กบเกิด ในสระใต้                บัวบาน
ฤาห่อน รู้รสมาลย์              หนึ่งน้อย
ภุมรา อยู่ไกลสถาน            นับโยชน์..ก็ดี
บินโบก มาค้อยค้อย           เกลือกเคล้าเสาวคนธ์ (โลกนิติคำโคลง)

กบในสระบัว
ไม่รู้รสเกสรดอกบัว
แมลงภู่อยู่ไกลสระบัวหลายโยชน์
ยังอุตส่าห์บินมากินเกสรดอกบัว กบมัวทำอะไร?? โง่จัง?? 
กบกินแมลงนี่ นา จะให้กินเกสรหรืองัย  โคลงต้องการสอนเรื่อง ใกล้เกลือกินด่าง

ผึ้งภู่ บินอยู่เบื้อง                อุบลบาน
กำซาบซด รสมาลย์           ไม่น้อย
รากบัว คั่วน้ำตาล              ตฤป ร่ำ..ลิ้นเอย
กบเกิด กลางสระจ้อย         จึ่งรู้รสหวาน (นวโลกนิตคำโคลง)

แมลงภู่บินอยู่เหนือสระบัว
กินเกสรดอกบัว
กบไม่กินเกสรดอกบัว
เพราะว่ารากบัวเชื่อมน้ำตาลหวานกว่า กบเลยเฝ้ารากบัวอยู่ในสระอย่างไรเล่า



จระเข้ คับน่านน้ำ              ไฉนหา..ภักษ์เฮย
รถใหญ่ กว่ารัถยา             ยากแท้
เสือใหญ่ กว่า วนา             ไฉนอยู่..ได้แฮ
เรือเขื่องคับชเลแล้             แล่นโล้ไปไหน (โลกนิติคำโคลง)

จระเข้ ใหญ่กว่าคลอง จะหาอาหารที่ไหนกิน
รถใหญ่กว่าถนน จะขับไปมาก็ยากลำบาก
เสือใหญ่กว่าป่า หมายถึงทำตัวเกเร ออกมากินคน คงจะอยู่ได้ไม่นาน
เรือใหญ่ๆ คับทะเล จะแล่นไปไหนก็ลำบาก

หากวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งก็จะพบว่า จระเข้+เสือ/สิงห์ คือสัญลักษณ์ของ ข้าราชการ ที่บ้าอำนาจ+โกงกิน และเมื่อข้าราชการหากบ้าอำนาจ+โกงกิน ก็จะไม่มีแผ่นดินแผ่นน้ำที่จะอยู่อาศัย สำหรับ รถ+เรือ คือสัญลักษณ์ของ กริยาท่าทาง +การใช้อำนาจในทางที่มิชอบนั่นเอง

โคลงโลกนิติบทนี้ ขยายความด้วยกลอน
เพลงยาวว่าพระมหาเทพ (ทองปาน) ดังนี้

เขาชมบุญ เรียกเจ้าคุณ ราชามาตย์       แต่ร้ายกาจ เกือบยักษ์ มักสัน
ลงนั่ง ยังนาวา เหมือนชาละวัน               ขึ้นบก ตกมัน เหมือนสิงห์ทอง
..................................................................................................
ถนนกว้าง สี่วา มาไม่ได้                        กีดหัวไหล่ ไกวแขน ให้ขัดข้อง
พวกหัวไม้ เหนกลัว หนังหัวพอง             ยกสอง มือกราบ อก ราบดิน


จะเห็นได้ว่าคนโบราณเปรียบเทียบข้าราชการที่บ้าอำนาจ ว่า ยามลงนั่งบนเรือดูฮึกเหิมเหมือน
 จระเข้ ยามขึ้นบนบก ดูฮึกเหิมเหมือน เสือ/สิงห์ ถนนกว้างสี่วา ก็คับแคบ ไม่พอให้สัญจรเดินทาง (อีกหน่อยก็จะไม่มีแผ่นดินแผ่นน้ำให้อาศัย เพราะใหญ่จนคับที่)

