้าได้มากขึ้น ถ้าเราไป react แรงแบบไม่คิดหาทางให้แยบยล เราก็ไม่ทีทางแก้ปัญหาได้เลย มีแต่จะทำร้ายตัวเองให้เค้ามาอ้างได้ว่าเราเองก็ทำผิด!
-------------------------------------------------------
แค่เรื่องง่ายๆ อย่างการฟัง คนส่วนใหญ่ก็ยังใช้ระดับที่ "ยังไม่ฟังกันจริงๆ ด้วยหัวใจ"
เรื่องที่เขียนนี้ ผมยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องอุดมคติ เป็นเรื่องที่สามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้ สามารถปฏิบัติได้จริง ถ้า "เรามองเห็น" และ "เราเลือก"
ผมเชื่อว่าไม่เคยมี "เหยื่อของสถานการณ์" นะครับ มีแต่ว่าเราเลือกที่จะเป็นอย่างนั้นเท่านั้นจริงๆ ต่างหาก
(วิธาน ฐานะวุฑฒ์)