จระเข้ คับน่านน้ำ              เนาสวน..สัตว์เทอญ
รถใหญ่ รับเนื้อนวล           นั่งแท้
เสือใหญ่ กว่าป่าควร         ขังใส่..กรงแฮ
เรือเขื่อง เรืองรุ่งแล้           แล่นค้าขายของ (นวโลกนิตคำโคลง)

สมัยนี้จระเข้ตัวโตๆ อยู่สวนสัตว์ไหนก็อยู่ได้แถมมีคนอยากดู
รถคันโตๆ ไปไหนมาไหนก็สะดวก (เพราะถนนสมัยนี้มี 8 ช่องทางจราจร)
สาวๆชอบนั่งรถคันโตๆ
เสือตัวโตๆ ก็เหมือนจระเข้ อยู่สวนสัตว์อาหารการกินสมบูรณ์แถมมีคนอยากดูเสือตัวโตๆ
เรือลำเขื่องแบบไททานิก มีสักลำเอาไว้แล่นขายของต้องรวยเละแน่ๆ


อ่อนหวาน มานมิตรล้น      เหลือหลาย
หยาบ บ่ มีเกลอกราย        เกลื่อนใกล้
ดุจดวง ศศิฉาย                ดาวดาษ..ประดับนา
สุริยะส่อง ดาราไร้             เพื่อร้อนแรงแสง (โลกนิติคำโคลง)

พูดจาอ่อนหวานจะมีแต่คนชอบ
พูดจาหยาบคายไม่มีใครอยากเข้าใกล้
พูดจาอ่อนหวานเหมือนพระจันทร์ที่มีหมู่ดาวแวดล้อม
พูดจาหยาบคาย เหมือนพระอาทิตย์ ที่ไม่มีดาวสักดวงอยู่ใกล้??
จริงๆ ดาวน่ะมีแต่เรามองไม่เห็นในตอนกลางวัน  อิๆ


อ่อนหวาน หาญมิตรล้าง        ลาหาย
หยาบย่อม เกลื่อนเพื่อนตาย   ตราบม้วย
จันทร(ะ)รัศมีฉาย-                ชนหลับ..แล้วนา
สูรย์ส่อง แสงแรงด้วย            ช่วงเช้าชนเห็น (นวโลกนิตคำโคลง)

พูดจาอ่อนหวาน เขาจะหาว่าเป็นกระเทยหรือป่าว คงจะมีแต่พวกแต๋วๆ อยู่ใกล้
ส่วนมากคนพูดจาเพราะๆ มักจะเป็นคนขี้ขลาด ไม่ใช่หรือ?
ส่วนมากคนพูดจาโผงผางมักจะจริงใจ นั่นล่ะคือเพื่อนตาย...เพื่อนที่รู้จักพูดเตือนสติ..
พระจันทร์ขึ้นตอนกลางคืนส่วนมากคนเขาหลับกันหมดแล้วใครจะมาอยู่ชมความงาม
ดวงอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า มีแต่คนมองเห็น..ล่ะนะ


อย่าปอง สิ่งแก้วไป่              ควรปอง
เขาบ่ ตรึกอย่าตรอง             ตริบ้า
เร่งคิด คิดแต่ของ                ควรคิด..นะพ่อ
การที่ สูญเปล่าอ้า                อย่าได้ควรปอง (โลกนิติคำโคลง)

อย่าหมาย แก้วมณีจินดา ที่ไม่สมควรจะใฝ่ปอง (อย่าอยากได้ของดี จนเกินฐานะ)
เรื่องที่คนปกติเขาไม่คิด ก็อย่าคิดเลย
คิดแต่สิ่งที่ควรคิดเถอะพ่อคุณ
คิดแหกคอกเป็นการคิดที่สูญเปล่า อย่าคิดเลย อย่าหมายปองเลย ได้โปรด...


ลองปอง สิ่งแก้ว ที่              ควรปอง
เขาบ่ ตรึกจงตรอง              ตริบ้าง
ความคิด สิทธิของ              ปัจเจก..นะพ่อ
กาลิเลโอ อ้าง                     อวดรู้เลวไฉน (นวโลกนิตคำโคลง)

(พูดใหม่) ลองหมายปองสิ่งประเสริฐ ที่ควรหมายปองกันดูเถอะ (ก็ใครจะอยากได้ของที่ไม่ดีกันเล่า)
เรื่องที่คนอื่นไม่คิด ก็ลองหัดคิด หัดตริตรอง ดูบ้าง สิ
ความคิดเป็นเรื่อง ปัจเจกบุคคล นะพ่อคุณ (จะห้ามความคิดกันเชียวหรือ?)
ดูอย่างกาลิเลโล คิดแหกคอกว่า โลกกลม สิ  ในขณะที่คนส่วนใหญ่คิดว่าโลกแบน?? มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายมิใช่หรือ (ถึงแม้นจะขัดแย้งกับพระคัมภีร์จนดูเหมือนพวกนอกรีตก็เถอะ) แต่ภายหลังโลกยกย่อง...มิใช่หรือ..ไม่ใช่เรื่องที่เลวเลยที่จะคิดแตกต่างจากคนอื่น


รู้น้อยว่ามากรู้                    เริงใจ
กลกบเกิดอยู่ใน                  สระจ้อย
ไป่เห็นชเลไกล                    กลางสมุทร
ชมว่าน้ำบ่อน้อย                 มากล้ำลึกเหลือ (โลกนิติคำโคลง)

มีความรู้น้อย ก็นึกว่ารู้มาก มีความร่าเริงใจ จริงนะ
เหมือนกบเลย ที่อยู่แต่ในสระกระจ้อย ไม่เห็นอะไรที่มันกว้างไกล
ทะเลน่ะเคยไปเที่ยวมั้ยคุณกบ
มัวแต่ชมว่าสระของฉันช่างกว้างขวางจริงๆเจียว อยู่ได้ โถ่..กบน้อย..


รู้น้อยหนึ่ง รู้ร่า-                   เริงใจ
รู้รสทะเลไหล                      ละห้อย
ไป่ปองคะนองไป                 กลางสมุทร
ชมว่าสระกระจ้อย               จืดล้ำดีเหลือ (นวโลกนิตคำโคลง)

ถึงฉันจะมีความรู้อยู่น้อยหนึ่ง แต่ฉันก็ภูมิใจ ร่าเริงใจนะจ๊ะ
ความรู้ของฉันก็คือ รู้ว่าทะเลมีคลื่นไหลบ่ารุนแรง รู้อย่างงี้ ก็ เลยทำหน้าละห้อย
ฉันรู้ว่าทะเลไม่น่าอยู่ ก็เลยไม่มีความคึกคะนองที่จะไปเที่ยวทะเล
สระน้ำอันกระจ้อยของฉัน รสจืด ดื่มได้ น้ำทะเลน่ะกินได้มั้ย โถ่ จะมาชวนไปตายซะแหล่ว..
การที่กบไม่เคยไปทะเลแต่รู้เรื่องราวของทะเล ก็เพราะกบชอบจำศีล(เข้านิโรธสมาบัติ) จนได้ เจโตปริญาณ นั่นเอง อิๆ

หมาใดตัวร้ายขบ                บาทา
อย่าขบตอบต่อหมา             อย่าขึ้ง
ทรชนชาติช่วงทา-             รุณโทษ
อย่าโกรธทำหน้าบึ้ง             ตอบถ้อยถือความ (โลกนิติคำโคลง)

หมากัดขาเรา
เราโกรธหมา จะกัดขาหมาคืนบ้าง กระนั้นหรือ??
หมากัดอย่ากัดตอบ
พวกทรชนคนเลวที่ ทำเลวกะเรา อย่างทารุณโหดร้าย ก็อย่าไปถือสาหาความกะมันเลย..ปล่อยให้มันทำต่อไปเถอะ ดูดู๊ดู ดูเธอทำ ทำใมถึงทำกับฉันได้..



หมาใดตัวร้ายขบ                แขนขา
ไม่เตะต่อยต่อหมา              ไม่ซึ้ง
คู่กรณีครา-                        เคืองโกรธ
เป็นโจทก์โทษหน้าบึ้ง         บอกฟ้องถือความ (นวโลกนิตคำโคลง)

โดนหมากัดที่แขนที่ขา ไม่เตะหมา ไม่ต่อยหมา   หมามันจะสำนึกลึกซึ้งมั้ย
ไม่เห็นมีคู่กรณีที่ไหน ที่เลาะกันจนขึ้นโรงขึ้นศาล จะยอมยกฟ้องกันง่ายๆ สักราย??

ลูกสะเดา น้ำผึ้งซาบ           โทรมปน
แล้วปลูก ปองรสคนธ์           แอบอ้อย
ตาบเท่า ออกดอกผล          พวง ดก
ขมแห่ง สะเดาน้อย             หนึ่งรู้โรยลา (โลกนิติคำโคลง)

เมล็ดสะเดาเอาไปชุบน้ำผึ้ง
ปลูกข้างไร่อ้อย  หวังจะให้ ผลสะเดา เจเนอเรชั่นใหม่ มีรสหวานขึ้นมา
พอเมล็ดสะเดา งอกเป็นต้นสะเดา และออกดอกออกผล
ความขมของผลสะเดา แม้เพียงสักหน่อยหนึ่ง จะรู้จักโรยลา ลงหรือ?? มันก็ขมเหมือนเดิม
คนเลว ต่อให้เราพยาม ชักนำให้เขาทำดีอย่างไร  มันก็เอาดียาก เราจึงไม่ควรนำเขามาทำเผ่าทำพันธุ์ อย่าคิดว่ามีลูกแล้วลูกจะดี..มันก็เลวเหมือน บุพการี นั่นล่ะ รับรองต้องขื่นขมไม่แพ้สะเดา..

สะเดา ผ่าเหล่าเพี้ยน           พิกล
หวานเมล็ด สุคนธ์              ข่มอ้อย
แต่งพันธุกรรมผล              พวงดก
ขมแห่ง สะเดาน้อย             หนึ่งนั้นฤามี (นวโลกนิตคำโคลง)

แต่สะเดาสมัยใหม่ ผ่าเหล่า
ผลและเมล็ดมีรสหวานฉ่ำ
เพราะถูกตัดแต่งพันธุกรรม จนออกผลดก (และมีรสหวาน)
รสขมที่เคยมี ก็กลับไม่มี เอ เป็นไปได้หรือ??
ความพยามอยู่ที่ไหนความพยามก็อยู่ที่นั่น..
(คนเราเมื่อมีความทุกข์ความขมขื่น ก็มักจะเอากิเลสอันมีรสหวาน มาฉาบทาความทุกข์ความขมขื่น และพยามแสวงหาสถานที่ ที่จะนำมาซึ่งความสุขใส่ตน ช่างคล้ายกับการนำสะเดาไปปลูกข้างๆต้นอ้อย เพื่อหวังจะให้ รสขมขื่นของต้นสะเดาแห่งความทุกข์ หมดสิ้นไป แต่ความทุกข์ก็คือความทุกข์ ทำอย่างนั้นจะหมดทุกข์ได้จริงๆ หรือ อยากจะให้ทุกข์หมดไป ต้องใช้ธรรมะเข้าไปตัดแต่งพันธุกรรมต้นสะเดาแห่งความทุกข์สิ เธอ..)

สะเลียมบ่าแขว้งเพิ่นเล่าลือขม หัวใจ๋บางคนพ้อยขมกว่าอั้น...

สะเลียม = สะเดา
บ่าแข้วง = มะแว้ง


ภูเขา ทั้งแท่งล้วน              ศิลา
ลมพยุ พัดพา                   บ่ขึ้น
สรรเสริญ และนินทา          คนกล่าว
ใจปราชญ์ ฤาเฟื่องฟื้น       ห่อนได้จินต์จล (โลกนิติคำโคลง)

ภูเขา ถูกลมพายุไต้ฝุ่น พัดโหมกระหน่ำ ภูเขาก็มิได้ไหวหวั่น
โลกธรรม 8 นั่นคือ ได้ลาภเสื่อมลาภ ได้ยศเสื่อมยศ สรรเสริญนินทา สุขทุกข์ ก็เหมือนลมพายุ
แต่ก็ไม่สามารถ เขยื้อนจิตใจนักปราชญ์ที่แน่นหนักหมือนภูเขา ให้หวั่นไหวได้


ภูเขา ทั้งลูกล้วน               สิขรา
ลมพยุ ฝนหนา                 หนักขึ้น
น้ำหยด รดหินผา             ยัง กร่อน
ใจปราชญ์ อาจเฟื่องฟื้น    ฟ่องได้โดยจินต์ (นวโลกนิตคำโคลง)


ภูเขาถูกลมพายุไต้ฝุ่นพัดไม่เขยื้อนก็จริง
แต่ถูก ฝนกรด (acid rain) หยดใส่ทุกวันหินมันยังกร่อน ฮ่ะฮ่ะ...
ใครจะไปทนไหวนักปราชญ์ก็นักปราชญ์เหอะ


เจ็ดวันเว้นดีดซ้อม              ดนตรี
อักขระห้าวันหนี                  เนิ่นช้า
สามวันจากนารี                  เป็นอื่น
วันหนึ่งเว้นล้างหน้า            อับเศร้าศรีหมอง (โลกนิติคำโคลง)

ไม่ได้เล่นดนตรี เจ็ดวัน ก็ลืมโน้ต
ไม่ได้อ่านหนังสือห้าวัน ก็ลืมเนื้อหา
ไม่ได้เจอหน้า ผู้หญิง สามวัน ผู้หญิงก็เป็นของคนอื่นแล้ว
สามวันจากนารี เป็นอื่น (จริงๆ ในโคลงไม่ได้บอกว่าใครเป็นอื่น แต่ผู้ชายแต่งโคลงโลกนิติก็น่าจะเข้าข้างผู้ชายด้วยกันสิ เนอะ..)
ไม่ได้ล้างหน้าวันเดียว เป็นเรื่องที่ทุเรศมากๆ ทำให้ไม่สดชื่น..และดูไม่มีสง่าราศี



เจ็ดวันหมั่นดีดซ้อม            ดนตรี
อักขระเลยละหนี                เนิ่นช้า
สามวันกกสตรี                   เต็มตื่น
แจ้งบ่ได้ล้างหน้า               นั่งเศร้าหมองศรี (นวโลกนิตคำโคลง)

ถึงให้ฝึกซ้อมดนตรีทุกวันจนชำนาญ  ก็ย่อมเสียอย่างเพื่อแลกกับอีกอย่าง
ต้องซ้อมดนตรีทุกวัน (7 วัน) เรื่องอ่านหนังสือหนังหาก็ไม่ต้องพูดถึง
สมมติซ้อมดนตรี 5 วัน อีก 3 วันที่เหลือ อยู่กับแฟน  พออยู่กะแฟนก็ลืมโน้ตและลืมหนังสือ
 นอนกก นอนกอดกับแฟน จนหมดแรง ตอนเช้า ขี้เกียจลุกขึ้นมาล้างหน้า นั่นล่ะเป็นเรื่องที่บัดสี เอ้ย ไม่ได้ล้างหน้านั่นล่ะเป็นเหตุแห่งความหมองศรี



กระเหว่าเสียงเพราะแท้      แก่ตัว
หญิงเลิศเพราะรักผัว         แม่นหมั้น
นักปราชญ์มาตรรูปมัว      หมองเงื่อน..งามนา
เพราะเพื่อรสธรรมนั้น        ส่องให้เห็นงาม (โลกนิติคำโคลง)

นกกาเหว่า มีดีที่ เสียงไพเราะ
ผู้หญิงมีดี เพราะรักผัว
นักปราชญ์แม้รูปชั่วตัวดำ
แม้นมีธรรมะก็ทำให้คนเห็นความงาม ในจิตใจได้


กาเหว่าเสียงเพราะแพ้-     ภัยตัว
หญิงโสดโลดหาผัว           ผูกหมั้น
บังทอง ม่องเท่ง หัว          ขาดหล่น..ล่วงนา
เพราะฤทธิ์อิจฉานั้น           ส่องให้เห็นทราม (นวโลกนิตคำโคลง)


นกกาเหว่า มีเสียงที่ไพเราะ แต่เสียงอันไพเราะก็นำภัยมาสู่ตน
ผู้หญิงโสดมักจะแสวงหาสามี(นำภัยมาสู่ตน อิๆ)
นักปราชญ์แม้รูปชั่วตัวดำ ยกตัวอย่างเช่นบังทองในสามก๊ก
ฉลาดแค่ไหนเล่าปี่ ก็มองข้าม เพราะไม่ชอบขี้หน้า ให้เป็นแค่นายอำเภอเล็กๆ
หลังจาก บังทองอวดฉลาดให้เล่าปี่เห็น เล่าปี่จึงแต่งตั้งบังทองให้เป็นกุนซือ คู่กับ ขงเบ้ง
แต่บังทองต้องตายเพราะไม่เชื่อคำขงเบ้ง (เพราะความอิจฉาบดบังปัญญา) บังทองมีฉายาว่า หงส์ดรุณ ถูกทหารข้าศึกยิงด้วยลูกธนู ที่เนิน หงส์ร่วง



นารายณ์วายเว้นจาก             อาภรณ์
อากาศขาดสุริยะจร               แจ่มหล้า
เมืองใดบ่มีวร                        นักปราชญ์
แม้นว่างามล้นฟ้า                 ห่อนได้งามเลย (โลกนิติคำโคลง)

พระนารายณ์แก้ผ้า ถึงให้หล่อแค่ไหนก็คงอุบาทว์ไม่น่ามอง (หรือน่ามองเหว่)
ท้องฟ้าไม่มี ดวงตะวัน ก็ขาดความงดงาม
เมืองที่ไร้นักปราชญ์
ต่อให้สวยงามแค่ไหน ก็เหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง จนดูไม่งดงาม


สหัสนัยน์ไดเว้นจาก              วิเชียรธร
เวหาศขาดอัปสร                   ซิ่นอะร้า-
อล่าม ไทยไฉนวอน               ต่างชาติ
แม้นว่ารวยล้นฟ้า                 บ่ได้รวยเลย (นวโลกนิตคำโคลง)

อันว่า องค์อินทร์ (สหัสนัยน์=มีตา 1,000 ดวง หมายถึงพระอินทร์) เมื่อไม่มีสายฟ้า (วิเชียร)ในมือ (ได ภาษาเขมรแปลว่ามือ และสายฟ้าเป็นอาวุธคู่บารมี ของพระอินทร์ เรื่องมันยาว..อย่าให้เล่าเลย) องค์อินทร์ไม่มีอาวุธ ก็หมดความ งามสง่า
และ อันว่า ท้องฟ้าแม้นขาดหมู่นางฟ้า ก็หมดสิ้นความอะร้าอล่าม
เมืองไทย หาก ยังต้องพึ่งพาประเทศมหาอำนาจ
ต่อให้เจริญร่ำรวยแค่ไหน ก็งั้นๆ เหมือนพระอินทร์ไม่มีสายฟ้าในมือ...(วิเชียร แปลอีกอย่างว่า เพชร ก็ได้) เมื่อพระอินทร์ไม่มีเพชรในมือ ก็เลยไม่รวย งัยล่ะ อิๆ


ไป่ถามปราชญ์บ่พร้อง          พาที
เปรียบดั่งเภรีตี                     จึ่งครื้น
คนพาลพวกอวดดี               จักกล่าว
ถามบ่ถามมันฟื้น                 เฟื่องถ้อยเกินถาม (โลกนิติคำโคลง)

ไม่ถาม นักวิชาการ ก็ไม่ พูดจาพาทีหรอก อมภูมิ..ปัญญา..
เหมือนกลอง ต้องตีจึงจะดัง ไม่ตีก็ไม่ดัง ไม่ถามก็ไม่ตอบ
แต่คนอวดฉลาดที่ชอบพูดอวดรู้
ถามหรือไม่ได้ถามมันก็ยัง ดันทะลึ่งตอบ รื้อฟื้นเอาเรื่องโน้นเรื่องนี้มาคุยจนฟูเฟื่องเลื่องลือ

คนเกลียดเขียดตะปาดร้อง   ลุกหนี
คนขลาดหวาดกลัวผี           ภูติเพ้อ
คนบ้าด่าดนตรี                   ต้อยต่ำ
คนโง่เง่ากล่าวเก้อ              ก่อนรู้ลัพธ์คำ (นวโลกนิตคำโคลง)

คนกลัวเขียดตะปาด เห็นแล้วก็ต้องร้องวี้ดว้ายกระตู้วู้  กระโดด/ลุกหนี
คนขี้ขลาดมักจะกลัวผี พูดเพ้อเจ้อ กันไป (ตถตา มันเป็นเช่นนั้นเอง)
คนไม่มีดนตรีในหัวใจคือคนบ้า เห็นดนตรีเป็นเรื่องต้อยต่ำ
คนโง่มักจะพูดก่อนคิด (สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม เหอๆ)


หอมกลิ่นดอกไม้ที่              นับถือ
หอมแต่ตามลมฤา              กลับย้อน
หอมกลิ่นกล่าวคำคือ           ศีลสัจ..นี้นา
หอมสุดหอมสะท้อน            ทั่วใกล้ไกลถึง (โลกนิติคำโคลง)

ดอกไม้มีกลิ่นหอม ดอกอะไรก็ได้ที่คนนับถือว่าหอม..
แต่กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น ก็ไม่สามารถ หอมทวนลมได้ คนอยู่เหนือลมมักไม่ได้กลิ่นหอม
อันว่าคำสัตย์นั้นมีกลิ่นหอม กลิ่นหอมแห่งคำสัตย์พัดหวนทวนลม ได้
กลิ่นหอมแห่งคำสัตย์ หอมไกลกว่ากลิ่นหอมแห่งดอกไม้  
 

กรุ่นกลิ่นดอกไม้ที่               เธอถือ
มะลิการะเกดหรือ               พุดซ้อน
ซวดทรงอนงค์คือ               บุพผรัตน์..นี้นา
หอมทั่วไกลใกล้ย้อน           ยั่วให้คิดถึง (นวโลกนิตคำโคลง)

เธอถือดอกไม้ กรุ่นกลิ่นหอม
ดอกมะลิ ดอกการเกด หรือดอกพุดซ้อนกันนะ 
แต่ตัวเธองดงามเหมือน ดอกไม้แก้ว (บุพผรัตน์) 
กลิ่นหอมแห่งกายเธอ หอมกว่าดอกไม้ที่เธอถือมามากมายนัก ถึงจะอยู่ไกลหรือใกล้ก็ยังคิดถึง..ในความงามและความหอมนี้อยู่.. (กิเลสตัณหา หอมหวนเหมือนดอกไม้?)

ฟักแฟงแตงเต้าถั่ว               งายล
หว่านสิ่งใดให้ผล                 สิ่งนั้น
ทำทานหว่านกุศล                ผลเพิ่ม..พูนนา
ทำบาปบาปซั้นซั้น               ไล่เลี้ยวตามตน (โลกนิติคำโคลง)

ปลูกฟัก ปลูกแฟง ปลูกแตง ปลูกน้ำเต้า ปลูกถั่ว ปลูกงา
ปลูกอะไร หว่านอะไรไว้เวลามันงอก ก็งอกเป็นต้นที่เธอหว่านไว้  นะจ๊ะเธอจ๋า
เธอปลูกความดี ก็ได้ความดี
เธอปลูกความชั่ว ก็ได้ความชั่ว เข้าใจมั้ย ต้องให้แปลเป็นภาษาอะไรถึงจะเข้าใจ??
ไม่เห็นผลไม้ไม่หลั่งน้ำตา!!! สักวันเธอต้องตัดพ้อกับตัวเองว่า เสียเวลาปลูก ไม่น่าปลูกเลย ฮือๆ !!!

ปลูกแปลงแตงมะพร้าว        พึงยล
วัชพืชปลอมปน                   ปักษ์นั้น
หลังคนทำนาธน-                บัติงอก..งามนา
ธุรกิจเหนือชั้น                    เช่นนี้ไฉนจน (นวโลกนิตคำโคลง)

ปลูกแตง ปลูกมะพร้าว
ไม่หมั่นดูแล 15 วัน เท่านั้นเดี๋ยวก็มีวัชพืช ขึ้นรก
 ปลูกธนบัตร (ทำนาบนหลังคน) กันดีกว่า "แม่บุญปลูก"
มีแต่ร้วย มีแต่รวย